ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 74 ลองเรียนรู้ดู
ลมเย็นยามพลบค่ำ แสงจันทร์ดุจสายน้ำ
ทั่วทิศทางเงียบสงัด แต่ทุกถ้อยคำนั้นดังหนักหน่วงอยู่ข้างหู จบแทบกึกก้องเข้ามาในใจ
ราวกับมีอันใดบางอย่างกระโจนออกมาจากอกอย่างบ้าคลั่ง อีกทั้งแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว
เขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทางมั่นคง กอปรกับบุคลิกอันสง่างามและโอหัง
ความหนาวเย็นที่สายลมพัดพาเข้ามาล้อมรอบกายนั้น ถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนระอุและเปลวเพลิงที่ไร้ชื่อเสียงเกือบหมดสิ้นแล้ว
เขาก้มลงมองนางเป็นเวลานาน
ถวนจื่อดูเหมือนจะรู้สึกเขินอายกับสายตาของเขามากยิ่งขึ้น
แววตาของเขาช่างลึกล้ำและไม่อาจคาดเดา แต่กลับร้อนแรงจนเหมือนจะแผดเผาคนได้
ถึงแม้ไม่ได้กล่าวสิ่งใด ทว่ารัศมีอำนาจของเขายังคงน่าเกรงขามนัก ทั้งยังสามารถปกคลุมนางได้อย่างง่ายดาย
เงียบงัน สงบนิ่ง แต่กลับร้อนวูบวาบและตึงเครียด
ทันใดนั้น ถวนจื่อก็มีสติขึ้นมาเล็กน้อย
นางกำลังทำสิ่งใดอยู่ นางพูดสิ่งใดออกไป!?
ยืม…ยืมเขา…มาลองดูอย่างนั้นหรือ!?
ใบหน้าของถวนจื่อพลันร้อนผ่าวอย่างสมบูรณ์!
ก่อนที่จื่อเฉินจะกลับมา จริงๆ นางรออยู่ที่นี่อยู่สักพักแล้ว
ในหัวคิดวกไปวนมาเกี่ยวกับเรื่องราวมากมายในช่วงนี้
สิ่งที่พี่แปดกล่าวนั้นช่างสมเหตุสมผล นางก็แสดงออกชัดเจนถึงเพียงนี้แล้ว แต่การแสดงออกของจื่อเฉินในทุกแง่มุมยังคงเหมือนเดิม
นอกจากเรื่องที่เขาไม่ได้ติดต่อกับโหมวเซวียนเซวียนแล้ว ก็ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอื่นใดอีก
เขาห่างเหินกับผู้อื่นแล้ว แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ใกล้ชิดนางจนเกินไป
สิ่งเหล่านั้นที่นางและเขาทำแทบจะไม่แตกต่างจากเดิม
เช่นนั้นแล้ว…สิ่งใดเล่าที่ไม่เคยทำมาก่อน
มีสิ่งใดบ้างที่ไม่สามารถทำได้ในความสัมพันธ์อื่น และจะครอบครองไว้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ด้วยความบังเอิญบางอย่าง ทำให้นางนึกถึงสิ่งที่มองเห็นในตรอกแคบอันมืดมิดยามค่ำคืนของวันนั้น
ถึงแม้ตอนนั้นนางจะยังไม่เข้าใจ แต่ก็สัมผัสได้อย่างเลือนรางถึงบรรยากาศอันละเอียดอ่อนที่ล้อมรอบเขาสองคนโดยไม่มีใครสามารถล่วงล้ำ
นางรู้สึกอิจฉานิดหน่อย
นางจึงเอ่ยถ้อยคำนี้กับเขาอย่างไม่ทันยั้งคิด
จื่อเฉินไร้ปฏิกิริยาเป็นเวลานาน และท้ายที่สุดสติของนางก็ค่อยๆ กลับมา
นางงอนิ้วลง ทั้งยังถูกความอับอายเข้าครอบงำจนแทบอยากจะหดตัวกลายเป็นกุ้งที่ปรุงสุกแล้ว
จื่อเฉินหลุบตาลงมองนาง ครั้นเห็นนางเป็นแบบนี้ จะมองไม่ออกได้อย่างใดว่านางหวั่นกลัวอีกแล้ว
มุมปากของเขายกยิ้มเล็กน้อย
เขาคิดว่าสาวน้อยนั้นเก่งกาจยิ่งนัก แต่กลับกลายเป็นว่า…นางเป็นเพียงคนที่แข็งนอกอ่อนในเท่านั้น
ถวนจื่อไม่อาจรอได้อีกต่อไป
ความเงียบแปลกประหลาดนี้ทำให้นางแทบเสียสติ!
