ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 64 ความอดทนของเขาไม่ได้มีให้แค่นาง
ตอนพิเศษ ตอนที่ 64 ความอดทนของเขาไม่ได้มีให้แค่นาง
ถวนจื่อถึงกับนิ่งอึ้งไป
นางกล่าวออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เพราะว่า…เขายุ่งมากน่ะซี! ท่านปู่โหมวเจินเชิญเขาไปที่เกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญอันใดสักอย่างกระมัง!”
อี้หมิงครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง ทว่ารู้สึกกลับแปลกประหลาดอยู่ไม่น้อย จึงถามต่อว่า
“เจ้าเป็นนายน้อย ทั้งยังเปิดเส้นชีพจรที่เก้าแล้ว เรื่องมากมายภายในเผ่าล้วนต้องพึ่งพาเจ้า แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าก็ไม่ได้ยุ่งถึงขั้นแทบไม่มีเวลาพักหายใจ ส่วนจื่อเฉิน…ว่ากันตามตรง เขาเป็นหัวหน้าเผ่าอินทรีสามตา ทั้งยังไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลง จะไปมีเรื่องอันใดให้เขาต้องใส่ใจจัดการขนาดนั้นได้?”
ถวนจื่อถึงกับตะลึงงัน
ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ นางไม่ทันได้คิดถึงเรื่องพวกนี้เลยจริงๆ
ว่าตามจริงนางก็ไม่เห็นได้ยินข่าวเลยว่าเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นด้วยฐานะของจื่อเฉิน ก็ไม่น่าจะมีใครมาบังคับให้เขาทำอันใดได้
เช่นนั้นสามเดือนที่ผ่านมานี้…เขากำลังยุ่งอยู่กับอันใดกัน?
แม้ว่าระยะทางระหว่างภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงและเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์จะห่างไกลกันมาก แต่ด้วยพลังที่แท้จริงของจื่อเฉิน ความจริงแล้วไปกลับรอบหนึ่งก็ไม่ได้ใช้เวลามากมาย
เรียวคิ้วได้รูปของถวนจื่อขมวดเข้าหากันน้อยๆ
หรือว่า…จื่อเฉินจะเกิดเรื่องหรือเจอปัญหาเข้าจริงๆ?
มิเช่นนั้นแล้ว จื่อเฉินก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไม่ส่งข่าวให้นางนานขนาดนี้นี่!
ในใจของนางพลันบังเกิดความกังวลขึ้นมาหลายส่วน
ทว่าท่าทีเช่นนี้ของนางนั้น เมื่อมองจากสายตาของพวกอี้หมิงกลับคิดไปว่านางกำลังโกรธจื่อเฉินอยู่
อี้หมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกล่อมว่า
“ใส่ใจอันใด?”
อี้หมิงถึงกับสำลัก
พลันไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยคำพูดที่เหลือออกมาอย่างใดดี
เดิมทีเขาคิดว่า พอถวนจื่อได้ยินคำพูดพวกนั้นแล้ว ย่อมต้องไม่พอใจจื่อเฉินเต็มเปาแน่ แต่เหมือนว่า…จะไม่ใช่แบบนั้น?
ถวนจื่อกล่าวออกมาด้วยท่าทีปกติ
“เขาไม่มา ย่อมเป็นเพราะว่าถูกบางอย่างรั้งตัวเอาไว้แน่นอนล่ะ!”
เสียงเด็กหญิงใสกระจ่าง สีหน้าสดใสยิ่ง ในแววตาเปี่ยมไปด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจที่สะท้อนออกมาให้ได้ชัดเจน
สีหน้าเช่นนี้ ท่าทางเช่นนี้ เพียงเพราะว่าคนผู้นั้นคือจื่อเฉิน
ในใจอี้หมิงพลันรู้สึกคับข้องใจและกระวนกระวายขึ้นมาหลายส่วนโดยไม่รู้สาเหตุ
ในความเป็นจริงแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ เขาได้ถวนจื่อพูดชื่อนั้นออกมาจากปากไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
พวกเขาทุกคนล้วนรู้ดีว่าสำหรับถวนจื่อแล้ว จื่อเฉินคือคนสำคัญมาก
และความเข้าใจที่ว่านี้ก็ค่อยๆ ฝังลึกลงไปเรื่อยๆ เมื่อได้มาอยู่กับถวนจื่อวันแล้ววันเล่า
จากนั้นอี้หมิงก็รู้สึกได้ทีละน้อยว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจที่ถวนจื่อมีนั้นออกจะมากเกินไป
แน่นอน พวกเขาเป็นสัตว์อสูรในพันธสัญญาของเทพเยว่ อีกทั้งยังฝ่าฝันเรื่องราวนับไม่ถ้วนมาด้วยกัน จึงมีความรู้สึกผูกพันลึกล้ำต่อกัน นี่เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้
แต่ว่าอี้หมิงกลับรู้สึกได้รางๆ ว่าเช่นนี้ดูท่า…จะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
ความรู้สึกทั้งหมดของถวนจื่อล้วนขึ้นอยู่กับเทพเยว่และจื่อเฉิน
ด้านเทพเยว่น่ะไม่มีอันใดที่ต้องพูดอยู่แล้ว แต่กับจื่อเฉิน…
หากนางยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เช่นนั้น ถ้าผู้อื่นคิดอยากจะเข้าใจนาง ได้ใจนางไปครอง ก็ไม่รู้ว่าจะยากลำบากมากเพียงใด
เพราะว่าความคิดและวิธีการไล่ตามเด็กผู้หญิงนั้นไม่มีอันใดมากไปกว่าเรื่องพวกนี้แล้ว
หากอยากชนะใจนาง ก็ต้องได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากนาง
แต่…ระหว่างพวกเขาหาใช่ความสัมพันธ์แบบนั้นจริงๆ ไม่
ต้องเข้าใจก่อนว่า พวกเขาสองคนต่างก็มีพันธสัญญากับเทพเยว่!
