ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 65 ทำตัวดีต่อนางเหมือนเดิม
ตอนพิเศษ ตอนที่ 65 ทำตัวดีต่อนางเหมือนเดิม
ถวนจื่อถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่ไปชั่วขณะ ในใจพลันบังเกิดอารมณ์ที่แปลกพิกลอยู่หลายส่วนแล่นพล่านเข้ามา
ตัวนางเองยังบอกไม่ถูกว่าตัวเองในตอนนี้กำลังรู้สึกอันใดอยู่กันแน่
อี้หมิงมองตามครรลองสายตานางไป ก่อนจะเผลอเอ่ยถามออกไป
“นั่นจื่อเฉินไม่ใช่หรือ เขากลับพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว?”
เขาเอ่ยถามพลางหันมองถวนจื่อ
เพียงปราดเดียวเขาก็มองออกทันทีว่า ถวนจื่อไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
ถวนจื่อผงกศีรษะรับโดยไม่รู้ตัว
ในตอนนั้นเอง จื่อเฉินเองก็ราวกับรับรู้ได้ จู่ๆ จึงหันศีรษะมามองทางนี้
เด็กสาวข้างกายของเขาหยุดพูดตอนนั้นพอดี จึงเอี้ยวตัวหันมาทางนี้ตาม
นางอายุอานามประมาณสิบเจ็ดสิบแปดเห็นจะได้ ดวงหน้าสง่างามหยดย้อย เพียงแต่สีหน้าออกจะขาวซีดไปบ้าง บริเวณหว่างคิ้วเผยให้เห็นถึงความอ่อนแอบอบบาง
เมื่อจับคู่กับอากัปกิริยานุ่มนวลอ่อนโยนแล้ว ก็ยิ่งทวีความน่ารักน่าเอ็นดูเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
เป็นความงดงามประเภทบอบบางแต่ดึงดูดให้คนหลงใหล
สายตาของถวนจื่อกวาดมองไปทั่วใบหน้าของนาง ความคิดที่แล่นปราดขึ้นมาในหัวคือ นางไม่เคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน เหมือนจะไม่ใช่คนของพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์?
“ถวนจื่อ”
จื่อเฉินเอ่ยปากด้วยสุ้มเสียงทุ้มต่ำเช่นเคย
ถวนจื่อพลันได้สติกลับคืน
จื่อเฉินกวักมือเรียก
“มานี่”
นางรู้มานานแล้วว่าบุรุษผู้นี้อุปนิสัยเย็นชาและสันโดษ หากไม่ใช่ประมุขโหมวเจินฝากฝังให้ดูแลนาง เกรงว่าเขาคงไม่มีกะจิตกะใจจะพูดกับนางเลยด้วยซ้ำ
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นสีหน้าแววตาเช่นนี้บนดวงหน้าของเขา
นี่สามารถเรียกได้เลยว่า…อ่อนโยนนุ่มนวล
อีกทั้งน้ำเสียงที่เขาใช้พูดก็ยังแตกต่างจากตอนพูดคุยกับผู้อื่นด้วย
แม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ทว่าก็ยังจับสังเกตได้ชัดเจนอยู่ดี
นางมองตามครรลองสายตาของจื่อเฉินไป
บรรดาอนุชนจำนวนหนึ่งกำลังยืนกันอยู่ตรงนั้น
ทว่า นางแทบไม่จำเป็นต้องแยกออก ก็เดาได้ทันทีว่า จื่อเฉินกำลังพูดกับเด็กสาวคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด
โหมวเซวียนเซวียนมองดูอยู่หลายรอบ
เด็กสาวผู้นั้นดูแล้วอายุประมาณสิบห้าสิบหกเห็นจะได้ รูปร่างสมส่วนงดงาม สวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีทองเข้ารูปบริเวณเอวบาง ชายกระโปรงที่ไม่เสมอกันสะบัดไหวไปมาอยู่ตรงน่องขา ให้ความรู้สึกขี้เล่นซุกซนอยู่หลายส่วน
นางใช้เส้นเชือกสีแดงผูกเข้ากับผมเปียทั้งสองข้าง ประดับหางเปียด้วยการร้อยกระดิ่งสีทอง
สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คือดวงหน้าเล็ก
ทั้งสดใส งดงาม เปี่ยมความร่าเริงกระตือรือร้น
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ดำขลับดุจผลองุ่น เป็นประกายฉ่ำวาว ใสกระจ่างดุจน้ำพุบริสุทธิ์ที่มองลึกลงไปถึงก้นบึ้ง
นี่คือเด็กสาวที่บริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างถึงที่สุด ทั้งยังได้รับการปกป้องอย่างดี
โหมวเซวียนเซวียนเดาฐานะของนางออกทันที
อสูรศักดิ์สิทธิ์ในพันธสัญญาของเทพเยว่ นายน้อยคนปัจจุบันของเผ่าหงส์ทองคำ!
