ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 68 ไม่ใช่ของเจ้า
จื่อเฉินกลับมายังจวนที่พักของตัวเอง ทว่ามิได้ไปจัดการธุระเหมือนที่บอกถวนจื่อไปก่อนหน้านี้แต่อย่างใด
กลับกัน เขาเดินทอดน่องด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อยไปยังหยุดตรงหน้าโต๊ะ ก่อนจะนั่งลงอย่างไม่ใคร่จะใส่ใจนัก แล้วรินชาให้ตัวเองจอกหนึ่ง
เขาใช้ท้องนิ้วไล้ไปบนจอกชาแผ่วเบา
น้ำชาเย็นแล้ว แต่มิรู้เพราะเหตุใด ฝ่ามือของเขาในตอนนี้กลับร้อนผ่าวขึ้นมาไม่น้อยอย่างสุดจะพรรณนาได้
เขาเอนกายพิงเก้าอี้พลางหลุบตาลงน้อยๆ ดวงตาฉายแววลึกล้ำราวกับกำลังครุ่นคิดอันใดบางอย่าง
ตรงหน้าเขาราวกับปรากฏภาพฉากนับไม่ถ้วนเคลื่อนผ่าน
ทว่าดวงหน้านั้นกลับยิ่งทวีความเด่นชัด ราวกับหมายจะสลักลงไปในส่วนลึกของจิตใจ
สามเดือน
เขาเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อเหลือเกิน
ความจริงแล้วนั้น คราแรกที่เขาได้ข่าวจากโหมวเจิน ก็วางแผนว่าจะรีบจัดการธุระให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วค่อยไปหาคนที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวง
แต่คาดไม่ถึงว่า โหมวเจินจะมีเจตนาอื่นแอบแฝงด้วย
ครั้นเข้าใจถึงเจตนาของโหมวเจินที่หมายจะจับคู่เขากับโหมวเซวียนเซวียน เขาไม่ได้ไว้หน้าโหมวเจินเลยแม้แต่น้อย ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกขึ้นยืนเตรียมจากไป
เหตุใดเขาต้องเสียเวลาให้กับคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อยด้วย
เขาขอเลือกใช้เวลาว่างที่มีนี้ไปหาคนที่เขาอยากเจอหน้าที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์เฟิ่งหวงจะดีกว่า
ทว่าประโยคต่อมาของโหมวเจินกลับทำให้ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก
ในตอนนั้น โหมวเจินทั้งประหลาดใจและสงสัยมากยามเผชิญกับท่าทีปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวยิ่งของเขา
เขากล่าวถามว่า
“จื่อเฉิน เจ้าปฏิเสธแบบนี้ แปลว่ามีแม่นางที่ชอบแล้วสิ?”
แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ตอนที่เขาโต้โหมวเจินกลับไปนั้น ในใจกลับบังเกิดความรู้สึกผิดอันเปราะบาง… ที่แม้แต่ตัวเองยังหาคำอธิบายไม่ได้
โหมวเจินหลุดหัวเราะออกมาเสียเดี๋ยวนั้น
เขาส่ายศีรษะ ก่อนเอ่ยแกมหัวเราะ
“ถ้าหากไม่มี เจ้าจะตื่นตระหนกไปไย? จื่อเฉิน เจ้ารักษาระยะห่างกับแม่นางทุกคนโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ แม้แต่จะลองยังไม่กล้า หรือจะเป็นเพราะกลัวใครบางคนโกรธเข้ามิใช่หรือไร”
เขาอยากบอกออกไปว่า ปกติแล้วเขาก็เป็นคนเช่นนี้
ทว่าพริบตาที่กำลังจะเปิดปากพูดไป ในสมองของเขาพลันฉายภาพดวงหน้าหนึ่งขึ้นมาให้เห็นเลือนรางอย่างรวดเร็ว
ความคิดที่แล่นปราดขึ้นมาในขณะนั้น ทำให้เขาตื่นตกใจเสียจนยืนนิ่งอยู่กับที่
แท้จริงแล้ว นี่มิใช่ครั้งแรกที่เขาคิดถึงดวงหน้านี้
ทว่าในตอนนั้น ภายใต้สถานการณ์แบบนั้น เขานึกย้อนไปถึงคำพูดของโหมวเจินมาครุ่นคิดอีกรอบโดยไม่ทราบสาเหตุ
