ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 59 ทารก
……………
ทุกคนล้วนมากันพร้อมหน้าแล้ว
ภายในห้องมีเสียงจอแจวุ่นวายทุกรูปแบบลอยมาให้ได้ยินเลือนราง
ส่วนด้านนอกห้องนั้น บรรดากลุ่มคนต่างทำตัวสงบนิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
สือฟางกวาดตามองโดยรอบคราหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวเสียงเบาออกมาอย่างอดไม่ได้
“พี่เก้า เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าคนกำลังจะคลอดไม่ใช่นายท่าน แต่เป็นพวกเราเองเล่า”
อวี่จิ่วมองเขาด้วยหมดคำจะพูดถึงขีดสุด
ทว่าสือฟางหาได้รับรู้สายตาหยามเหยียดจากเขาไม่ สองมือกำเข้าหากันแน่นเป็นกำปั้น กระวนกระวายใจเหลือคณา
“จริงๆ นะ ขะ ข้าประหม่า!”
สำหรับพวกเขาแล้ว อย่างใดเสียก็ประสบกับเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก ไหนเลยจะเมินเฉยได้?
อวี่จิ่วแค่นหัวเราะ
“หายใจออกสิ”
สือฟางปรายตามองมือเขาอย่างเงียบงัน
“ท่านไม่ตื่นเต้น แล้วสั่นเหตุใด”
อวี่จิ่ว “…”
เฉินอีผินหน้ามามองทางนี้
“สือฟาง”
สือฟางรีบขานรับเร็วรี่
“พี่ใหญ่? มีอันใดหรือขอรับ”
เฉินอีบุ้ยคาง
หลายเดือนมานี้ที่เขาคอยดูแลสวนสมุนไพรน้อยอย่างประณีตใส่ใจหาใครเทียมมิได้ ก็เพื่อเวลานี้มิใช่หรือ!?
เขาจึงกระวีกระวาดรีบวิ่งไปเตรียมของทันที
ส่วนคนที่เหลือต่างพากันเฝ้ารอกันต่อ
ถวนจื่อจดจ้องบานประตูตาไม่กะพริบพลางผ่อนลมหายใจออกมาบางเบา
หากมิใช่กังวลว่าตัวเองจะเข้าไปรบกวนแล้วละก็ นางคงได้รีบพุ่งเข้าไปทันทีแล้วด้วยซ้ำ
จื่อเฉินมองนางแวบหนึ่ง
“ยื่นมือมา”
สุ้มเสียงของเขาแผ่วเบายิ่ง มีเพียงถวนจื่อเท่านั้นที่ได้ยิน
นางผินศีรษะไปหา ทว่ามิได้หันมอง
“มะ มีอันใดหรือ”
เสียงของนางแข็งทื่อนัก
จื่อเฉินหลุดยิ้มออกมาด้วยกลั้นไม่อยู่ ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับไปราบเรียบเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว
ถวนจื่อรู้สึกว่าในมือของตัวเองถูกยัดอันใดบางอย่างเข้ามา
นางก้มศีรษะมองโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
เป็นผลวิญญาณโศกที่อวบอิ่มและมลังเมลืองลูกหนึ่ง
ไอสดชื่นเย็นสบายแผ่สู่ฝ่ามือแล่นปราดไปทั่วกาย
นางเหลือบตาขึ้นมองด้วยประหลาดใจอยู่หลายส่วน แต่กลับพบว่าจื่อเฉินไม่ได้มองมาที่ตัวเอง เสี้ยวหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังเดิม
ราวกับว่าคนที่แอบยัดผลไม้มาไว้ในมือนางเมื่อครู่ไม่ใช่เขา
นางเม้มริมฝีปาก มุมปากพลันเป็นรอยบุ๋มลงไป ปรากฏลักยิ้มอันเล็กขึ้นมา
…
ทันทีที่เซียวหรานก้าวเข้ามา ก็จัดการยิงคำถามรัวเร็วดุจรัวกลองอย่างอดรนทนไม่ไหว
จากนั้นเขาก็พบว่าทุกคนยังคงเฝ้ารอกันอยู่
เห็นได้ชัดเลยว่ายังไม่คลอด
เซียวหรานกระแอมไอคราหนึ่งด้วยสุ้มเสียงที่เบาลงหลายส่วน
เป็นซั่งกวนจิ้งที่พลันนึกอันใดบางอย่างขึ้นมาได้ กล่าวถามว่า
“มหาปุโรหิตยังไม่มาอีกหรือ”
ผู้อาวุโสลำดับห้าส่ายศีรษะ
“ยังไม่ออกจากด่านเลย”
หากตู๋กูโม่เป่าจะหลอมร่างศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใหม่ จำเป็นต้องทำลายร่างศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองทิ้งก่อน แล้วเริ่มทำทุกอย่างใหม่อีกครั้งหนึ่ง
แม้แต่เขาและเซียวหรานเองยังมิกล้ารับประกันว่าจะทนรับความเจ็บปวดทรมานเช่นนี้ได้ไหว
ดังนั้นแล้ว ตอนนี้พวกเขาจึงทำได้แค่รอ
เซียวหรานกวาดตามองโดยรอบ
“ท่านเทพเล่า?”
