ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 61 สถานการณ์ของพ่อลูก ตอนพิเศษ ตอนที่ 62 พี่น้องกัน เลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้อยู่แล้ว
- Home
- ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
- ตอนพิเศษ ตอนที่ 61 สถานการณ์ของพ่อลูก ตอนพิเศษ ตอนที่ 62 พี่น้องกัน เลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้อยู่แล้ว
ตอนพิเศษ ตอนที่ 61 สถานการณ์ของพ่อลูก / ตอนพิเศษ ตอนที่ 62 พี่น้องกัน เลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้อยู่แล้ว
……………
ตอนพิเศษ ตอนที่ 61 สถานการณ์ของพ่อลูก
คนที่ส่งเสียงร้องขึ้นมาคือหรงเสี่ยวสวิน
เขาถูกพี่ชายของตนที่กำลังนอนหลับฝันทุบเข้าหมัดหนึ่ง ตายังไม่ทันได้ลืมก็ร้องไห้งอแงออกมาแล้ว
จากนั้นหรงเสี่ยวเหยี่ยนก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยได้ยินเสียงร้อง
เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงุนงง ริมฝีปากจิ้มลิ้มขบกัดกำปั้นน้อยๆ ของตนตามประสาเด็กอมมือ
ทว่าเขากลับมิได้แผดเสียงร้องไห้ตามแต่อย่างใด
แต่แค่พลังเสียงของหรงเสี่ยวสวินคนเดียวก็มีอานุภาพรุนแรงมากพอแล้ว
หรงซิวพลันตัวแข็งทื่อไปในทันที
ฉู่หลิวเยว่ผลักไหล่เขา
“รีบไปดูสิ ลูกร้องไห้เหตุใด?”
หรงซิวหลับตา ก่อนจะพลิกกายผุดลุกยืนขึ้น
ฉู่หลิวเยว่เองก็เดินตามไปเช่นกัน
ครั้นเห็นว่ามีแค่หรงเสี่ยวสวินคนเดียวที่ร้องไห้ ฉู่หลิวเยว่ก็พรูลมหายใจออกมาก่อนจะอุ้มเขาขึ้นมาพลางร้องโอ๋ปลอบ
หรงเสี่ยวเหยี่ยนไม่ร้อง แต่ก็ยังคงจับจ้องมองมาไม่วางตา
แน่นอนว่าเขามองแต่มารดาของตัวเอง ไม่ได้ชายตามองไปหาบิดาเลยแม้แต่นิดเดียว
จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าหรงเสี่ยวสวินอิงแอบอยู่ในอ้อมอกของมารดา สุขสบายมิอาจหาสิ่งใดเปรียบ
หรงเสี่ยวเหยี่ยนกะพริบตาปริบๆ ก่อนบุ้ยปากด้วยรู้สึกซึม
ฉู่หลิวเยว่เห็นดังนั้นก็รีบกล่าวว่า
“หรงซิว เจ้ารีบโอ๋คนโตก่อน”
ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขาคิดไว้โดยสิ้นเชิง
จากนั้น…
“อุแว๊!”
เขาก็ร้องไห้ออกมา
ขมับของหรงซิวพลันกระตุกกึก
ฉู่หลิวเยว่หันหน้ามามอง
น้อยครั้งนักที่หรงเสี่ยวเหยี่ยนจะร้องไห้ มาคราวนี้จึงชวนให้นางรู้สึกปวดใจโดยแท้
นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“หรงซิว เดี๋ยวข้าอุ้มเอง!”
อาจเป็นที่ทารกแรกเกิดนั้นติดมารดามากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นเด็กเล็กเช่นนี้ด้วย
หรงซิวลังเลไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ส่งตัวหรงเสี่ยวเหยี่ยนไปให้
ยังดีที่พวกเขาตัวไม่หนัก ฉู่หลิวเยว่จึงไม่รู้สึกเหนื่อยยามอุ้มเด็กไว้คนละข้าง
สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ พออยู่ในอ้อมอกของนาง หรงเสี่ยวเหยี่ยนก็หยุดร้องทันที
หรงซิวยืนมองเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
ไม่ร้องแล้ว?