ดังนั้น ในที่สุดแล้วเขาก็รับรู้ว่า ในใจของตนนั้นมีความรู้สึกอันตรายที่มิอาจบรรยายออกมาได้ด้วยคำพูดแอบซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุด
ราวกับหน้าต่างกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกทิ่มแทงทะลุเข้ามาอย่างไร้ปรานีในตอนท้าย
หากเป็นแต่ก่อน เขาก็คงยังแสร้งต่อไปได้ว่าทุกอย่างปกติดี บอกตัวเองว่านั่นเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่ร่วมผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันตลอดหลายปีเฉยๆ
หลังจากโหมวเจินถามประโยคนั้นออกมา ท้ายที่สุดเขาก็ไร้ทางเลือก นอกจากหลอกตัวเองเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
ถึงขั้นที่ว่า แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้ชัดเจนว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไรกันแน่
ทว่าพอรอจนเขารู้สึกตัว มันก็สายไปเสียแล้ว
หลังจากนั้น เขาก็ตอบตกลงเรื่องข้อเสนอของโหมวเจินไป พาโหมวเซวียนเซวียนกลับมาที่พระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ และช่วยนางฟื้นฟูร่างกายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ยามคิดไปถึงตอนถวนจื่อถามประโยคนั้นออกมาเมื่อครู่ด้วยสายตาที่ฉายแววอ้างว้างอยู่ไม่น้อย หัวใจของเขาก็ราวกับถูกอันใดบางอย่างบีบเคล้นอย่างแรง
เขาคิดไม่ถึงว่าถวนจื่อจะเข้าใจผิด
เดิมทีก็อยากอธิบายให้กระจ่าง แต่ท่าทีโต้ตอบของนางกลับทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมาโดยพลัน
อย่างหนึ่งก็คือความเป็นไปได้ที่ทำให้ช่องท้องร้อนระอุเพียงเขานึกถึงมัน
แท้จริงแล้ว ที่เขาจงใจไม่ไปหาถวนจื่อในระยะสามเดือนที่ผ่านมา ด้วยมีเจตนาในใจตัวเองอยู่แล้ว
เขาอยากสำรวจตัวเองให้ถี่ถ้วน ทั้งยังอยากดูท่าทีของถวนจื่อด้วย
พวกเขาอยู่ด้วยกันมานานเกินไป
อีกทั้งตั้งแต่เกิดเรื่องนี้ขึ้นจนจบ ก็ยังทำให้จื่อเฉินตาสว่างมากจนรับรู้ได้ว่า หากยังคงรักษาท่าทีเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เช่นนั้น ระหว่างพวกเขาคงได้เป็นเช่นนี้ไปตลอดกาลอย่างแน่นอน
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะแตกหักแล้วสร้างขึ้นใหม่ได้
ระยะเวลาสามเดือนช่างทรมานโดยแท้
แม้ว่าเขาจะคอยติดตามสถานการณ์ของฝั่งนั้นอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด ก็ยังรู้สึกว่ายากเกินจะทานทนไหว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รู้ว่ากลุ่มของเด็กพวกนั้นคอยป้วนเปี้ยนอยู่ข้างกายนางทั้งวันด้วยแล้ว
ระยะเวลาระหว่างนั้น มีอยู่หลายครั้งที่เขาเกือบจะตัดสินใจไปหาแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังอดทนไว้ได้
โชคยังดี…
ดูเหมือนว่าจะคุ้มค่ากับที่อดทน
ยามคิดถึงสายตาเศร้าสร้อยของแม่นางตัวน้อยแล้ว เขาก็ถอนใจออกมาเสียงแผ่ว
แต่ว่า… ต้องเร็วอีกหน่อยแล้ว…
…
ถวนจื่อนอนหลับไม่สนิทเลยทั้งคืน
นางฝันร้าย
จื่อเฉินกล่าวว่า
“อาหารพวกนี้เตรียมไว้ให้โหมวเซวียนเซวียน ไม่มีของเจ้า”