ได้ยินมานานแล้วว่านางกับจื่อเฉินสนิทสนมกันดีมาก บัดนี้พอมาเห็น เป็นอย่างที่คาดคิดไว้ ช่างสมคำร่ำลือโดยแท้
…
“จื่อเฉิน เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไรกัน ข้าไม่เห็นรู้เรื่องเลย?”
จื่อเฉินถึงกับชะงักไป
“ครึ่งเดือนก่อน”
ถวนจื่อประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
นางคิดว่าจื่อเฉินเองก็เพิ่งกลับมาถึงเสียอีก
แต่…เขากลับพูดว่ากลับมาได้ครึ่งเดือนแล้ว?
เช่นนั้น…เวลายาวนานปานนี้ เขาไม่ไปหานางที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงเลย?
ราวกับอ่านความคิดของถวนจื่อออก จื่อเฉินกล่าวอธิบายว่า
“ระยะนี้ข้ามีเรื่องยุ่งนิดหน่อย”
ไม่ต้องถามก็รู้ได้ว่าต้องเกี่ยวข้องกับเด็กสาวที่อยู่ข้างกายด้วยอย่างแน่นอน
ราวกับเพื่อยืนยันข้อคาดเดาของนาง แม่นางข้างกายจื่อเฉินยกมุมปากคลี่เป็นรอยยิ้มเบาบาง ก่อนกล่าวด้วยเสียงนุ่มนวล
“เจ้าก็คือถวนจื่อกระมัง? เลื่อมใสชื่อเสียงเจ้ามานานแล้ว”
ถวนจื่อมองนางพลางกะพริบตาปริบๆ
“เจ้าคือ…”
“ข้าชื่อโหมวเซวียนเซวียน”
พอมายืนอยู่ใกล้ๆ ถวนจื่อก็มองออกได้หลายอย่างทันที
“เจ้า…เกี่ยวข้องอย่างใดกับท่านปู่โหมวเจิน”
โหมวเซวียนเซวียนถึงกับตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่าถวนจื่อจะเอ่ยปากถามคำถามเช่นนี้ออกมา
นางไม่ได้แนะนำฐานะของตัวเอง ตามหลักแล้วถวนจื่อก็น่าจะไม่รู้นี่นา…
ถวนจื่อเห็นว่านางไม่ได้ตอบคำถาม จึงคิดไปว่านางไม่อยากพูด จึงกล่าวอย่างเขินอายอยู่ไม่น้อย
นางหัวเราะขึ้นมา นัยน์ตาแฝงแววชื่นชมอย่างยิ่งยวด
“ไม่ เจ้าทายถูกแล้ว ท่านประมุข…ถือเป็นท่านลุงของข้า”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
จื่อเฉินกล่าวว่า
“สุขภาพของนางไม่ใคร่จะดี ที่มาคราวนี้ก็เพื่อยืมพลังของสระอัสนีบาตมาฟื้นฟูและจัดระเบียบลมปราณ”
ถวนจื่อผงกศีรษะเป็นเชิงเข้าใจ
แท้จริงแล้วนางก็มองออกถึงเรื่องนี้เช่นกัน
พรสวรรค์จากสายเลือดของโหมวเซวียนเซวียนนั้นโดดเด่นอย่างมาก ทว่าลมปราณค่อนข้างอ่อนแอ ราวกับว่าเป็นข้อด้อยที่ติดตัวมาแต่เกิด
จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างดีโดยแท้
ครั้นคิดเช่นนี้ ถวนจื่อก็เอ่ยแกมยิ้มว่า
“เช่นนั้นเจ้ามาที่นี่ก็นับว่ามาถูกแล้ว! นอกจากสระอัสนีบาตแล้ว ฟากยอดเขาโอสถเองก็พวกสมุนไพรและวัตถุดิบล้ำค่ามากมายหลายอย่าง! เจ้าอยากได้อันใดก็บอกได้เลย!”
ดวงหน้าของโหมวเซวียนเซวียนแดงระเรื่อ นางปรายตามองจื่อเฉินไวๆ แวบหนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะ
“ขอบคุณมาก เพียงแต่…ข้าไม่ค่อยได้ใช้ของพวกนั้นเท่าไร แค่ต้องรบกวนจื่อเฉินก็รู้สึกเกรงใจมากแล้ว”
ถวนจื่อเองก็ตอบสนองไปอย่างรวดเร็ว
ภายในร่างของจื่อเฉินมีสายเลือดของเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงอยู่ครึ่งหนึ่ง
ระยะครึ่งเดือนนี้ที่เขาบอกว่ายุ่ง คงจะเป็นเพราะเรื่องนี้
นางขานรับ
“แบบนี้นี่เอง? เช่นนั้นก็ดี จื่อเฉินเก่งกาจมาก ได้เขาคอยช่วยเหลือ สุขภาพของเจ้าย่อมต้องดีขึ้นอย่างรวดเร็วแน่ๆ!”
