ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 63 คิดถึงเจ้า
ตอนพิเศษ ตอนที่ 63 คิดถึงเจ้า
หลายปีที่ใช้ชีวิตอยู่บนภูเขายาวนานนัก
ถวนจื่อจึงใช้เวลาผ่านวันคืนในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเบิกบานใจอย่างยิ่ง
ทว่านางรั้งอยู่ได้ไม่นานก็ต้องกลับไปที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง
ก่อนหน้านี้ตำหนักศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงได้รับการฟื้นฟูบูรณะจนแทบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เพื่อให้ทันพิธีแต่งงานของน้องแปดกับเยี่ยนชิง นางยุ่งจนหัวหมุนอยู่นาน ถึงค่อยหาเวลาว่างระยะสั้นปลีกตัวออกมาได้
บัดนี้นางต้องกลับไปสะสางเรื่องสุดท้ายให้สำเร็จลุล่วง
เดิมทีนางอยากชวนจื่อเฉินให้กลับไปพร้อมกับนาง แต่จู่ๆ โหมวเจินก็ออกปากพูดถึงข่าวคราวบางอย่างที่ได้รับ บอกว่ามีเรื่องสำคัญที่จะปรึกษาหารือกับเขา จึงส่งคำเชิญมาให้โดยเฉพาะ
จื่อเฉินไปหาถวนจื่อเพื่อบอกกล่าวถึงเรื่องนี้
แม้นว่าถวนจื่อจะเสียดาย แต่ก็รู้ว่าโหมวเจินไม่ใช่คนเอ่ยปากชวนออกมาง่ายๆ คงจะมีเรื่องที่ต้องหารือกับตัวจื่อเฉินจริงๆ จึงไม่ได้ประวิงเวลาไว้ เพื่อให้จื่อเฉินไปอย่างวางใจ
ตอนนี้นางเติบใหญ่แล้ว ทั้งยังเปิดเส้นชีพจรที่เก้าเรียบร้อย ถ้าพูดตามจริง แม้แต่อี้เจาก็อาจมิใช่คู่ต่อกรของนาง
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงเองนับว่าก็เป็นอาณาเขตของนาง การเดินทางไปกลับจึงไม่มีอันใดให้เป็นกังวลใจนัก
ดังนั้น หลังจากตกลงกันเสร็จสรรพ ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปจัดการงานของตน
…
ถวนจื่อเคลื่อนไหวด้วยความเร็วว่องไวยิ่ง
เพราะอยากรีบกลับไปเล่นกับหรงเสี่ยวเหยี่ยนและหรงเสี่ยวสวินไวๆ นางจึงคิดหาทางแก้ไขปัญหาของภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงให้คลี่คลายเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่อย่างใดเสียเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับเผ่าหงส์ทองคำทั้งมวล ทุกด้านล้วนต้องแก้ไขอย่างละเอียดถี่ถ้วน
แม้ปกติถวนจื่อจะรักการเล่นสนุกเป็นชีวิตจิตใจ แต่ก็ยังรู้จักแบ่งแยกชัดเจนว่าเรื่องใดเป็นเรื่องจริงจัง
หากเป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้แล้ว ย่อมทำแบบขอไปทีไม่ได้เด็ดขาด
นางครุ่นคิดพิจารณา แล้วตัดสินใจลงมือร่วมกับพวกอี้เจาอย่างตรงไปตรงมา จัดการระบบสิ่งพวกนี้ใหม่ไปพร้อมกันในคราวเดียว
พอเป็นเช่นนี้แล้ว สภาพแวดล้อมในการบำเพ็ญตนของภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงก็ได้รับการยกระดับขึ้นไปตามๆ กัน
ถวนจื่อยังตั้งใจเสริมค่ายกลที่กางด้านนอกอยู่หลายชั้นให้แกร่งขึ้นอีกด้วย
ครานั้น ตอนที่ได้ข่าวว่าทางนี้เกิดเรื่อง นางกับอาเยว่รีบร้อนเดินทางมา ก่อนจะพบค่ายกลที่หนาวเหน็บแข็งทื่อจนจับตัวเป็นน้ำแข็ง
ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงที่กว้างใหญ่ไพศาลเงียบสงัดจนน่าหวาดหวั่น
ภาพฉากนั้นสลักลึกลงในความทรงจำของนาง ถึงขั้นที่ว่าทุกครั้งที่นึกถึงก็ยังรู้สึกใจสั่นอย่างคุมไม่อยู่
ดังนั้น นางจึงเสริมพลังป้องกันของภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงให้แกร่งขึ้นโดยไม่แม้แต่จะคิดลังเล
ในการนี้ คนทั้งเผ่าเองก็ย่อมล้วนยินดีที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ต่างรู้สึกปลื้มปิติเปรมปรีดา
ทุกคนทั้งรู้สึกศรัทธาและชมชอบในตัวถวนจื่อนัก
นางแข็งแกร่งมาก ทั้งยังคู่ควรกับอันดับหนึ่งของเผ่าหงส์ทองคำในตอนนี้ด้วย