โหมวเซวียนเซวียนที่อยู่ด้านข้างคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน
นางโมโหมาก วิ่งหนีออกไปทั้งที่ท้องยังหิว
จากนั้นนางก็กลับมาที่ห้องของตัวเองโดยไม่ทราบสาเหตุ
คงเป็นเพราะวิ่งอยู่นานเกินไป ผมเปียของนางจึงกระเซอะกระเซิงหลุดลุ่ย เส้นผมดำขลับอ่อนนุ่มยุ่งเหยิงไม่เหลือสภาพ
ในตอนที่นางกำลังจะจัดแต่งทรงผมนั่นเอง ก็เห็นว่าจื่อเฉินปรากฏกายขึ้นอีกครั้งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
ส่วนโหมวเซวียนเซวียนก็นั่งอยู่ด้านหน้าของเขา
เขาอยู่ใกล้นางมาก ทั้งยังถือเส้นผมของโหมวเซวียนเซวียนไว้ในมือ
ปลายนิ้วของเขาขยับไหวน้อยๆ ฉวยเอาเส้นเชือกแดงร้อยกระดิ่งในมือของนางไป
“เซวียนเซวียนใช้อันนี้แล้วน่ามองกว่า เจ้าไปเลือกหาอันอื่นเอาแล้วกัน”
จมูกของถวนจื่อแสบไปหมด ทว่ามิรู้เหตุใด นางถึงไม่ได้ตามไปแย่งกลับมา
นางราวกับไม่อยากมอง จึงหมุนกายวิ่งหนีไปอีกรอบ
ไม่รู้ว่าวิ่งไปนานเท่าไรแล้ว ทิวทัศน์โดยรอบล้วนแต่พร่าเลือนยิ่ง
จู่ๆ เท้านางก็สะดุดเข้ากับอันใดบางอย่าง ร่างกายของนางล้มคะมำไปด้านหน้าอย่างมิอาจควบคุม
ในที่สุด จู่ๆ นางก็เห็นจื่อเฉินปรากฏกายต่อหน้านาง
ทว่าห่างกันเพียงคืบเดียวเท่านั้น
ขอแค่เขายื่นมือมาก็สามารถช่วยนางได้แล้ว
“จื่อเฉิน!”
นางตะลีตะลานตะโกนเรียกเขา
ทว่าจื่อเฉินทำแค่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น ไม่แม้แต่จะขยับตัว
ตามหลักแล้วพลังกายของนางแข็งแกร่งอย่างมาก ล้มกระแทกครั้งเดียวจึงไม่ได้รู้สึกอันใดมาก แต่อาจเป็นเพราะนี่คือในฝัน นางจึงรับรู้ถึงความเจ็บที่แล่นปราดเข้ามา
นางแหงนศีรษะ ก่อนจะเอ่ยต่อว่าอย่างอดไม่อยู่
“จื่อเฉิน! เหตุใดเจ้าไม่ช่วยข้า!”
จื่อเฉินปรายตาลงมามองนาง สุ้มเสียงนั้นแสนจะคุ้นหูนัก ทว่าสิ่งที่พูดออกมากลับฟังดูแปลกหูยิ่ง
เขากล่าวว่า
“ข้าแต่งงานแล้ว ย่อมต้องหลีกเลี่ยงคำครหา”
“ข้าไม่ใช่ของเจ้า”
ถวนจื่อพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที นางดีดตัวลุกขึ้นมาจากเตียง ดวงหน้าเย็นเฉียบ
นางลูบหน้าไปมา พบว่าตัวเองฝันร้ายแล้วแน่แท้…ร้องไห้ด้วย?
นางนั่งนิ่งอย่างตะลึงงัน หัวใจราวกับถูกขยำจนเป็นก้อน
แปลกจัง
เหตุใดถึงได้ฝันร้ายแบบนี้ล่ะ
เหตุใดในฝัน นางถึงได้รู้สึกเสียใจขนาดนั้นกัน?
หากจื่อเฉินแต่งภรรยามีลูกจริงๆ…ความจริงก็คงไม่แตกต่างไปจากนั้นมากหรอกกระมัง?
“ก๊อก ก๊อก”!
เสียงเคาะประตูพลันแว่วดังเข้ามา
ถวนจื่อส่งเสียงขานรับไปอย่างแผ่วเบา
อี้ฟู่เดินเข้ามาในห้อง
“ถวนจื่อ วันนี้พวกเรา…เจ้าเป็นอันใดไป”
เดิมทีนางเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม กลายเป็นว่าพอเหลือบสายตาขึ้นมามองกลับเห็นถวนจื่อดวงตาแดงก่ำ ดวงหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เสื้อผ้าหน้าผมเองก็ยุ่งเหยิงไม่เหลือสภาพ ดูแล้วน่าสงสารจับจิตนัก
ครั้นได้ยินเสียง ถวนจื่อพลันเงยศีรษะขึ้นมา ก่อนเอ่ยถามออกไปแบบไม่มีต้นสายปลายเหตุว่า
“เหตุใดถึงไม่ใช่ของข้า”