ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 67 เริ่มต้นสูญเสีย
ตอนพิเศษ ตอนที่ 67 เริ่มต้นสูญเสีย
สายลมยามค่ำคืนให้ความรู้สึกหนาวเย็นเล็กน้อย
บริเวณรอบด้านสี่ทิศล้วนเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง
ถวนจื่อออกเดินไปบนถนนหินปูนคนเดียว มุ่งหน้ากลับไปยังจวนที่พักของตน
แสงจันทร์สาดดึงเงาของนางให้ลากยาว ดูแล้วชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาหลายส่วนอย่างอธิบายไม่ถูก
นางก้มศีรษะราวกับกำลังใช้ความคิด พลางก้าวเดินไปด้วยอาการใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏเบื้องหน้า มองดูนางกำลังจะเดินชนเข้าหาอยู่รอมร่อ
ถวนจื่อพลันได้สติกลับคืน นางตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด ร่างกายซวนเซจวนเจียนจะล้มไปด้านหลังอย่างคุมไม่อยู่
ทว่าอีกฝ่ายเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่านาง ฝ่ามืออุ่นร้อนคว้าแขนของนางไว้ จับนางทรงตัวให้มั่นได้อย่างสบายๆ
“เหตุใดเดินไม่ดูทาง”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นมาจากเหนือศีรษะ
ถวนจื่อผ่อนลมหายใจออกมาพลางแหงนศีรษะขึ้นมอง ก่อนจะเห็นเป็นจื่อเฉินตามที่คาดการณ์ไว้จริงๆ
นางส่ายศีรษะ
“กำลังคิดอันใดอยู่เฉยๆ”
หว่างคิ้วของจื่อเฉินมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบจับสังเกตไม่ได้
“เจ้าเป็นอันใดไป”
นางเป็นคนร่าเริงมีชีวิตชีวามาแต่ไหนแต่ไร ดวงหน้ามักประดับรอยยิ้มอยู่เสมอ ทว่าตอนนี้กลับเหมือนมีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจก็มิปาน
“ไปเจอเรื่องอันใดมา ไม่สบอารมณ์?”
ถวนจื่อพลันส่ายศีรษะ ครั้นสบเข้ากับสายตาของจื่อเฉิน ก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงลงไปหลายส่วน
มัน…ชัดเจนขนาดนี้เชียว?
เช่นตอนนี้ บนดวงหน้านางราวกับสลักประโยค “ข้าไม่ร่าเริง แต่เหตุใดเจ้าถึงดูออกขนาดนี้” ไว้ตัวใหญ่ๆ อย่างใดอย่างนั้น
ถวนจื่ออ้าปากพะงาบ อยากจะถามไถ่เรื่องโหมวเซวียนเซวียนกับเขา แต่ไม่รู้เหตุใด ส่วนลึกของจิตใจกลับบังเกิดความลังเลขึ้นมาหลายส่วน
ราวกับว่า…ไม่อยากได้ยินคำตอบอันใดบางอย่างก็มิปาน
แม้นางจะทึ่มทื่อ ทว่ากลับรู้สึกได้เช่นกันว่าความรู้สึกลึกลับที่ว่าของตนเองนั้นเหมือนจะพูดไม่เข้าปากเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้น นางจึงกลืนคำพูดพวกนั้นลงไป แล้วเปลี่ยนเรื่องแทน
“ไม่มีอันใด กะ ก็แค่เหนื่อยนิดหน่อย…”
จื่อเฉินจ้องนางอยู่สักพัก
คำโกหกเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้นางยังพูดไม่ได้ กระทั่งสบสายตาเขาเวลาพูดยังไม่กล้าเลยด้วยซ้ำ
แต่ว่าพอเห็นนางไม่อยากจะพูดจริงๆ จื่อเฉินก็ไม่อยากจะเค้นเอาความ
เขาผงกศีรษะ
“ข้าได้ยินมาว่า เจ้าจัดการเรื่องที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงไปเยอะเลย ยอดเยี่ยมมาก”
เขาพูดพลางยื่นมือออกไปหมายจะลูบศีรษะของนางโดยไม่รู้ตัว
ทว่าพอถึงครึ่งทาง สีหน้าเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะชักมือกลับไปโดยไม่ส่งเสียง
ถวนจื่อมองออกอย่างชัดเจน
นางเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าในใจตอนนี้คือความรู้สึกแบบใดกันแน่
กลับมาคราวนี้…จื่อเฉินเหมือนจะมีบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากเดิม
ทว่านางเองก็พูดเจาะจงออกมาชัดๆ ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงทำได้แค่รู้สึกหดหู่และย่ำแย่ในใจเช่นนี้
นางส่งเสียงตอบรับออกไปอย่างเหม่อลอย
ได้ยินมา?
