ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 66 ความคิด
ตอนพิเศษ ตอนที่ 66 ความคิด
อี้ฟู่หันศีรษะกลับมามองนาง
“ถวนจื่อ โหมวเซวียนเซวียนผู้นั้นดูเหมือนจะชอบจื่อเฉินเลย”
ถวนจื่อนึกย้อนกลับไป ก่อนจะผงกศีรษะ
“ข้ารู้”
ชัดเจนขนาดนั้น นางย่อมดูออกอยู่แล้ว
เมื่อก่อนตอนอยู่ที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง คนที่มาชอบจื่อเฉินเองก็มีไม่น้อย
อี้ฟู่เข้าใจความคิดของนางอย่างทะลุปรุโปร่ง มีเรื่องมากมายที่ไม่ต้องให้ผู้อื่นคอยย้ำเตือน นางก็เข้าใจ
แต่เมื่อเห็นว่าถวนจื่อดูจะไม่ได้รู้สึกอันใดเป็นพิเศษ นางครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงคอไป
ริมฝีปากของอี้หมิงขยับไปมา อี้ฟู่มองเขาแวบหนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะน้อยๆ
อี้หมิงเม้มริมฝีปาก สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอันใดออกมา
อี้ฟู่เปลี่ยนหัวข้อบทสนทนา ดึงดูดความสนใจของถวนจื่อไปที่เรื่องอื่นได้อย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้า กลุ่มคนก็ลืมหัวข้อบทสนทนานี้ไปแทบจะทันที
ถวนจื่อนั้นคุ้นเคยกับพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก อีกทั้งตัวนางเองยังเป็นที่รักใคร่เอ็นดู จึงพาบรรดาสหายตัวน้อยเดินเล่นเตร็ดเตร่ไปทั่วทุกหนแห่ง เล่นสนุกกันอย่างสุขใจ
ครั้นตกค่ำ นางก็จัดหาที่พักให้แก่พวกเขา ส่วนตัวเองนั้นกลับไปหาฉู่หลิวเยว่
รอจนถวนจื่อจากไปแล้ว บรรดากลุ่มคนต่างก็ขอตัวแยกย้ายไปเช่นกัน
“อี้ฟู่”
อี้หมิงเรียกรั้งนางเอาไว้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก
“เหตุใดวันนี้เจ้าถึงห้ามข้า”
อี้ฟู่หมุนกายกลับมาจ้องเขาเขม็งอยู่พักหนึ่ง
อี้หมิงถูกมองทะลุไปถึงก้นบึ้งของความคิดจนปรุโปร่ง สีหน้าพลันแดงก่ำขึ้นมาทันใด
“ข้า… ข้าไม่ได้คิดแบบนั้น อีกอย่าง พูดแบบนั้นก็ไม่ได้มีอันใดผิดนี่นา? ถ้าหากไม่ใช่เพราะโหมวเซวียนเซวียน ภายในสามเดือนจื่อเฉินจะไม่ไปหาถวนจื่อที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงเลยสักครั้งได้อย่างใดกัน ในเมื่อเขาทำลงไปแล้ว หรือว่าผู้อื่นก็ไม่มีสิทธิ์พูดหรือ”
อี้ฟู่ขมวดคิ้วเข้าหากัน
“เจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าครั้งนี้มันมีเหตุผล ประมุขโหมวเจินออกปากด้วยตัวเอง จื่อเฉินกับเขามีความสัมพันธ์ลึกล้ำ ย่อมมิอาจปฏิเสธได้”
อี้หมิงกลับแค่นหัวเราะเสียงเย็นออกมาทันใด
“ปฏิเสธไม่ได้? โลกนี้ไม่มีอันใดที่ปฏิเสธไม่ได้หรอก ถ้าหากเขามีใจให้แก่ถวนจื่อจริงๆ มีอีกหลายวิธีที่จะจัดการเรื่องนี้ให้ได้ดีกว่านี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสามเดือนเลยด้วยซ้ำ…ข้าว่าใจเขาไม่ได้อยู่ที่ถวนจื่อตั้งแต่แรกแล้ว”
อี้ฟู่เงียบไปในพริบตา
ที่อี้หมิงพูดก็ดูมีเหตุผลอยู่บ้าง