ซึ่งก็แปลว่า สถานะของพวกเขาสองคนแท้จริงแล้วอยู่ในระดับเดียวกัน!
ตัวถวนจื่อเองก็เคยพูดไว้ คราแรกสุดที่ได้เจอกับจื่อเฉิน นางสู้กับเขามานับครั้งไม่ถ้วนได้
เพียงแต่ภายหลังความสัมพันธ์ดีขึ้น จากที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ดี
ความสัมพันธ์เช่นนี้จะไปใช้คำจำพวกผู้อาวุโสผู้น้อยปกติธรรมดามาอธิบายได้อย่างใดกัน
การกระทำที่เรียกว่าดูแลนั่นน่ะ…
เพียงแต่เป็นเพราะว่าถวนจื่อมีอุปนิสัยเรียบง่าย จื่อเฉินจึงต้องเป็นฝ่ายทำสิ่งต่างๆ มากกว่า
ทั้งหมดทั้งมวลแท้จริงแล้วก็เพื่อปกป้องถวนจื่อ
แต่ถวนจื่อนั้นย่อมมิได้เป็นเด็กเล็กไร้เดียงสา
นางคอยติดสอยห้อยตามอยู่ข้างกายเทพเยว่ มีเรื่องใดที่ไม่เคยเห็น มีสิ่งใดบ้างที่ไม่เข้าใจ?
ประสบการณ์ที่ผ่านมาแต่ก่อนของนางนั้นทั้งมากมายทั้งซับซ้อนกว่าผู้ใหญ่ทั้งหลายเสียอีก!
เพียงแต่ว่าเทพเยว่และจื่อเฉินต่างหากที่ยังคงคอยดูแล คอยปกป้องนางเสมือนเด็ก
นี่เป็นเพราะอันใดได้เล่า
เป็นได้แค่เพราะว่ารักใคร่เอ็นดูนางมากน่ะซี
ยามตกอยู่ในภาวะความเป็นความตาย จื่อเฉินก็เคยช่วยชีวิตถวนจื่อเอาไว้
ส่วนวันธรรมดา จื่อเฉินก็คอยดูแลนางในทุกด้านๆ
อุปสรรคต่างๆ ที่ย่างกรายเข้ามาล้วนถูกเขาจัดการหมดสิ้น เพื่อปกป้องหัวใจของนางดุจแก้วสีเปราะบางให้ยังคงใสกระจ่าง
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ตอนนี้นางเติบใหญ่แล้ว
สักวันหนึ่ง นางจะต้องตกหลุมรักใครสักคน
และความเชื่อใจหนักแน่นที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในใจของนางต่อจื่อเฉิน ก็จะกลายเป็นกำแพงที่ขัดขวางผู้อยากพิชิตใจนางไว้ตรงหน้า
คราวก่อนตอนมาหาถวนจื่อ เขาก็ถูกปฏิเสธไปอย่างไม่ไยดี
จื่อเฉินจัดการเขาได้อย่างง่ายดายโดยแทบไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ
ความจริงแล้ว ตอนนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ทว่าตอนนี้จู่ๆ จื่อเฉินก็หายตัวไป สามเดือนแล้วก็ยังไม่โผล่หน้ามา ยิ่งทำให้เขาหวั่นไหวมากขึ้นไปอีก
เขาคิดว่าอาจจะเป็นเขาที่คิดมากไปเองจริงๆ ก็ได้?
จื่อเฉินน่าจะไม่เป็นมิตรกับทุกคนที่ไล่ตามถวนจื่ออย่างเท่าเทียมกันในฐานะเพียงผู้อาวุโสกว่าและพี่ชายเท่านั้น
แต่พอเห็นท่าทางของถวนจื่อ เขาก็รู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อให้จื่อเฉินไม่ได้มีความคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แล้วถวนจื่อเล่า?
