ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 60 แบ่งเบา
ตอนพิเศษ ตอนที่ 60 แบ่งเบา
……………
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เสียงหัวเราะกังวานอย่างมีความสุขดังก้องขึ้นทันใด
อวิ๋นมู่เฉินยิ้มจนปากแทบฉีกถึงหู สีหน้าอิ่มเอมความสำเร็จ พลางเดินเข้ามาพร้อมรัศมีความสุขที่ฉาบเต็มทั่วใบหน้า
ดวงหน้าหล่อเหลางดงามหาผู้ใดเปรียบบัดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้ม
เขาเดินแหวกมาจากด้านหลังกลุ่มคน มุ่งตรงฉิวราวกับหอบลม
สายลมแห่งความมั่งคั่งอย่างใดล่ะ!
“ยินดีด้วยหนา หรงซิว!”
ตอนนี้อวิ๋นมู่เฉินจิตใจเบิกบานอย่างยิ่ง
เขารู้สึกได้ถึงกระทั่งว่าในอากาศนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของฐานะร่ำรวยแบบฉับพลัน ช่างเป็นความรู้สึกที่ทำให้ปลอดโปร่งไปทั้งตัวโดยแท้!
เขามาหยุดตรงหน้าหรงซิวพลางกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะชูนิ้วโป้งขึ้นมาให้จากใจจริง
“จิ๊ ฝาแฝดยังไม่เท่าไร ยังได้ลูกชายสองคนอีก ดูซี! ยอดเยี่ยมจะตาย! ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น หรงซิว แค่ข้อนี้ข้าก็ยอมศิโรราบแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่า!”
เขาว่าแล้ว!
เขาว่าแล้วว่าต้องเป็นลูกชายสองคน!
หรงซิงมองเขาด้วยสายตาราบเรียบ
“ดีใจ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
แน่นอนว่าอวิ๋นมู่เฉินเองก็รับรู้ถึงอันตรายที่ฉายแววมานั่น แต่ตอนนี้เขาคร้านจะสนใจแล้ว
เขารู้สึกแค่ว่าไม่เคยมีเวลาไหนที่มองหน้าหรงซิวได้สบายตาปานนี้เฉกเช่นตอนนี้มาก่อน!
แม้ปากอวิ๋นมู่เฉินจะพูดว่าเสียดาย ทว่าดวงหน้ากลับเผยแววพึงพอใจจนแทบสิ้นสติอยู่รอมร่อ
เขาโบกมือไหวใหญ่โต
“ไม่เป็นไร! อย่างใดเสีย สำหรับตัวข้าตอนนี้ เศษเงินพวกนั้นก็ไม่นับว่าเป็นอันใดไปได้แล้ว! อีกอย่าง กริชกับหน้าไม้อันเล็กคราวก่อนข้าก็ยังเก็บเอาไว้ กลับไปค่อยเอามาให้เจ้าหนูทั้งสอง!”
เขาจงใจเน้นคำว่า “เจ้าหนูทั้งสอง” เป็นพิเศษ
จากนั้น เขาก็เดินมุ่งตรงไปทักทายบรรดากลุ่มคนโดยไม่สนใจว่าหรงซิวจะทำสีหน้าเช่นไร
“เอ๋? คราวก่อนท่านมอบกุญแจอายุยืนแกะสลักดอกไม้ไปสองอันใช่หรือไม่ ไอโหยว น่าเสียดายมากจริงๆ เกรงว่าให้เด็กผู้ชายสวมคงจะไม่เหมาะสมกระมัง?”
“ใช่แล้ว ตอนนั้นเหมือนท่านจะให้กลองปัวหลางกู่งนี่? จิ๊ ลายดอกไม้ฉูดฉาดเกินไปเด็กผู้ชายไม่น่าจะชอบหนา?”
“อ้อ ข้าจำได้ว่ารองเท้าหัวเสือคู่นั้นที่ท่านถักเองกับมือ…เป็นสีชมพูนี่?”
…
สีหน้าของซั่งกวนโหยว ฉู่หนิง และซั่งกวนจิ้งล้วนทยอยเปลี่ยนเป็นตะลึงพรึงเพริด
พวกเขาไม่ได้คาดคิดไว้จริงๆ ว่าจะไม่มีทารกหญิงเลยแม้แต่คนเดียว!
ซั่งกวนโหยวหาทางดิ้นรน
“อย่างใดเสียลายมันก็ซ่อนอยู่ในสายสร้อย จะเด็กชายเด็กหญิงก็สวมได้หมด!”