ซั่งกวนจิ้งตอบว่า “เฝ้าอยู่ข้างใน”
เซียวหรานถึงกับตะลึงไปพักหนึ่ง
ผู้อาวุโสลำดับห้าเองก็มีการตอบสนองแบบเดียวกันไปครู่หนึ่งเช่นกัน
ว่ากันตามหลักแล้ว สตรีคลอดบุตร บุรุษมิควรเข้าข้างใน
แต่ว่า…
ใครจะไปขัดเขาได้กัน?
ยิ่งไปกว่านั้น นั่นน่ะแม่หนูเยว่เออร์เลยหนา
หรงซิวละทิ้งได้ทุกสิ่งเพื่อแม่หนูนั่น บัดนี้แค่เข้าไปด้านในพร้อมกันจะนับเป็นอันใดไปได้?
ผู้อาวุโสลำดับห้าเองก็ส่ายศีรษะพลางทอดถอนใจ
ครั้นปรายตามองไป เขาก็เห็นอวิ๋นมู่เฉินกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างกัน พลางจดจ้องไปยังบานประตูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เขาเปรมปรีดาจนแทบเก็บไว้ไม่อยู่
“คุณชายอวิ๋น ท่านมาได้อย่างใด”
อวิ๋นมู่เฉินไม่ได้ตอบคำถาม เพียงเผยอปากกล่าวพึมพำบางอย่างออกมาเสียงเบา
“ท่านว่าอันใดนะ”
ผู้อาวุโสลำดับห้าเคลื่อนกายเข้าไปฟังใกล้ๆ
อวิ๋นมู่เฉินกลับเงียบปากลงทันควัน ก่อนจะปรายตามองเขาด้วยสายตาแฝงนัยลึกล้ำ
เขาไม่มีทางตอบออกไปหรอกว่าเมื่อครู่เขาเพิ่งท่องคำว่า “ขอให้แม่ลูกพบแต่ความสงบสุข”
ใช่แล้ว ขอให้แม่ลูกพบแต่ความสงบสุข!
เขากำลังสวดภาวนาจากใจจริงอย่างตั้งใจ เพราะอย่างใดเสีย ทรัพย์สินของเขาล้วนใช้เดิมพันออกไปหมดแล้ว!
หากครั้งนี้มิอาจพลิกสถานการณ์ได้ เขาคงต้องหอบสารร่างกลับไปแบบหมดสภาพแล้ว
ผู้อาวุโสลำดับห้าเองก็คร้านจะต่อปากต่อคำกับเขา จึงขยับไปหัวเราะร่าอยู่ใกล้ๆ ข้างกัน
“ต่อไปลูกสาวของแม่หนูเยว่เออร์ต้องสวยเหมือนนางแน่!”
อวิ๋นมู่เฉินเองก็หัวเราะออกมาแผ่วเบา
…
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า
สำหรับบรรดาผู้คนที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกแล้วนั้น ทุกเสี้ยวเวลาล้วนยากจะทานทนอย่างยิ่งยวด
พลันมีเสียงฝีเท้าดังแว่วออกมาจากด้านนอก
บรรดาผู้คนต่างพร้อมใจกันหันศีรษะไปมอง
ชั่วพริบตานั้น บรรยากาศพลันตกสู่ความเงียบสงัด ราวกับช่องว่างเองก็แข็งค้างตามไปด้วย
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังสาวเท้าก้าวมาทางนี้อย่างเชื่องช้า
ชุดคลุมยาวสีม่วงหรูหราและสง่างามอย่างถึงที่สุด
หากแต่สีหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นเย็นชาและหยิ่งยโสราวกับถูกหลอมจากเกล็ดหิมะแลน้ำแข็ง ไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาชวนให้รู้สึกมิอาจเข้าถึง ทำได้แค่เงยหน้าจ้องมองเท่านั้น
รูปลักษณ์ของเขานับได้ว่างามเลิศ ตั้งแต่หว่างคิ้วไล่ลงมาจนสันจมูกลากจรดยังใต้คางเป็นเส้นเชื่อมกันลื่นไหลและสมบูรณ์แบบ ทั้งยังแฝงด้วยความคมชัดที่บรรยายออกมาไม่ถูก
ดวงตาคู่นั้นราวกับไพลินม่วงอันบริสุทธิ์หมดจดที่สุด สง่างามเสียจนชวนให้ผู้มองดูใจสั่น
และสิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็ยังคงเป็นท่วงท่าการขยับร่างกายของเขา
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมาสักคำ เพียงสาวเท้าก้าวขยับอย่างเชื่องช้า ก็ยังคงเปี่ยมด้วยรัศมีอันแข็งแกร่ง ทำให้มิมีใครกล้าเข้าใกล้โดยง่าย
“มะ มหาปุโรหิต…”
ใครคนหนึ่งเอ่ยออกมาราวกระซิบ
บรรดาผู้คนต่างได้สติกลับมาโดยพลัน ในใจตกตะลึงเหลือคณา
หากคนผู้นี้มิใช่มหาปุโรหิตตู๋กูโม่เป่า แล้วจะเป็นใครไปได้อีก!?