ดีมาก
ไม่มีที่ยืนให้บิดาอย่างเขาแล้วกระมัง
ฉู่หลิวเยว่อุ้มพวกเขามาปลอบอยู่พักหนึ่ง เด็กชายทั้งสองจึงกลับไปนอนหลับอีกรอบได้ในท้ายที่สุด
นางเพยิดคางไปหาหรงซิว ก่อนจะวางสองพี่น้องลงพร้อมกัน
ทันทีที่ชักมือกลับ หรงซิวก็คว้าตัวคนกลับมาโอบไว้ในอ้อมอก
“ทำต่อ”
นางส่ายศีรษะ
“ไม่เจ็บแล้ว…”
หรงซิวถึงกับชะงักไป
“ไม่ เจ้าเจ็บ”
ฉู่หลิวเยว่ “…”
“เป็นเรื่องที่สามีควรทำทั้งนั้น เยว่เออร์ไม่ต้องเกรงใจ”
เขาพูดพลางดันตัวนาง ก่อนจะยื่นมือไปเลิกชายเสื้อตัวนอกของนางขึ้น
จากนั้น
เสียงร้องไห้ก็แผดดังขึ้นมาอีกครา
“แอ๊แอ๊แอ๊!”
หรงเสี่ยวสวินเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตัวเองถึงได้ถูกทุบเข้าให้อีกรอบ เพราะแบบนั้นจึงเบะปากร้องไห้ออกมา
หรงซิวทั้งฉิวทั้งขัน
เหตุใด กินอิ่มแล้วเกิดมีแรง เลยยิ่งแผดเสียงร้องได้มีพลังอย่างนั้นหรือ!?
ฉู่หลิวเยว่โผล่ศีรษะออกมาจากอ้อมอกเขาก่อนกวาดสายตามองตามต้นเสียง
“ร้องอีกแล้ว ข้าไปดู…”
“ข้าไปโอ๋เอง เจ้าพักผ่อนเถอะ”
หรงซิวพูดจบ ก็ผุดลุกเดินไปทางนั้นทันที
ครั้นฉู่หลิวเยว่เห็นว่าบัดนี้จักรพรรดิเทพผู้ยิ่งใหญ่เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นพ่อลูกอ่อนได้สำเร็จก็รู้สึกวางใจ
จากนั้นนางก็เห็นว่า หรงซิวเดินไปหยุดอยู่หน้าเปลเด็ก
เขาไม่ได้เอื้อมมือไปอุ้มลูกแต่อย่างใด เพียงปรายตามองลงไปยังเจ้าตัวเล็กทั้งสอง ก่อนจะกล่าวประโยคหนึ่งออกมาอย่างราบเรียบ
“เหตุใด ยังหิวอยู่?”
ฉู่หลิวเยว่ “…”
หรงซิวหมุนกายกลับมา แล้วโอบคนไว้ในอ้อมแขน
“โอ๋เสร็จแล้ว”
ฉู่หลิวเยว่มองเขาด้วยสายตาอันยากจะบรรยายความรู้สึกออกมาได้
“หรงซิว ปกติ…เจ้าโอ๋คนแบบนี้หรือ”
หรงซิวยกมุมปากขึ้นมา
“ไม่ใช่อยู่แล้ว”
“อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ได้ทำแบบนี้ตอนโอ๋เจ้า”
พูดจบ เขาก็ค่อมศีรษะลงจุมพิตริมฝีปากนาง สุ้มเสียงทุ้มต่ำแตกพร่า
“เจ้าเอ็นดูลูกชายเจ้าแล้ว ถ้าอย่างนั้น…ก็มอบความรักให้สามีของเจ้าด้วยซี…”
ตอนพิเศษ ตอนที่ 62 พี่น้องกัน เลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้อยู่แล้ว
ระยะนี้ฉู่หลิวเยว่รู้สึกล้านิดหน่อย
กลางวันต้องคอยกล่อมลูก ตกกลางคืนไปก็ต้องคอยเอาใจหรงซิว
แม้สองเรื่องนี้แท้จริงแล้วไม่ใช่อันใดที่นางจำเป็นต้องริเริ่มทำขึ้นมาเอง แต่ว่า…
นางก็ยังรู้สึกขึ้นมาได้ฉับพลันว่า ตั้งแต่เกิดมา หรงเสี่ยวเหยี่ยนกับหรงเสี่ยวสวินดูจะไม่ถูกกับบิดาของพวกเขาเท่าไรนัก
น้องแปดนั่งอยู่ข้างเปลเด็ก ตาจับจ้องไปยังเจ้าตัวเล็กทั้งสองที่กำลังหลับปุ๋ย พลันเกิดความรู้สึกรักใคร่ท่วมท้น
นางกดเสียงต่ำ ก่อนจะเอ่ยเสียงผะแผ่วอย่างอดไม่ได้
“นายท่าน ท่านดูซีว่าพวกเขาสองคนเป็นเด็กดีขนาดไหน!”