ฉู่หนิงครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน จากนั้นปรับอารมณ์ให้เรียบนิ่ง
“กลองป๋องแป๋งฟังแค่เสียงก็ใช้ได้แล้ว ส่วนของจำพวกถุงเท้า…ฝืนเอาหน่อยก็ยังพอสวมได้”
ซั่งกวนจิ้งไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาด้วยรู้สึกเศร้าโศก
ของที่เขามอบให้ก็คือรองเท้าหัวเสือ!
สีชมพูเสียด้วย!
ถ้าจะทิ้งรึ? นั่นน่ะของล้ำค่าทั้งนั้น
เขาปรายตามองหรงซิวไปทีหนึ่งอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างคับข้องใจ
“หรงซิว เจ้าจะจัดการอย่างใดกับเรื่องนี้!”
หรงซิว “…”
หลานเซียวลูบคางไปมาพลางคิดถึงอีกเรื่องหนึ่ง
“เด็กสองคนนั้น…หน้าเหมือนใคร?”
ทันทีที่คำพูดนี้พรูออกมา ก็สะกดความสนใจของบรรดาผู้คนให้หันไปจดจ้องหรงซิวเป็นตาเดียวได้ในที่สุด
หลานเซียวเองก็จ้องเขาเขม็ง
แท้จริงแล้วสามีภรรยาคู่นี้ต่างเกิดมางดงามเหนือผู้ใดในใต้หล้า รูปร่างหน้าตาของเด็กในอนาคตย่อมงดงามไม่ต่างกัน
แต่ว่า…อย่างใดเสียก็เป็นลูกชายสองคนหนา!
เกรงว่าจะยิ่งเอนเอียงไปเหมือนทางหรงซิวเสียมากกว่า
ครั้นคิดว่าภายภาคหน้าจะมีหรงซิวขนาดย่อส่วนสองคนมากระโดดโลดเต้นตรงหน้า หลานเซียวก็รู้สึกย่ำแย่ไปทั่วสรรพางค์กายแล้ว
เขาถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ว่า
“หรงซิว เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจ ให้เด็กๆ ถอดแบบแม่หนูเยว่เออร์ออกมาให้มากหน่อยแล้วกันนะ?”
หรงซิว “…”
ถ้าเขาควบคุมได้กระทั่งเรื่องแบบนั้น จะไปมีลูกชายสองคนอยู่อีกหรือ?
หลานเซียวราวกับตระหนักได้ว่าตัวเองทำแบบนี้จะเป็นการบีบบังคับให้อีกฝ่ายลำบากใจ จึงยกกำปั้นมาพลางกระแอมไอ
“คาดหวัง! ก็แค่คาดหวังเฉยๆ!”
ตู๋กูโม่เป่าเอ่ยเสียงเรียบเรื่อย
“เด็กผู้ชายจะดีแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นเด็กผู้ชายอยู่ดี”
จะเปลี่ยนเป็นแม่หนูน้อยที่น่ารักนุ่มนวลได้หรือไม่ล่ะ?
ก็ไม่ได้
ผู้อาวุโสลำดับห้าหันมองซ้ายที ขวาที ในที่สุดก็เข้ารับบทคนไกล่เกลี่ยอีกครั้งหนึ่ง
เขาเอ่ยหว่านล้อมอย่างจริงใจ
“หรงซิวเอ๋ย อย่าไปใส่ใจเลย เด็กผู้ชายก็ดี อย่างใดก็เป็นสายเลือดของเยว่เออร์ทั้งนั้น พวกเราเอ็นดูหมดนั่นล่ะ!”
หรงซิวสูดลมหายใจเข้าลึก
เขาเหมือนจะไม่ได้รับการปลอบโยนอันใดจากประโยคเมื่อครู่เลยด้วยซ้ำ
ผู้อาวุโสลำดับห้าตบบ่าของเขาด้วยสายตากระตือรือร้น
“ไม่เป็นไรหรอก ชีวิตของพวกเจ้ายังอีกยาวไกล!”