นางรู้สึกสลดใจเล็กน้อย ทั้งยังสับสนอย่างมาก
เห็นได้ชัดว่านางถามคำถามทำนองเดียวกับจื่อเฉินในวันนั้น ทว่าเมื่อนางยกขึ้นมาเอ่ยอีกหนในวันนี้ ความรู้สึกของนางกลับแตกต่างจากตอนนั้นโดยสิ้นเชิง
ตอนนั้นนางถามอย่างผ่อนคลาย จื่อเฉินก็ตอบไปตามใจคิด
หากแต่ตอนนี้…
หัวใจดวงน้อยของนางแทบกระโจนออกมา เลือดทั่วร่างกายก็เหมือนจะสูบฉีดเร็วขึ้น นางรู้สึกประหนึ่งว่าถูกเผาอยู่บนเพลิง และไม่รู้ว่าควรวางมือและเท้าไว้หนแห่งใด
“ถ้า…ถ้าเจ้าไม่ยินยอม ก็ให้ทำเหมือนว่าข้าไม่เคยถาม!”
นางรู้สึกขายหน้าเล็กน้อย จึงพยายามกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมาอย่างรีบเร่ง
“ข้า…ข้าก็แค่สงสัยนิดหน่อย อย่างใดเสียวันข้างหน้าก็จะได้รู้…”
ถวนจื่อไม่ได้ไตร่ตรองมากนักขณะเอ่ยเช่นนี้
นางเพียงคิดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวว่าไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเทพกับอาเยว่ หรือพี่แปดกับท่านพี่เยี่ยนชิง พวกเขาล้วนได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขกับคนที่ตนเองรัก
นางคิดว่าตนเองทำได้แน่นอน แต่มันเป็นเรื่องความแตกต่างของระยะเวลา
หากวันนี้ไม่สำเร็จ วันหน้าก็จะไม่สำเร็จเช่นกันหรือ
อย่างใดเสีย ตอนนี้จื่อเฉินยังคงปฏิบัติต่อนางดีอย่างยิ่ง อย่างน้อยเมื่อดูจากการกระทำในช่วงสองวันที่ผ่านมา ขณะนี้ตำแหน่งของนางก็ยังคงอยู่ในลำดับที่หนึ่ง
นางอยู่ใกล้ชายฝั่งแล้ว หากนางต่อสู้อีกสักตั้งก็อาจจะมีความหวัง
เพียงชั่วครู่ที่รีบเร่งเกินไป แท้จริงแล้วนางเองก็ว้าวุ่นเล็กน้อย
หลังจากเอ่ยจบ นางก็ก้มหน้าลงแล้ววิ่งไปข้างนอก แต่นางกลับไม่ได้สังเกตเห็นว่าชายตรงหน้ามีสีหน้าหม่นมองลงฉับพลัน
นางต้องการจะสื่อสิ่งใดผ่านถ้อยคำนี้
ก่อนที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด นางก็กล่าวอ้างมาก่อนว่าเขาไม่ยินยอม ทั้งยังเอ่ยอีกว่า…จะได้รู้ในวันข้างหน้าอย่างนั้นหรือ
นางไปรู้มาจากหนแห่งใด
วิ่งไปข้างนอกเพื่อตามหาผู้ใดอีก
เขาไม่ได้ลืมว่าในพระราชวังมายาศักดิ์สิทธิ์ยังมีเด็กเหลือขออยู่สองสามคนที่มีความรู้สึกแอบแฝงต่อนาง
ไม่สิ มีมากกว่านั้นนิดหน่อย
เมื่อก่อนนางไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เริ่มตระหนักรู้ในเรื่องนี้บ้างแล้ว คนเหล่านั้นยังคงนิ่งเฉยได้อย่างใดกัน
ทันทีที่ย่างเท้า ถวนจื่อก็จมสู่อ้อมกอดของเขาอย่างรุนแรง
ปลายจมูกที่เชิดขึ้นของนางกระทบกับอกแกร่งอันแผ่กว้างของเขา ทำให้นางเจ็บปวดจนทนไม่ไหวกระทั่งหลั่งน้ำตาออกมาทันควัน
“…เหตุใดเจ้าจึงหยุดข้าไว้!”