ก้อนนุ่มกลมๆ แฝงกลิ่นอายของนมหอม เวลานางสัมผัสพวกเขาก็กระทำด้วยความระมัดระวังยิ่ง
ฉู่หลิวเยว่มองใบหน้านางที่ฉาบด้วยความหลงใหลและปลื้มปิติก็อดกลั้น ไม่ได้เปิดเผยว่าสาเหตุที่เด็กชายทั้งสองหลับอุตุกันในช่วงกลางวันแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะแผดเสียงร้องไห้จ้ากันระงมครั้นตกกลางคืนทั้งนั้น
น้องแปดเอ่ยถามอย่างสงสัย
ฉู่หลิวเยว่ผงกศีรษะรับอย่างลังเล
ถ้าหากว่า…นั่นก็นับว่าเป็นการกล่อมด้วยน่ะนะ…
น้องแปดส่งเสียง “จิ๊” ออกมาคราหนึ่ง
ช่างจินตนาการได้ยากโดยแท้ว่าคนอย่างจักรพรรดิเทพเองจะมีความอดทนปานนี้ด้วย
ฉู่หลิวเยว่มองดูสีหน้านางที่ฉายแวว
“บิดาเมตตา บุตรกตัญญูเช่นจักรพรรดิเทพกับนายน้อยทั้งสองช่างอบอุ่นหัวใจจนน่าอิจฉาเสียเหลือเกิน”
ก็กลืนคำพูดที่เหลือลงไปอย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้น หรงเสี่ยวสวินพลันลืมตาขึ้นมา
น้องแปดรีบเอามืออุดปากตัวเองพลางเบิกตากว้างน้อยๆ
อ๊า!
หรือว่าเป็นเพราะนางพูดเสียงดังเกินไปจนปลุกเขาตื่นหรือเปล่า
เขาคงไม่ร้องไห้หรอกกระมัง?
ในตอนที่นางกำลังครุ่นคิดอย่างกระวนกระวาย หรงเสี่ยวสวินเบิกตาพลางจดจ้องไปที่นางพักหนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่ร้อง กลับกันยังอมมือแล้วหัวเราะออกมา
แม้ว่าตอนนี้จะยังเล็กนัก แต่กลับดูออกได้แล้วว่าดวงตาทั้งสองข้างของเขานั้นถอดแบบมาได้เหมือนกับฉู่หลิวเยว่โดยแท้
นัยน์ตาสีดำสนิทสว่างเรืองรอง สุกสกาวราวกับมณีแวววาวก็มิปาน ด้วยเปล่งประกายเจิดจ้ายิ่ง
ยามคลี่ยิ้มก็หยีตาโค้ง ดึงดูดให้ผู้คนรักใคร่ชมชอบมากกว่าเก่า
ทันทีที่มองไปก็ให้ความรู้สึกเหมือนฉู่หลิวเยว่ตัวน้อยอยู่หลายส่วนจริงๆ
ครั้นน้องแปดเห็นหรงเสี่ยวสวินยิ้มออกมาก็ใจละลาย
“ฮื่อ! น่ารักจัง!”
ยามกำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเอง หรงเสี่ยวเหยี่ยนที่นอนอยู่ข้างกันก็ตื่นขึ้นมา
เขาขยี้ตา ยามได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคยก็อ้าแขนแล้วเอนตัวไปทางฉู่หลิวเยว่
ฉู่หลิวเยว่จึงอุ้มเขาขึ้นมา
หรงเสี่ยวเหยี่ยนเองก็หัวเราะคิกคัก
แม้ว่าจะเบาบางมาก ทว่าในดวงตากลับเปี่ยมไปด้วยความเชื่อใจและเปรมปรีดิ์ยิ่ง
สีหน้าท่าทางเช่นนั้นยิ่งทวีความคล้ายคลึงกับหรงซิว ทั้งยังเผยแววสูงศักดิ์และเย็นเยียบออกมาหลายส่วนจนรู้สึกได้รางๆ
น้องแปดมองพลางถอนใจไม่หยุด
ก่อนหน้านี้นางมักจะได้ยินว่าเด็กเล็กนั้นวุ่นวายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กสองคนนี้ที่สืบทอดสายเลือดของจักรพรรดิเทพและเทพเยว่ จึงเกิดมาแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาหลายต่อหลายเท่า
เดิมทีนางเคยคิดว่า ถ้าสองพี่น้องคู่นี้อยู่ด้วยกัน ต้องสร้างปัญหาให้คนอื่นมากแน่ๆ
แต่ว่า…ไม่มีเลย
ยามเด็กสองคนนี้อยู่กับฉู่หลิวเยว่นั้นเชื่อฟัง รู้ความอย่างยิ่ง!