นี่ก็คือร่างที่แท้จริงของเขานั่นเอง
แท้จริงแล้ว ผู้คนที่อยู่ในที่แห่งนี้นั้นก็เคยเห็นร่างเก่าของเขามาก่อนเสียส่วนใหญ่
เพียงแต่พอเวลาผ่านไปนานโข เงาร่างนั้นก็ฝังอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำแทน
พวกเขาคุ้นชินกับมหาปุโรหิตในร่างเด็กตัวน้อย ทั้งยังเห็นดวงหน้าเล็กน่ารักดุจหยกหิมะที่มักจะแฝงด้วยรัศมีหยิ่งยโสอันเย็นเยียบจนชินตาไปแล้ว
บัดนี้พอได้มาเจอแบบกะทันหันย่อมรู้สึกตื่นตะลึงอย่างเลี่ยงไม่ได้!
เซียวหรานกัดฟันกรอด
ครั้นเห็นดวงหน้านี้อีกครั้ง แม้แต่เขาก็ยังต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายรูปลักษณ์น่าตกตะลึงกว่าตัวเองมากนัก
เพียงแต่ยังดีที่เหนือเขายังมีหรงซิวที่โดดเด่นกว่า
พอคิดเช่นนี้แล้ว เซียวหรานจึงผ่อนคลายลงได้ในที่สุด
ตู๋กูโม่เป่าไม่ได้สนใจเขาแต่อย่างใด เมื่อมาถึงก็ตั้งท่าจะเอ่ยปากทันที
ในตอนนั้นเอง!
พลันแว่วเสียงทารกร้องดังมาจากภายในห้อง!
“อุแว๊…”
บรรดาผู้คนเงียบเสียงลงในพริบตา จากนั้นก็พร้อมใจกันลุกฮือขึ้นมาทันใด!
คลอดแล้ว!
คลอดแล้ว!
ทุกคนล้วนกระวนกระวายขึ้นมา ต่างพากันหันมองไปตามต้นเสียง
พวกผู้อาวุโสลำดับห้าที่แต่เดิมนั่งอยู่ก็รีบผุดลุกขึ้นมายืนเช่นกัน
จากนั้น ก็มีเสียงทารกร้องอีกเสียงหนึ่งดังตามขึ้นมา
เด็กสองคนแข่งแผดเสียงร้องสนั่นราวกับกำลังแข่งขันกันมิปาน
ทุกคนล้วนตื่นเต้นกันอย่างมาก ทว่าก็พากันอดทนรอกันต่อไป
ผ่านไปประมาณเกือบหนึ่งเค่อเห็นจะได้ น้องแปดก็เดินออกมาก่อน
นางเองก็เหน็ดเหนื่อยเสียจนหยาดเหงื่อซึม ทว่ารอยยิ้มบนดวงหน้ากลับสว่างไสวนัก
เซียวหรานเอ่ยปากถามเป็นคนแรก
“แม่หนูเยว่เออร์เป็นอย่างไรบ้าง แล้วทารกเล่า?”
น้องแปดพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบา ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง
พริบตาที่นางเอ่ยออกมา หรงซิวก็เดินออกมาจากด้านในห้องพอดี
พื้นที่ว่างกว้างขวางตกสู่ความเงียบอันพิลึกพิลั่นทันควัน
ซั่งกวนจิ้งร้อนใจนัก
“ลูกชายสองคน? มิใช่ลูกสาวสองคน?”
น้องแปดหัวเราะร่า “นั่นน่ะจะดูผิดไปได้อย่างใด! เมื่อครู่ท่านเทพเพิ่งจะยืนยันด้วยตัวเองเลยเจ้าค่ะ!”
ฝีเท้าของหรงซิวพลันหยุดชะงัก
สายตาของทุกคนพร้อมใจกันจับจ้องไปที่เขาเป็นตาเดียวในชั่วพริบตา
จากนั้น
ซั่งกวนโหย่วถอนใจ “…เฮ้อ…”
ฉู่หนิงครุ่นคิด “…อืม…”
ซั่งกวนจิ้งนิ่วหน้า “…อ่า…”
เซียวหรานเหลือบตาขึ้นมอง “…นี่…”
ผู้อาวุโสลำดับห้าถูมือไปมา “…หา…”
ตู๋กูโม่เป่ามองดูหรงซิวทั้งอย่างนั้น มุมปากยกวาดเส้นโค้งเป็นรอยยิ้มเบาบาง ก่อนจะเอ่ยคำแรกออกมาหลังจากผ่านการหลอมร่างศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใหม่ได้ในที่สุด
“ชิ”