โหมวเซวียนเซวียนผงกศีรษะน้อยๆ ดวงหน้ายิ่งทวีสีแดงก่ำขึ้นมาหลายส่วน
ทว่าจื่อเฉินไม่ได้มองนางแต่อย่างใด ทั้งยังเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้สักเท่าไรเลยด้วยซ้ำ
ยามถวนจื่อได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกซึมลงทันใด
ก็เพราะเขาไม่อยู่ข้างกาย นางเลยไม่ได้ใส่ใจเรื่องอาหารการกินอันใดขนาดนั้น!
จะไม่ผอมลงได้อย่างใดกันเล่า!
นางไม่จำเป็นต้องพูดอันใด เพียงแค่ใช้สายตา จื่อเฉินก็รู้ได้ทันทีว่านางกำลังคิดอันใด
เขานวดหว่างคิ้ว
เดิมทีตั้งใจว่าจัดการธุระในเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์เสร็จเรียบร้อยแล้วจะไปหาถวนจื่อ ใครจะรู้ว่าโหมวเจิน
กลับยัดเยียดโหมวเซวียนเซวียนมาให้คนหนึ่ง ขอร้องเขาว่าไม่ว่าจะอย่างใดก็ตามให้ช่วยพานางกลับมาที่พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์เพื่อดูแลเรื่องสุขภาพของนางเสียหน่อย
โหมวเซวียนเซวียนคือคนที่มีหวังว่าจะเปิดเส้นชีพจรเส้นที่เจ็ดได้มากที่สุดในบรรดาอนุชนของเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงในปัจจุบันแล้ว
โหมวเจินเอ่ยปากด้วยตัวเอง เขาย่อมมิอาจปฏิเสธได้
แต่การยืดเยื้อที่ว่านี้กินเวลานานเกินไป
คิดไม่ถึงว่าถวนจื่อจะกลับมาเสียก่อน
ทั้งยังพา…คนมากมายขนาดนี้มาด้วย
สายตาของจื่อเฉินกวาดมองไปทั่วร่างของพวกอี้หมิง
สีหน้าของเขาราบเรียบ ทว่ากลุ่มคนกลับรู้สึกประหม่าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ทำอย่างใดได้ ก็รัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวของจื่อเฉินนั้นแข็งแกร่งมากโดยแท้
ถวนจื่อเองก็รับรู้ได้ถึงข้อนี้
นางเบนสายตาออกไปพลางกล่าว
“พวกอี้หมิงเขามาที่นี่เป็นครั้งแรกน่ะ! เช่นนั้นข้าพาพวกเขาไปเดินเล่นก่อนนะ?”
จื่อเฉินส่งเสียง “อืม” ออกมาคราหนึ่ง
จนกระทั่งแยกจากกันมาได้สักระยะ คนเหล่านี้ถึงผ่อนคลายลงได้ในที่สุด
ถวนจื่อหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“เหตุใดพวกเจ้าถึงได้ประหม่ากันขนาดนี้ จื่อเฉินนิสัยดีจะตาย!”
นางสาวเท้าเดินพลางกล่าวว่า
“ข้าไม่ได้กินรสมือของจื่อเฉินมานานมากแล้วนะนี่! มิอย่างนั้นตอนเย็นพวกเราไปด้วยกันหรือไม่”
อี้หมิงมองนางอย่างลังเล
“มิใช่ว่าเขายุ่งอยู่กับการช่วยโหมวเซวียนเซวียนผู้นั้นฟื้นฟูร่างกายหรอกหรือ จะมีเวลาว่างแบบนั้นด้วย?”
ถวนจื่อประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
“นั่นไม่เป็นปัญหาหรอกกระมัง? อีกอย่าง…อีกอย่าง เมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้”
นางต้องการอันใด จื่อเฉินก็จะหามาให้
ตอนนี้อี้หมิงถึงได้ค้นพบว่า ความคิดของถวนจื่อออกจะมีปัญหาอยู่เล็กน้อยจริงๆ
เขากล่าวว่า
“เมื่อก่อนคือเมื่อก่อน ตอนนี้คือตอนนี้ เวลาและแรงของคนผู้หนึ่งมีจำกัด แบ่งไปให้คนอื่นมากหน่อย ที่แบ่งให้เจ้าย่อมต้องน้อยลง”
ฝีเท้าของถวนจื่อพลันหยุดชะงัก
ในใจของนางบังเกิดความรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาหลายส่วน นางโต้กลับไป
“ไม่มีทาง”
น้ำเสียงของนางหนักแน่นมั่นใจยิ่งนัก
“จื่อเฉินยังคงดีกับข้าเหมือนเดิมแน่”