พูดตามหลักแล้ว ตัวตนที่แกร่งกล้าปานนี้ ทุกคนต่างเคารพยกย่องและชื่นชม ยากจะหลีกเลี่ยงการเกิดระยะห่างต่อกัน
แต่ถวนจื่ออายุยังน้อย แม้จะเป็นอนุชนในเผ่า ส่วนใหญ่นางก็เรียกพวกเขาว่าพี่ชายพี่สาวทั้งนั้น
นางยังเกิดมามีหน้าตาสะสวยน่ารัก ยามคลี่ยิ้มก็จะเผยให้เห็นลักยิ้มที่บุ๋มลงไป นัยน์ตาหรือก็เปล่งประกายสกาว
คนเช่นนี้ ยากนักที่จะห้ามใจไม่ให้รู้สึกชมชอบได้
ไม่ว่าจะในที่แจ้งหรือที่ลับ มีคนมากมายไม่รู้เท่าไรที่ชื่นชมยกย่องนางเต็มอก
แต่ว่า บางทีด้วยรู้สึกว่าถวนจื่อยังเล็กนัก หรืออาจเป็นเพราะคำนึงถึงตำแหน่งนายน้อยของนาง สุดท้ายแล้ว…
แม้ว่าคนที่ชื่นชอบนางจะมีมาก ทว่าผ่านมานานขนาดนี้แล้ว กลับไม่มีใครเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาอย่างชัดเจนเลยแม้แต่คนเดียว
นางเป็นดั่งสุริยันที่เจิดจ้า อบอุ่นและสว่างไสว ทว่าไกลเกินไปจนมิอาจเอื้อม
นี่มิได้แปลว่าถวนจื่อนิสัยหยิ่งทะนงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม นางทั้งร่าเริง มีชีวิตชีวา และใจกว้าง ทั้งยังจริงใจอย่างมาก นางปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมไม่แบ่งแยกมาโดยตลอด เข้ากันได้ดีไม่ว่ากับผู้ใด
รัศมีสูงศักดิ์ของนางนั้นแผ่ออกมาจากภายในจิตวิญญาณเลยเสียด้วยซ้ำ
อนุชนมากมายที่แต่เดิมปรารถนาในตัวนาง ถึงขั้นมาหาตรงหน้า หมายจะสารภาพความในใจ ทว่าเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตากลมโตอันสว่างใสกระจ่างดุจพวงองุ่น กลับพากันทยอยล่าถอยไป
ห่างไกลเกินไป เจิดจ้าเกินไป ดังนั้นจึงทำได้แค่แหงนหน้ามอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาเองก็ดูออกว่าถวนจื่อนั้นยังคงไม่สันทัดในเรื่องพวกนี้
นางบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวผืนหนึ่ง
ไม่ว่าผู้ใดได้พบเห็นล้วนรู้สึกแค่ว่าอยากปกป้องทะนุถนอม
ดังนั้น แม้แต่อี้หมิงที่โดดเด่นที่สุดในเผ่า ก็ยังไม่กล้าที่จะบอกความรู้สึกกับนางให้ชัดเจน
สิ่งที่เขาทำอย่างมากที่สุดก็คือ อยู่เป็นเพื่อนนางในทุกวัน คอยไปไหนมาไหนกับถวนจื่อเท่าที่จะทำได้
เขารู้แก่ใจดีว่า ตอนนี้ถวนจื่อมองเขาเป็นเพียงสหาย แต่เขาคิดว่าพอเวลาผ่านไปนานเข้า นางก็จะค่อยๆ เข้าใจเอง
ส่วนถวนจื่อนั้นไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อยจริงๆ
นางแค่รู้สึกว่าช่วงเวลาที่อยู่ในเผ่านี้ช่างผ่านไปได้ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทุกคนเองก็ดีกับนางและอบอุ่นมาก
จากนั้น…
นางก็อยากกลับแล้ว
คิดถึงอาเยว่ แล้วก็คิดถึงจื่อเฉินด้วย
ก่อนหน้านี้นางไม่เคยห่างกับพวกเขานานขนาดนี้มาก่อน
ทันทีที่เรื่องภายในได้รับการคลี่คลายจนลุล่วงโดยสมบูรณ์ นางก็ตรงไปบอกพวกอี้เจาทันทีว่าตัวเองอยากจะกลับไป
แน่นอนว่านางเองก็บอกบรรดาสหายตัวน้อยที่มีไมตรีอันดีต่อกันจนครบด้วยเช่นกัน
พวกอี้เจาพอจะเข้าใจความคิดของนาง แน่นอนว่าไม่ได้เข้าไปขัดขวาง
ในความเป็นจริง ที่นางกลับมาอยู่ที่นี่ได้นานขนาดนี้ พวกเขาก็ดีใจมากพอแล้ว
เพียงแต่กลุ่มมิตรสหายที่เล่นเข้าขากันได้ดีกลับรู้สึกว่านี่ออกจะกะทันหันอยู่ไม่น้อย
แท้จริงแล้วไม่ได้มีของมากมายอันใดให้เก็บนัก เป็นแค่พวกของชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่างๆ แต่ก่อนหน้านี้เรื่องพวกนี้ล้วนมอบให้จื่อเฉินเป็นคนจัดการ พอนางต้องมาทำเองก็งุนงงอยู่บ้าง ต้องมานั่งทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทุกคนต่างนั่งลงพูดคุยด้วยกัน
“ถวนจื่อ เจ้าจะไปแล้วจริงๆ หรือ”
ถวนจื่อผงกศีรษะ “ใช่ซี! พรุ่งนี้ก็ไปแล้วล่ะ!”