ด้วยความสามารถของจื่อเฉิน ต่อให้มีธุระที่ต้องจัดการจริง ก็ไม่น่ายุ่งถึงขั้นหาเวลาปลีกตัวไปหาถวนจื่อไม่ได้เลยสักครั้ง
แต่ว่า…
นางนึกย้อนไปถึงตอนที่ได้เจอกับจื่อเฉินวันนี้
แท้จริงแล้ว เขาปฏิบัติต่อถวนจื่อแตกต่างจากผู้อื่นหนา
สายตาน่ะหลอกคนไม่ได้หรอก
ครุ่นคิดอยู่สักพัก นางก็กล่าวว่า
“เอาเป็นว่า ต่อไปอย่าพูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้าถวนจื่ออีก”
นางมองอี้หมิงแวบหนึ่ง
“ต่อให้ถวนจื่อเกิดขัดแย้งกับจื่อเฉินขึ้นมาจริง นางก็ไม่ชอบเจ้าอยู่ดี”
สีปากของอี้หมิงขาวเผือดลงหลายส่วนในพริบตา
“ข้าไม่ได้…”
อี้หมิงสำลักอยู่นานมาก นานทีเดียว จากนั้นก็ราวกับรู้สึกท้อแท้ขึ้นมา จึงพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่เต็มใจยอมรับ แล้วกล่าวออกมาอย่างคับข้องใจ
“ข้ารู้น่า”
พวกเขาไม่ได้รู้จักกับถวนจื่อแค่วันสองวัน จะไม่เข้าใจได้อย่างใดว่านางเป็นคนแบบไหน
นางย่อมมิใช่คนที่จะเปลี่ยนความคิดเพราะคำพูดของใครสักคนอย่างแน่นอน
แท้จริงแล้ววันนี้หลังจากพูดเรื่องพวกนั้นออกไป ในใจอี้หมิงก็รู้สึกเสียใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
เขาหวังว่าถวนจื่อจะชอบตัวเอง แต่ไม่ได้อยากเห็นนางต้องเสียใจหรืออารมณ์ไม่ดีเสียหน่อย
อี้ฟู่เห็นท่าทางเช่นนี้ของเขาก็ไม่คิดจะพูดอันใดต่อ จึงหมุนกายจากไป
อี้หมิงมองดูเงาหลังของนาง จู่ๆ ก็ถามออกไปว่า
“เมื่อก่อน…เจ้าก็เคยชอบจื่อเฉินไม่ใช่หรือไร”
อี้ฟู่หัวเราะ ก่อนจะผงกศีรษะ แล้วก็ส่ายศีรษะ
“ตอนแรกก็มีบ้าง แต่ว่า…ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ”
คนอย่างจื่อเฉินน่ะช่างยากที่จะหักห้ามใจไม่ให้หวั่นไหวด้วยโดยแท้ เด็กสาวจำนวนมากในเผ่าเองต่างก็มีใจให้เขาไม่มากก็น้อย นางเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
มิเช่นนั้นแล้ว คงไม่ตอบตกลงมากับถวนจื่อ
แต่ว่า…
ตั้งแต่วันที่ถวนจื่อออกมาจากตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ ยามนางเห็นสีหน้าของจื่อเฉินที่มองตามเงาร่างนั้นอยู่ไกลๆ นางก็รู้ได้ทันทีว่า มันเป็นไปไม่ได้
สำหรับคนเช่นจื่อเฉินกับสีหน้าแววตาแบบนั้นแล้ว ชีวิตนี้มอบให้ได้แค่คนผู้เดียวเท่านั้น
กระทั่งตัวเขาเองอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ครั้นคิดมาถึงตรงนี้ อี้ฟู่ก็อดไม่ได้ที่จะยักไหล่เป็นเชิงจนปัญญา
“อี้หมิง ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ข้าก็ยังเชื่อสุดใจว่า คนบางคนน่ะถูกชะตาลิขิตให้ต้องมาคู่กันอยู่ดี”
…
ไม่ได้กลับมาสามเดือน หรงเสี่ยวเหยี่ยนกับหรงเสี่ยวสวินโตขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
บัดนี้สองพี่น้องเริ่มประคับประคองจับเปลลุกขึ้นยืนได้แล้ว
ถวนจื่ออุ้มพวกเขาทั้งคู่ขึ้นมาไว้แนบแน่น
“อ๊าย น่ารักจัง!”