ถวนจื่อนึกย้อนไปถึงเรื่องที่อี้หมิงพูดเมื่อตอนกลางวันอย่างอธิบายไม่ถูก
เขาเชื่อใจนางมากเกินไป หรือว่า…ไม่ใส่ใจกันเลยตั้งแต่แรกกันแน่?
เดิมทีนางยังเชื่อมั่นในตัวจื่อเฉินอย่างสุดใจ ทว่าพอได้คุยเรื่องพวกนั้นกับอาเยว่เมื่อครู่ ในที่สุดนางถึงได้รู้สึกตัว เหมือนว่า…นางจะมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป
อาเยว่บอกว่า ตอนนี้จื่อเฉินอาจจะยังไม่ได้ชอบโหมวเซวียนเซวียน แต่ว่าไม่ชอบตอนนี้ ต่อไปก็ไม่แน่
เขาเหมือนจะเริ่มลองเปิดรับผู้อื่นเข้ามาบ้างแล้ว
อาเยว่ยังบอกอีกว่า ระยะนี้จื่อเฉินใส่ใจเรื่องของโหมวเซวียนเซวียนมากจริงๆ
นี่หมายความว่าอันใดกัน?
“ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”
ครั้นไม่ได้คำตอบจากถวนจื่อ จื่อเฉินเองก็คร้านจะใส่ใจ
“ของกินของใช้ล้วนเตรียมให้เจ้าไว้หมดแล้ว”
ถวนจื่อมองตามครรลองสายตาของเขาไป ก่อนจะพบว่าพวกเขามายืนอยู่หน้าประตูสวนหย่อมของนางแล้ว
แต่เหมือนจื่อเฉิน…เพิ่งจะออกมาจากด้านในเองนี่?
ถวนจื่อเอ่ยถาม
“อ๊ะ เป็นเจ้าช่วยเตรียมให้ข้าเองโดยเฉพาะเลยหรือ จื่อเฉิน?”
จื่อเฉินพยักหน้า ทั้งยังกล่าวว่า
“วันนี้เจ้ารีบร้อนกลับมา เตรียมของให้ไม่ค่อยทันเท่าไร เลยทำได้เท่านี้”
ถวนจื่อส่ายศีรษะย้ำไปมา ก่อนจะเผยรอยยิ้มสว่างสดใส
“ดีมากแล้ว! จื่อเฉิน เจ้าไม่รู้หรอกว่าสามเดือนที่เจ้าไม่อยู่ ข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับเลย!”
นางบึนปาก เผลอทำกิริยาออดอ้อนออกมาโดยไม่รู้ตัว
แววตาของจื่อเฉินวูบไหวเล็กน้อย
จื่อเฉินดึงมือของเขา เตรียมก้าวเข้าไปด้านใน
เขาบิดข้อมือเล็กน้อย หลุดออกมาจากมือถวนจื่อได้อย่างง่ายดาย
จู่ๆ ความรู้สึกวูบโหวงที่มือก็สร้างความงุนงงให้ถวนจื่อทันใด
“จื่อเฉิน?”
“ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อย วันนี้อยู่เป็นเพื่อนเจ้าไม่ได้”
จื่อเฉินกล่าว
ถวนจื่อเบิกตากว้างน้อยๆ
นางไม่เคย ไม่เคยได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากจื่อเฉินมาก่อน
“แต่ว่า…”
แต่ว่า เมื่อก่อนก็อยู่ด้วยกันตลอดไม่ใช่หรือ?
เหตุใดจู่ๆ ตอนนี้ก็ยุ่งเสียแล้วล่ะ?
