ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 69 รอคอย
แน่นอนว่าอี้ฟู่นั้นไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูด
อี้ฟู่สาวเท้าก้าวไปยังด้านหน้าเร็วรี่ จัดการเช็ดคราบน้ำตาบนดวงหน้าเล็กของถวนจื่อให้สะอาด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและระมัดระวัง
“เป็นอันใดไป? ถวนจื่ออยากได้อันใดหรือ”
ถวนจื่อกลับเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ยอมพูดอันใดออกมา
อี้ฟู่แทบไม่เคยเห็นถวนจื่อแสดงสีหน้าเช่นนี้มาก่อน
นางลูบศีรษะของถวนจื่อเบาๆ
“ถวนจื่อของพวกเราเก่งขนาดนี้ ต้องการอันใดย่อมได้อยู่แล้ว”
ถวนจื่อได้สติกลับคืนมาในที่สุด นางกล่าวเสียงเบาว่า
“พี่อี้ฟู่ ข้าไม่เป็นไร พอดี…ฝันร้ายน่ะ”
อี้ฟู่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเบาใจ จึงกล่าวแกมยิ้มว่า
“มันเป็นแค่ฝันร้ายนี่นา แสดงว่าของพวกนั้นล้วนไม่ใช่เรื่องจริง ถวนจื่อไม่ต้องกลัวไปหนา”
เดิมทีที่นางมาในวันนี้ก็เพื่อชวนถวนจื่อออกไปเล่นด้วยกัน แต่พอเห็นถวนจื่อเป็นแบบนี้แล้ว ดูเหมือนว่า…
“ข้าเห็นสภาพจิตใจเจ้าดูไม่ดีเอามากๆ หรือมิอย่างนั้นวันนี้ก็ไม่ออกไปเล่นข้างนอก แล้วพักผ่อนให้เต็มที่?”
ถวนจื่อผงกศีรษะอย่างอ่อนแรง จากนั้นจู่ๆ ก็เหยียดตัวตรง
“ไม่เอา ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่ ข้าอยากออกไปข้างนอก”
นางอยู่ที่นี่ ก็ต้องอยู่คนเดียวอีกมิใช่หรือไร
รู้สึกแย่เหลือเกิน
อี้ฟู่คิดเพียงว่านางอยากออกไปผ่อนคลายจิตใจ จึงตอบตกลง
“เช่นนั้นพวกเราไปเตรียมตัว แล้วออกไปข้างนอกพร้อมกันหรือไม่? พวกอี้หมิงรออยู่ข้างนอกกันหมดแล้ว”
เชือกสีแดงสอดเข้ากับเรือนผมสีดำขลับ ยามปลายนิ้วสะบัดไหว กระดิ่งสีทองก็ส่งเสียงดังกังวานใส
ถวนจื่อมองตัวเองในกระจก พลันหวนนึกถึงฝันร้ายเมื่อคืนก่อนขึ้นมา
นางนิ่วหน้าทันใด ก่อนจะหันศีรษะกลับไปถามว่า
“พี่อี้ฟู่ ท่านว่าความดีงามของคนผู้หนึ่งมีจำกัดจริงหรือไม่ ถ้ามอบให้คนหนึ่งได้ ก็มอบให้ผู้อื่นไม่ได้แล้ว?”
อี้ฟู่ถึงกับตะลึงงัน คิดว่านางยังคงใส่ใจในคำพูดเมื่อวานของอี้หมิง กล่าวไปว่า
“ไม่ต้องไปฟังเรื่องเหลวไหลของอี้หมิงหรอก”
ถวนจื่อพองลมเข้าแก้มทันที
เหตุใดนางถึงรู้สึกว่ามันเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้างเล่า
อี้ฟู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดต่อว่า
“ความจริงเรื่องพวกนี้ก็ตอบได้ไม่เต็มปากนักหรอก สิ่งที่เรียกว่า ‘ความดีงาม’ ก็แบ่งออกได้อีกหลายสถานการณ์ ดังนั้นจะไปเหมารวมไม่ได้”
ถวนจื่อถามว่า
“อย่างเช่นอันใดบ้างเล่า?”