นี่มันทารกน้อยฟ้าประทานอันใดกันนี่!
ยามหรงเสี่ยวสวินเห็นพี่ชายของตนอยู่ในอ้อมอกของมารดาก็นิ่งค้างไปพักหนึ่ง ก่อนจะร้องอ้อแอ้เป็นเชิงขอให้อุ้ม
น้องแปดจึงยื่นมือไปอุ้มเขาขึ้นมา
หรงเสี่ยวสวินมีนิสัยร่าเริงสดใส คุ้นชินกับคนง่าย โดยปกติแล้วไม่ว่าใครจะอุ้มก็ได้ทั้งนั้น
ทว่าวันนี้ราวกับพบว่าตัวเองไม่ได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกับพี่ชาย จึงคิดจะดึงดันอย่างมาก
แม้จะอยู่ในอ้อมอกของน้องแปด แต่ศีรษะเล็กกลับหันไปจ้องทางฉู่หลิวเยว่ตาไม่กะพริบ
แม้ว่าจะยังพูดไม่ได้ แต่สายตาเว้าวอนก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างแล้ว
ฉู่หลิวเยว่นั้นยึดหลักความเท่าเทียมกันมาแต่ไหนแต่ไร หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง นางก็อุ้มหรงเสี่ยว
เหยี่ยนไว้ด้านซ้าย แล้วเอื้อมมือขวาไปรับหรงเสี่ยวสวินมา
เขาแหงนศีรษะขึ้นอย่างงุนงง ก่อนจะพบกับใบหน้าของบิดาตัวเอง
จากนั้น ก็ได้ยินบิดาของตนตำหนิด้วยเสียงเย็นยะเยือกว่า
“ตอนนี้พวกเจ้าสองคนตัวหนักเกินไปแล้ว ถ้าทำแม่พวกเจ้าเหนื่อยจะทำอย่างใด”
ฉู่หลิวเยว่ถึงกับสำลัก
นางไม่ได้ดูเหมือนไร้ประโยชน์ถึงขั้นอุ้มเด็กทารกสองคนแล้วเหนื่อยหอบขนาดนั้นเสียหน่อย…
“กลับไปหาอันใดเล่นเองเสีย”
หลงซิวพูดพลางวางหรงเสี่ยวสวินกลับลงไปในเปล
จากนั้น สายตาของเขาก็เคลื่อนมาหยุดที่หรงเสี่ยวเหยี่ยนที่ยังคงติดหนึบอยู่กับอ้อมอกของฉู่หลิวเยว่
หรงเสี่ยวเหยี่ยนพลันประหม่าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว มือเล็กจึงเผลอออกแรงกำเสื้อของมารดาตนแน่นตามสัญชาตญาณ
ขณะเดียวกันนั้น เขาก็ซุกเข้าไปในอ้อมอกของฉู่หลิวเยว่ด้วย
ฉู่หลิวเยว่เห็นเขามีท่าทีเช่นนี้ก็รีบลูบหรงเสี่ยวเหยี่ยนเบาๆ ก่อนจะส่งสายตาดุหรงซิวไปทีหนึ่ง
“เหตุใดต้องดุขนาดนั้นด้วย”
ดูสองพี่น้องสิ ต่างไม่อยากอยู่ใกล้เขากันทั้งนั้น
หรงซิวเลิกคิ้ว
เขาไม่ได้ต่อปากต่อคำกับฉู่หลิวเยว่ว่าตัวเองดุหรือไม่แต่อย่างใด เพียงแค่กวาดตามองหรงเสี่ยวเหยี่ยนที่ไม่ยอมปล่อยมือด้วยสายตาเรียบเฉยเท่านั้น
เด็กสองคนนี้มีอย่างหนึ่งที่ไม่เลว นั่นก็คือกิจวัตรต่างๆ เช่นการกินนอนค่อนข้างมีแบบแผน
ช่วงเวลากินดื่มและขับถ่ายนั้นล้วนตายตัวทั้งสิ้น
ดังนั้นช่วงเวลาตอนนี้…ก็สมควรไปหาอันใดเล่นกันเองมิใช่หรือไร
เขาเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าพวกเขาสองคนยังไม่เคยได้สวมกุญแจอายุยืนสองอันนั้นเลย”