ยามมองดูดวงหน้าเย่อหยิ่งราบเรียบ ถวนจื่อเองก็ไม่รู้คิดอย่างใด โพล่งออกไปว่า
“ต้องไปจัดการเรื่องของโหมวเซวียนเซวียนหรือ”
คราแรกจื่อเฉินกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของนาง เป็นอันต้องหยุดชะงัก
ปลายลิ้นของเขาดันเพดานปากแผ่วเบา จากนั้นก็ขานรับ “อืม” เสียงหนึ่งด้วยท่าทีเรียบง่ายยิ่ง
พอเขาให้คำตอบชัดเจนอย่างราบรื่นตรงไปตรงมาเช่นนี้ ทำให้ถวนจื่อถึงกับไม่รู้ว่าควรทำอย่างใดดีไปชั่วขณะหนึ่ง
นางแค่เอ่ยปากถามส่งเดชไปเท่านั้น ใครจะรู้ว่า…
ความคิดของนางพลันตีรวนกันเละเทะ ส่วนลึกในจิตใจราวกับมีอันใดบางอย่างกำลังโถมซัด
ผ่านไปสักพัก ในที่สุดนางก็กล่าวออกมาว่า “เข้าใจแล้ว”
พูดจบ นางก็ยกมือขึ้นมาใช้นิ้วก้อยถูบริเวณสันคิ้วเบาๆ
“ชะ… เช่นนั้นเจ้าไปจัดการธุระเถอะ ข้าขอกลับก่อนล่ะ!”
สายตาของจื่อเฉินจ้องไปที่นางเขม็ง อ่านอารมณ์ของนางออกอย่างชัดเจน
ถวนจื่อถึงกับนิ่งงัน “แต่เจ้าไม่ใช่คนอื่น”
จื่อเฉินราวกับหัวเราะออกมาคราหนึ่ง
ทว่าเขาไม่ได้พูดอันใดออกมา ท้ายที่สุดก็หมุนกายเดินจากไป
เงาร่างของเขาถูกกลืนหายไปในยามค่ำคืนอย่างรวดเร็ว
กระทั่งมองไม่เห็นเขาแล้ว ถวนจื่อถึงได้ชักสายตากลับมา แล้วเดินเข้าไปในจวนของตัวเอง
เห็นได้ชัดว่าภายในห้องพักผ่านการถูกคนปัดกวาดเรียบร้อย บนโต๊ะเองก็มีของกินที่นางโปรดปรานหลากหลายชนิดวางจนเต็มไปหมด
จื่อเฉินดูแลนางมาหลายปี รู้ความชอบของนางดีที่สุด จึงย่อมทำเรื่องพวกนี้ออกมาได้คล่องมืออย่างยิ่ง
ถวนจื่อนั่งลงข้างโต๊ะ
เมื่อก่อนหากเห็นอาหารพวกนี้ นางย่อมเริ่มลงมือกินอย่างดีอกดีใจ ทว่ามาวันนี้ ไม่รู้เหตุใดนางถึงไม่รู้สึกอยากอาหารเลย
…เมื่อก่อนล้วนเป็นจื่อเฉินคอยนั่งกินข้าวกับนางนี่นา
แม้ว่าจะมีของมากมายที่เขาไม่ชอบ แค่เขามานั่งด้วยก็ดีมากแล้ว
ถวนจื่อครุ่นคิดไปมาอย่างเหม่อลอย ยื่นมือขึ้นมาลูบบริเวณหน้าท้องเบาๆ
เหมือนจะ… รู้สึกแย่อยู่นิดหน่อยหนา
แล้วก็เหมือนจะไม่ได้รู้สึกแย่ตรงนี้ด้วย
นางนอนราบไปกับโต๊ะด้วยความหดหู่ใจอยู่หลายส่วน
บริเวณโดยรอบเงียบสงัดไร้สุ้มเสียง
นางเท้าศีรษะลงบนแขนพลางมองดูผืนฟ้ามืดมิดยามค่ำคืนด้านนอกด้วยแววตาเหม่อลอย
นางรู้ว่าตัวเองไม่รู้สึกเบิกบานใจแล้ว อีกอย่าง คงเป็นเพราะคำพูดเมื่อครู่ของจื่อเฉินด้วย
ที่จื่อเฉินพูดแบบนั้น มันแปลว่าเขาให้ตัวโหมวเซวียนเซวียนสำคัญกว่าใช่หรือเปล่าหนา
นั่นมันหมายความว่า เขาใส่ใจนางมากกว่าด้วยหรือไม่หนอ
แต่ว่าพวกเขาเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นานเองมิใช่หรือ
หรือจะบอกว่า มนุษย์ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น สิ่งที่มอบให้ได้ล้วนแต่มีจำกัด
นางไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก
ทว่านางพอจะคาดเดาอย่างหนึ่งได้เลือนราง
นี่เพิ่งจะเริ่มต้น แต่จื่อเฉินก็ไม่มากินข้าวพร้อมกับนางแล้ว หากในภายภาคหน้าจื่อเฉินไปอยู่กับโหมว
เซวียนเซวียนขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้น… นางก็คงสูญเสียทุกอย่างไปหมดเลยมิใช่หรือ?