“อย่างเช่น…ความดีงามที่จักรพรรดิเทพมีต่อเทพเยว่ กับความดีงามที่จักรพรรดิเทพมีต่อสองจักรพรรดิเทพน้อยเองก็ไม่เหมือนกัน”
อี้ฟู่คิดว่ายกตัวอย่างที่อยู่ใกล้ตัวนาง ถวนจื่อจะได้เข้าใจง่ายขึ้นมาหน่อย
“เจ้าว่าจักรพรรดิเทพปฏิบัติต่อสองคนนั้นเหมือนกับที่ปฏิบัติต่อเทพเยว่หรือไม่? แต่เขากลับปฏิบัติต่อจักรพรรดิเทพน้อยทั้งสองคนเหมือนกันหนา”
“มีความดีงามบางอย่างที่แบ่งได้เท่าเทียมกัน แต่บางอย่างกลับทำไม่ได้”
ถวนจื่อเงียบลงไปพักใหญ่
นางเหมือนจะพอเข้าใจ แต่ก็เหมือนจมสู่ความสงสัยที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเก่า
เช่นนั้นความดีงามที่จื่อเฉินมีต่อนาง นับเป็นความดีงามแบบที่จักรพรรดิเทพมีต่ออาเยว่ หรือเป็นความดีงามแบบที่จักรพรรดิเทพมีต่อหรงเสี่ยวเหยี่ยนและหรงเสี่ยวสวินกันแน่?
ถวนจื่อรู้สึกปวดศีรษะอยู่หน่อยๆ
นางส่ายศีรษะไปมา หมายจะสะบัดความคิดที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายทิ้งไปให้หมด
หลังจากเตรียมตัวแบบเรียบง่ายเสร็จเรียบร้อย นางก็ลุกขึ้นยืน
“พี่อี้ฟู่ พวกเราไปกันเถอะ!”
…
ถวนจื่อใช้เวลาเตรียมใจกับตัวเองอยู่ไม่น้อย
นางรู้สึกได้รางๆ ว่าความคิดของตัวเองในตอนนี้ดูจะผิดปกติมากทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฝันเมื่อคืนทำนางทรมานไม่น้อยอีก นางจึงกังวลเรื่องไปเจอจื่อเฉินอย่างมาก
ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า…นางวิตกกังวลมากเกินไป
ทุกคนเดินเล่นไปได้ไม่ถึงครึ่งของพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ก็เจอกับผู้คนไม่รู้มากมายเท่าไรแล้ว แต่ยังไม่เจอเข้ากับจื่อเฉินเลย
แล้วก็ยังไม่เจอโหมวเซวียนเซวียนด้วย
รอจนถวนจื่อถามออกไปด้วยเพิ่งรู้สึกตัว ถึงได้รู้ว่าวันนี้จื่อเฉินพาโหมวเซวียนเซวียนไปที่สระอัสนีบาตตั้งแต่เช้าแล้ว
ความเป็นจริงแล้ว ในช่วงระยะนี้นั้น การนัดหมายของพวกเขาก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด
เพียงแต่ถวนจื่อเพิ่งกลับมา ทั้งก่อนหน้านี้ยังไม่ทันได้ถาม จึงยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
ครั้นเป็นเช่นนี้ ถวนจื่อกลับอยากไปดูเสียหน่อย
อย่างใดเสียทุกคนล้วนไปที่สระอัสนีบาตได้ นางครุ่นคิดอย่างรอบคอบคราวหนึ่ง รู้สึกว่าที่ตัวเองตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้ผิดแผกอันใดเสียหน่อย
นางก็แค่สงสัยเท่านั้นจริงๆ!
อีกอย่าง พวกอี้ฟู่เองก็ยังไม่เคยเห็นสระอัสนีบาตมาก่อน ในเมื่อมาแล้ว ย่อมต้องได้ไปเดินเยี่ยมชมกันสักรอบ
ดังนั้น กลุ่มคนจึงพากันยกโขยงมุ่งหน้าตรงไปยังสระอัสนีบาตรกันทั้งแบบนี้
…
เขายืนเอามือไพล่หลัง หล่อเหลาสง่างามยิ่ง
แม้ว่าจะเป็นเพียงเงาหลัง ก็ยังคงไว้ซึ่งแรงกดดันมหาศาลเช่นเคย
ถวนจื่อมองดูด้วยความตะลึงงันจนหยุดอยู่กับที่
จื่อเฉินยืนแบบนี้…ดูเหมือนกำลังรอใครสักคนอยู่จริงๆ
แน่นอนว่าต้องรอโหมวเซวียนเซวียนที่กำลังรับการหลอมชำระจากทัณฑ์สวรรค์ในสระอัสนีบาตอยู่น่ะซี
ถวนจื่อพลันนึกย้อนไปถึงวันที่จื่อเฉินเข้าสู่ภวังค์นิทราถูกขังอยู่ในลูกไฟแสง
ตอนนั้น นางเองก็ตั้งตารอคอยทั้งวันทั้งคืน
ความอดทนทั้งมวลล้วนใช้กับคนผู้นี้จนหมดสิ้น
ผลลัพธ์กลายเป็นว่า ตอนนี้เขากำลังรอผู้อื่นอยู่อย่างนั้นหรือ!?