“คราวก่อนลองสวมไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เสี่ยวเหยี่ยนเหมือนจะไม่ชอบเอามากๆ”
หรงซิวคลี่ยิ้ม เขามองไปทางหรงเสี่ยวเหยี่ยนแล้วกล่าวว่า
“ล้วนแต่เป็นน้ำใจจากท่านพ่อตาทั้งนั้น จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้”
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดตาม รู้สึกว่าคำพูดนี้ค่อนข้างมีเหตุผลไม่เบา
แม้กุญแจอายุยืนสองอันนั้นจะหรูหราไปบ้าง แต่พอมองโดยรวมแล้ว ก็ยังคงดูประณีตงดงามยิ่ง
ถึงที่สุดแล้ว เสด็จพ่อก็ทุ่มเทความคิดลงไปมิใช่น้อย
อีกอย่าง สองพี่น้องต่างก็เกิดมางดงามกันอย่างยิ่ง
มีบางครั้งที่พอมองไป ก็รู้สึกว่างามตากว่าเด็กหญิงอยู่มากจริงๆ
ในใจนางเองก็ยังคงเสียดายอยู่เล็กน้อยที่ไม่ได้ให้กำเนิดลูกสาว หากต้องทิ้งขว้างของขวัญพวกนั้นไปอีก…
นางครุ่นคิดไปมา ก่อนจะมองหรงเสี่ยวเหยี่ยน
“เสี่ยวเหยี่ยน เจ้าอยากสวมหรือไม่”
หรงเสี่ยวเหยี่ยนยังพูดไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงใช้การส่ายศีรษะแทนการปฏิเสธ
ทว่าไม่ทันรอให้เขาได้เคลื่อนไหว หรงเสี่ยวสวินพลันส่งเสียงร้องอุแว๊อุแว๊ออกมา นัยน์ตาเป็นประกายจดจ้องไปยังตรงหน้า
กุญแจอายุยืนสองอันกำลังสะบัดไหวไปมาเบาๆ อยู่ตรงหน้าของเขา
ในตอนนั้น แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาพอดี สะท้อนเข้ากับตัวกุญแจอันเล็กทำจากเงินจนเปล่งประกายแวววาว หินหยกที่ฝังอยู่ด้านบนอย่างประณีตวิจิตรก็ยิ่งทวีความเปล่งปลั่งและโปร่งใส งดงามตระการตาอย่างถึงที่สุด
แม้ว่าจะหรูหราไปบ้าง ทว่าก็ยังคู่ควรกับคำว่างดงามโดยแท้
สายตาของซั่งกวนโหยวไม่เลวเลยทีเดียว ครานั้นเขายังทุ่มเทแรงกายมาแกะสลักและเจียระไนของขวัญชิ้นนี้ แน่นอนว่าเหมาะจะนำมามอบเป็นของขวัญอย่างมาก
ซึ่งแน่นอนว่าที่กล่าวไปข้างต้นนั้นอยู่ในกรณีที่ว่าไม่ได้มอบให้เด็กผู้ชายน่ะนะ
เพียงแต่หรงเสี่ยวสวินในตอนนี้ไม่ได้เข้าใจถึงความคิดในเรื่องพวกนี้มากนัก
เขาก็แค่รู้สึกอย่างบริสุทธิ์ใจว่าของสิ่งนี้สวยน่าชม
คราวก่อนเขาหยิบมาเล่นไปได้ประเดี๋ยวเดียวก็ไม่เห็นแล้ว บัดนี้พอได้มาเห็นอีกรอบก็ย่อมดีใจจนเนื้อเต้น
เขายื่นมือออกไปคว้ากุญแจอายุยืนสองอันนั้นมากอดไว้ในอ้อมอกโดยไม่แม้แต่จะคิดพลางหัวเราะคิกคัก
หรงซิวคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ดูสิ ชอบใจใหญ่เชียว ในเมื่อเป็นพี่น้องกัน ย่อมเลือกที่รักมักที่ชังไม่ได้อยู่แล้ว”
ดังนั้น เจ้าต้องสวม
หรงเสี่ยวเหยี่ยน “…”
……………