ครั้นได้ยินเช่นนี้ บรรดาผู้คนก็สบสายตากันอย่างจนใจ คิดไม่ถึงว่าจะเร็วปานนี้
อี้หมิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า
“เหตุใดถึงได้รีบร้อนปานนี้เล่า ก่อนหน้านี้เจ้ายุ่งอยู่ตลอด ยังไม่ทันได้เล่นอยู่ที่นี่ด้วยกันเลย”
ทันทีที่เอ่ยจบ คนที่เหลือต่างก็เออออตามกัน
“นั่นซี! เจ้าไม่ไปหุบเขาเฟิงโย่วแล้วหรือ”
“คราวก่อนพวกเรายังคุยกันว่าจะไปเดินเล่นที่สันเขาสุ่ยโถวด้วยกันอยู่เลยนี่ ได้ยินว่าที่นั่นทิวทัศน์งดงามมาก ไปเล่นกันที่นั่นก็น่าสนุกนะ!”
“เจ้ากลับมารอบนี้ก็ง่วนอยู่กับจัดการเรื่องของเผ่า ยังไม่ได้ผ่อนคลายดีๆ เลย ไม่สู้อยู่ต่ออีกสักหน่อยเล่า?”
“นั่นซี นั่นซี…”
ถวนจื่อได้ยินดังนั้นก็หวั่นไหวเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็ยังคงส่ายศีรษะอย่างหนักแน่น
“แต่ข้าอยากกลับไปก่อน พวกนี้น่ะจะเล่นตอนไหนก็ได้ แต่ข้าคิดถึงพวกอาเยว่มากจริงๆ”
นางเตะรองเท้าไปมา
“สามเดือนมานี้ แม้แต่ผลวิญญาณโศกยังไม่มีใครล้างให้ข้าเลย…”
น้ำเสียงของนางแฝงด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและเศร้าสร้อยอย่างที่นางไม่เคยเป็นมาก่อน
อี้หมิงตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าวขึ้นมาทันทีว่า
“เช่นนั้น ข้าช่วยเจ้า…”
ถวนจื่อส่ายศีรษะ
แท้จริงแล้วนี่ก็เป็นแค่เรื่องเล็กๆ เท่านั้น
นางคุ้นชินกับการดูแลของจื่อเฉินมานานแล้ว บัดนี้จู่ๆ ต้องแยกจากกันสามเดือน ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ นางล้วนต้องจัดการเองเพียงผู้เดียว
นางไม่ชินเอาเสียเลย รู้สึกว่าในใจนั้นวูบโหวงอยู่ตลอด
ไม่ใช่ว่านางคาดหวังให้คนมาคอยปรนนิบัติเอาใจ เพียงแค่ว่า…
รู้สึกเหงานิดหน่อย
แม้ว่าพวกอี้หมิงจะคอยอยู่เป็นเพื่อน ตามประกบนางซ้ายขวาทั้งวัน นางก็ยังคงรู้สึกเช่นนี้อยู่ดี
ด้วยเหตุนั้น พอคิดไปคิดมาแล้ว นางก็รู้สึกว่าควรกลับไปก่อนจะดีกว่า
อี้หมิงมองนาง จากนั้นก็กล่าวถามขึ้นมาทันใด
“ถวนจื่อ สามเดือนมานี้ เหตุใดจื่อเฉินถึงไม่เคยมาเยี่ยมเจ้าเลยสักครั้งเล่า”