ถวนจื่อพลันรู้สึกโมโหขึ้นมา ในใจเหมือนมีฟองน้ำแห่งความหดหู่ลูกเล็กผุดขึ้นมาเป็นระลอก
ความจริงแล้วนางอุปนิสัยร่าเริงมาก น้อยมากที่จะระเบิดอารมณ์ใส่คนสนิทข้างกาย
แต่ว่าตอนนี้…
ไม่รอให้นางเอ่ยปาก จื่อเฉินก็ราวกับรู้สึกตัว จึงหันศีรษะกลับมามอง
ระยะห่างระหว่างสองฝ่ายไม่นับว่าไกลกัน อีกทั้งสายตาของจื่อเฉินก็ดีมากมาแต่ไหนแต่ไร
เขาจึงสังเกตเห็นว่าดวงตาของถวนจื่อบวมแดงอยู่ไม่น้อย หางตาเองก็ยังคงทิ้งรอยแดงช้ำเอาไว้
นั่นคือ…ร้องไห้หรือ?
สีหน้าของจื่อเฉินเย็นเยียบลงพริบตา สายตาคมปลาบดุจมีดกวาดมองทั่วร่างของพวกอี้หมิง
พวกอี้หมิงพร้อมใจกันรู้สึกเย็นวาบไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าพวกตนไปยั่วโมโหอะไรคนผู้นี้เข้า
จื่อเฉินกวักมือไปทางถวนจื่อ
“มานี่”
จนกระทั่งรู้สึกตัวอีกที นางก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าจื่อเฉินแล้ว
เขานิ่วหน้า ตาจับจ้องไปยังแม่นางตัวน้อยด้านหน้าของตน ก่อนจะเช็ดหางตานางอย่างแผ่วเบา
“ใครมันรังแกเจ้า”
ถวนจื่อนึกไปถึงเรื่องเมื่อวาน ในใจแค่นเสียงเย็น ผินหน้าหนีมือของเขาทันใด
การเคลื่อนไหวของจื่อเฉินพลันหยุดชะงัก
ถวนจื่อจ้องมองเขาเขม็ง ในดวงตาเผยแววตัดพ้ออย่างไม่คิดปิดบัง
ในตอนที่นางกำลังจะเอ่ยปากพูดอันใดออกมานั่นเอง สุ้มเสียงหนึ่งพลันดังแว่วมาจากด้านข้าง
“ถวนจื่อ? พวกเจ้าก็มาด้วยหรือ”
ถวนจื่อหันศีรษะไปมอง พบว่าโหมวเซวียนเซวียนเดินออกมาจากสระอัสนีบาตแล้ว และกำลังเดินมุ่งตรงมายังทางนี้
พริบตานั่นเอง นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอันใดอยู่ จู่ๆ ก็สาวเท้าก้าวไปด้านหน้า ก่อนจะคว้ามือของจื่อเฉินไว้แล้วซุกดวงหน้าเล็กลงไป
พวงแก้มอุ่นนุ่มของนางที่วางทาบลงบนหลังมือทำให้จื่อเฉินตัวแข็งทื่อไปในบัดดล
จากนั้น ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาของแม่นางตัวน้อยพึมพำอย่างเศร้าสร้อย
“ข้าฝันร้ายมา”
จื่อเฉินผ่อนลมหายใจออกมา มืออีกข้างหนึ่งลูบไหล่ของนางเบาๆ พลางเอ่ยถามด้วยความชินปากว่า
“ฝันว่าอันใด”