นางอุ้มหรงเสี่ยวเหยี่ยนเสร็จ ก็หันไปอุ้มหรงเสี่ยวสวิน มือเป็นระวิงไม่ได้พัก
บางทีอาจเป็นเพราะถวนจื่อกับฉู่หลิวเยว่มีพันธสัญญาต่อกัน สองพี่น้องจึงใกล้ชิดสนิทสนมกับ
ถวนจื่อมาก
หรงเสี่ยวเหยี่ยนยังพอยับยั้งชั่งใจได้บ้าง แขนเล็กเกาะถวนจื่อไว้พลางเม้มมุมปากคลี่เป็นรอยยิ้ม
ส่วนหรงเสี่ยวสวินนั้นติดลมไปแล้ว เขาติดหนึบอยู่ในอ้อมอกของถวนจื่อ ไม่ยอมจากไปง่ายๆ
ฉู่หลิวเยว่ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ พลันบังเกิดความเปรมปรีดิ์อันลึกลับขึ้นมาในใจอย่างยิ่งยวด
แต่ก่อนถวนจื่อเองก็ตัวเล็กนิดเดียว คอยอิงแอบแนบชิดอยู่ในอ้อมอกนาง น่ารักน่าดูชมอย่างยิ่ง
กลายเป็นว่าเพียงพริบตาเดียว ก็เติบใหญ่ขึ้นมาขนาดนี้แล้ว
ฉู่หลิวเยว่เอ่ยถามเรื่องเกี่ยวกับฝั่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงต่อประมาณหนึ่ง ถวนจื่อเองก็ตอบไปอย่างเบิกบานใจ
ฉู่หลิวเยว่ฟังไปพร้อมรอยยิ้ม
“เจ้ายุ่งกว่าจื่อเฉินอีกนะนี่”
พอพูดถึงจื่อเฉิน ถวนจื่อก็นึกถึงโหมวเซวียนเซวียน
นางกล่าวถามว่า
“จริงสิอาเยว่ ปัญหาสุขภาพของโหมวเซวียนเซียนเหมือนจะยุ่งยากทีเดียว พวกเขาไม่ได้มาขอให้เจ้าช่วยหรือ?”
หากได้นางออกมือช่วย ย่อมต้องแก้ปัญหาได้ไวมากแน่
“โหมวเซวียนเซวียนมีพรสวรรค์ดีเยี่ยม โหมวเจินคาดหวังกับนางไว้สูงมาก คราวนี้ที่ให้นางมาฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย ก็มีเจตนาจะให้นางมาฝึกฝนหาประสบการณ์ด้วย”
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นางย่อมมิอาจยื่นมือเข้าไปแทรกแซงได้
“มีจื่อเฉินคอยช่วยก็เพียงพอแล้ว”
ฉู่หลิวเยว่พลันนึกอันใดบางอย่างออก มุมปากนางจึงยกโค้งขึ้นมาทันใด
“อีกอย่าง พอเป็นแบบนี้ โหมวเซวียนเซวียนเองก็ได้พำนักอยู่ที่นี่ไปสักระยะ…นี่ก็เป็นเจตนาของโหมวเจินเหมือนกัน”
ถวนจื่อได้ยินดังนั้นแล้ว พลันรู้สึกเหมือนมีอันใดบางอย่างไม่ถูก
นางถามอย่างงุนงงว่า
“เจตนาของท่านปู่โหมวเจิน? เหตุใดเขาถึงอยากให้โหมวเซวียนเซวียนอยู่ที่นี่นานๆ เล่า”
มือของฉู่หลิวเยว่เคาะลงบนเปลเด็กแผ่วเบา
“จื่อเฉินยังไม่ตบแต่งภรรยา และโหมวเจินเองก็ชื่นชอบในตัวเขามาก”
ถวนจื่อส่งเสียงตอบรับในชั่วขณะ
พูดมาถึงขั้นนี้ หากนางยังฟังไม่เข้าใจอีก นั่นก็เรียกว่าเกินเยียวยาของจริงแล้ว
นางกล่าวถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“เช่นนั้น…จื่อเฉินรู้ถึงเจตนาของท่านปู่โหมวเจินหรือไม่?”
ฉู่หลิวเยว่มองดูนางแวบหนึ่ง
“เจ้าล่ะคิดว่าอย่างใด?”
จื่อเฉินน่ะเป็นคนฉลาดเฉลียว มากด้วยทักษะขนาดไหน ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว โหมวเจินเองก็ไม่ได้คิดปิดบังอันใด
“ตอนแรกข้าคิดว่าจื่อเฉินจะปฏิเสธ ไม่รู้เหตุใดสุดท้ายเขาถึงตอบตกลง”
ฉู่หลิวเยว่กล่าวราวกับกำลังครุ่นคิด
“บางที จื่อเฉินอาจจะมีความคิดอยากแต่งภรรยาจริงๆ ก็ได้”
ถวนจื่อถึงกับตะลึงงัน
“อาเยว่ เจ้าจะบอกว่าเขาชอบโหมวเซวียนเซวียน?”