ตอนนี้นางเป็นอิสระ สิ่งแรกที่คิดถึงก็คือเทพเยว่และจื่อเฉิน
แบบนี้มันออกจะเฉยชาเกินไป
ครั้นอี้หมิงคิดได้ดังนี้ ในที่สุดก็กล่าวไปว่า
“ถวนจื่อ ได้ยินมาว่าพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ใหญ่มาก ทั้งสวยมากอีกด้วย ข้ายังไม่เคยไปมาก่อน ข้าอยากไปดูเสียหน่อย ขอไปกับเจ้าได้หรือไม่”
ถวนจื่อได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจขึ้นมาโดยพลัน รีบผงกศีรษะรัวเร็วทันที
“ได้สิ!”
นางพูดพลางกวาดสายตามองรอบๆ คราหนึ่งด้วยความกระตือรือร้น
“ถ้าใครคนไหนอยากไปก็ไปด้วยกันนะ! ข้าจะพาพวกเจ้าไปเล่นสนุกด้วยกัน!”
นั่นน่ะเป็นอาณาเขตของนางอย่างใดเล่า!
ได้ยินดังนั้น ทุกคนล้วนตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่
พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์!
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยได้ยินผ่านหูเท่านั้น แต่ยังไม่เคยไปมาก่อน
“แบบนี้จะไม่รบกวน…”
“ไม่เลย ไม่เลย!”
ถวนจื่อคลี่ยิ้มกว้างอย่างสดใส
“พวกเราไปกันเถอะ!!”
อี้หมิงรู้สึกประหลาดใจอยู่หลายส่วน แต่แบบนี้ก็ฟังดูไม่เลวเหมือนกัน
อย่างใดเสีย เขาก็เชื่อว่าความจริงใจย่อมเอาชนะทุกสิ่งได้
ตราบเท่าที่เขาคอยอยูข้างกายถวนจื่อ เขาก็ยังคงมีความหวังและเฝ้ารอให้นางรู้ตัวเสียที
…
ครั้นวันที่สองมาถึง กลุ่มคนก็ตามถวนจื่อกลับไปยังพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ด้วยกัน
นอกจากอี้หมิงแล้ว ยังมีคนที่เหลืออีกสี่คน ชายสองหญิงสอง ล้วนแต่เป็นผู้ที่โดดเด่นในบรรดาอนุชนของเผ่าหงส์ทองคำ ณ ขณะนี้
อี้ฟู่เองก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
ความเร็วของทุกคนล้วนว่องไว ภายใต้การนำของถวนจื่อ ไม่นานพวกเขาก็ถึงที่หมาย
เมื่อผ่านประตูสวรรค์มาแล้ว ถวนจื่อไม่ได้รีบร้อนพาคนไปตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด กลับพาพวกเขาค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางดวงดาวแทน
ยามเดินไปพลาง นางก็คอยแนะนำทิวทัศน์โดยรอบไปพลาง
พวกอี้หมิงสุดท้ายแล้วก็ยังคงอายุน้อย แววตาจึงฉายความตื่นเต้นและสงสัยใคร่รู้ออกมาอย่างระงับไว้ไม่อยู่
ทันใดนั้นเอง อี้ฟู่พลันตกตะลึง ก่อนจะมองไปยังเบื้องหน้า
“ถวนจื่อ นั่นจื่อเฉินไม่ใช่หรือ?”
“อันใดนะ”
ถวนจื่อถึงกับตะลึงงัน หันศีรษะมองตามไปโดยไม่รู้ตัว
ร่างเงาอันคุ้นตาร่างหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไปฉายชัดเข้ามาในดวงตา
แม้ว่าจะเห็นเพียงแผ่นหลัง นางมองปราดเดียวก็จำได้ทันทีว่านั่นก็คือจื่อเฉิน
ถวนจื่องุนงงอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่ว่าเขาอยู่ที่เกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์หรอกหรือ?
กลับตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่เมื่อไรกัน?
เหตุใดนางถึงได้… ไม่รู้อันใดเลยเล่า?
นางกำลังจะเอ่ยปากเรียกคนอย่างเผลอไผล ทว่าจู่ๆ ก็รู้สึกได้ว่ายังมีคนผู้หนึ่งอยู่ข้างกายของจื่อเฉินด้วย
รูปร่างผอมเพรียว ชายกระโปรงสะบัดปลิวพลิ้วไหว
นั่นคือเด็กสาวผู้หนึ่ง
นางยืนใกล้กับจื่อเฉินมาก จนแทบจะชิดติดกันอยู่รอมร่อ
นางเงยศีรษะราวกับกำลังพูดอันใดบางอย่าง ถวนจื่อมองเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างงดงามของนางได้เลือนราง
ส่วนจื่อเฉินยืนนิ่ง
เขากำลังฟังนางพูด
ด้วยความอดทนอย่างมาก