หรงซิวเงียบไปชั่วขณะ
จากนั้น เขาก็ยิ้มออกมาน้อยๆ
“ท่านพูดถูกต้องแล้ว”
…
ฉู่หลิวเยว่เคยได้ยินมานานแล้วว่า คลอดเด็กว่าเหนื่อยแล้ว เลี้ยงเด็กนั้นเหนื่อยกว่า
แต่นางดูเหมือนจะไม่ต้องประสบปัญหานี้เท่าไรนัก
เด็กสองคนนี้ไม่ร้องไห้งอแงไม่โวยวาย เฉลียวฉลาดรู้ความอย่างยิ่ง
หรงเสี่ยวเหยี่ยนผู้เป็นพี่ นอกจากกินนอนแล้ว เวลาส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่สงบเงียบ
ส่วนหรงเสี่ยวสวินผู้เป็นน้อง นิสัยร่าเริงสดใสกว่ามาก ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากตลอดวันจนดวงตาหยีโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
อีกอย่าง ฝั่งตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มีคนคอยต่อแถวรอช่วยเลี้ยงเด็กน้อยอยู่เต็มไปหมด
จนมีบางครั้งที่ฉู่หลิวเยว่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ว่างเกินไป
ทว่าหรงซิวกลับยินดีที่ได้เห็นมันเป็นเช่นนี้
อย่างใดเสียก็ได้ลูกแฝด แม้ตลอดกระบวนการจะราบรื่นดี แต่ก็ยังลำบากยากเย็น
เขาที่คอยเฝ้าดูอยู่ด้านข้างรู้สึกปวดใจมากโดยแท้
ไม่ว่าเยว่เออร์ของเขาจะไปไหน เขาก็จะตามไปด้วย คอยดูแลทุกด้านเท่าที่จะทำได้
เขาเป็นคนรอบรู้และมองการณ์ไกล แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ตราบที่เขาต้องการ ก็ไม่มีเรื่องใดที่เขาทำได้ไม่ดี
ภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ฉู่หลิวเยว่ก็ถูกเขาปรนนิบัติจนไม่ได้หยิบจับอันใด คอยประคบประหงมเอาใจไม่ขาด
…
จันทราขึ้นสู่ขอบฟ้า
เด็กทั้งสองคนกำลังนอนหลับอยู่ในเปลเล็ก
ฉู่หลิวเยว่นั่งมองเด็กตัวน้อยนุ่มนิ่มทั้งสองคนอยู่ด้านข้าง ในใจพลันอ่อนยวบ
หรงเสี่ยวเหยี่ยนนอนหลับอุตุ ส่วนหรงเสี่ยวสวินบุ้ยปากพลางเบียดตัวไปทางพี่ชาย
ฉู่หลิวเยว่หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอดไม่ได้
หรงซิวเดินมาหา ก่อนจะรวบเอวนางขึ้นมาอุ้ม
“ข้ามาพาเจ้ากลับไปพักผ่อน”
นี่ก็ดึกมากแล้ว
ฉู่หลิวเยว่โอบรอบคอของหรงซิว พลางขยับเคลื่อนเข้าไปกระซิบข้างหูเขา
“หรงซิว เปลเล็กที่เจ้าทำเองดูจะนอนสบายมากทีเดียว”
อย่างใดเสีย เจ้าตัวน้อยทั้งสองก็นอนหลับปุ๋ยได้อยู่ด้านใน
หรงซิวส่งเสียงขานรับ “อืม” คราหนึ่ง
ยังดีที่ตอนนั้นเขายังพอมีอยู่สติยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง จึงแค่ทำเปลขึ้นมาแบบประณีตงดงาม มิได้ตกแต่งอย่างอื่นเข้ากับให้มากเกินความจำเป็น
มิเช่นนั้น…
เกรงว่าคงไม่เหมาะให้เด็กชายสองคนนี้ใช้ต่อเป็นแน่
เนื่องจากลูกๆ ยังเล็กนัก ดังนั้นจึงต้องให้นอนกับพวกเขา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่ห่างจากเตียงมากนัก
ฉู่หลิวเยว่พลันดึงรั้งเสื้อช่วงอกของหรงซิว ก่อนจะเอื้อนเอ่ยเรียกเขาเสียงผะแผ่ว
“หรงซิว…”
หรงซิวขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม
“อันใดหรือ”
“เจ็บนิดหน่อยน่ะ…”
สุ้มเสียงของนางแผ่วลงไปอีก
หรงซิวถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“เจ็บตรงไหน”
ดวงหน้าของฉู่หลิวเยว่แดงก่ำ ขยับไปเอื้อนเอ่ยข้างหูเขาสองสามคำ
นัยน์ตาหงส์สีดำสนิทของหรงซิวที่ลึกล้ำมืดดำเป็นพิเศษยามค่ำคืนราวกับวังน้ำวน คอยปั่นหัวให้สับสนก่อนจมดิ่ง
เขาหัวเราะออกมาแผ่วเบา
“เรื่องแบบนี้ ย่อมต้องให้สามีช่วยแบ่งเบา”
เขาทั้งอดทน ทั้งรอคอยมานานเหลือเกิน
ด้วยคำนึงถึงสุขภาพของนาง เขาในทุกวันจึงต้องควบคุมอารมณ์อยู่ตลอด
แต่ว่า ได้ตักตวงดอกเบี้ยกลับคืนมาก่อนสักหน่อยก็ไม่เลว…
ทว่า เขายังไม่ทันได้ประทับริมฝีปากลงไป จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องจ้ากังวานจากด้านข้างที่ดังขึ้นมาเสียก่อน
“อุแว๊!…”
……………