คล้ายว่าจื่อเฉินจะถอนหายใจและเอ่ยปากถาม
“อยากรู้จริงหรือ?”
ถวนจื่อตกตะลึงไปชั่วขณะ หลังจากได้สติจึงรู้ว่าเขาหมายถึงสิ่งใด
ทันใดนั้น ความรู้สึกอันล้นหลามของนางก็เริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมายังก้นบึ้งของหัวใจ ซึ่งหัวใจของนางทั้งโศกเศร้าและอ่อนไหว
แม้แต่นางก็ยังไม่อาจบอกได้ว่าความรู้สึกนี้มาจากหนแห่งใดและหมายถึงสิ่งใด
นางอยากจะบ่ายเบี่ยง แต่สายตากลับจับจ้องไปยังริมฝีปากของเขาที่อยู่ตรงหน้า ถึงกระนั้นก็ยังลังเลอยู่เล็กน้อย
อย่างใดก็ตาม นางได้ถามออกไปแล้ว…
หากวันนี้พลาดพลั้งจะต้องรอครั้งหน้าจนถึงเมื่อไร
หากถึงตอนนั้นแล้วนางไม่มีความกล้าล่ะ…
หลังจากนั้นไม่นาน นางก็กระแอมเสียงแผ่ว ก่อนจะรวบรวมความกล้าที่เหลือทั้งหมดแล้วพยักหน้าตกลง
จื่อเฉินเอื้อมมือไปลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน กอปรกับแววตาที่ดูหมดหนทางและยอมให้ทำตามใจ
“เพียงครั้งเดียวเท่านั้น”
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะสามารถควบคุมมันได้หรือไม่ ฉะนั้นสิ่งนี้จึงเป็นขีดจำกัด
ถวนจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางไม่ได้คิดว่าผู้ชายตรงหน้าเป็นคนตระหนี่หรอก ทว่า…สายตาแบบนั้นคืออันใดกัน
ไยจึงยังดูเหมือนกำลังมองเด็กเล่นพิเรนทร์อยู่ล่ะ
เดิมทีนางมีความอ่อนไหวต่อเรื่องนี้เป็นพิเศษ หลังจากคิดฟุ้งซ่านอยู่ชั่วครู่ จิตใจของนางก็เต็มไปด้วยความกระดากอายและกระสับกระส่าย ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกไม่ยอมรับ
นางกัดฟันแล้วจับชายเสื้อตรงอกของเขา ก่อนจะเขย่งเท้าขึ้น
นางประทับรอยจูบลงบนริมฝีปากของเขาอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของนาง
จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงหัวใจตนเองที่เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
นางผละมือออกอย่างมึนงง ก่อนจะทาบมันลงบนอกโดยไม่รู้ตัว
ไม่เคยเลย…ดูเหมือนว่าหัวใจไม่เคยเต้นแรงถึงเพียงนี้มาก่อน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการกระทำนั้นอาจหาญและปลุกเร้าเหลือเกิน หรือเป็นเพราะอุณหภูมิร่างกายของเขาสูง ทั้งยังมีลมหายใจที่แผ่วเบานัก
บางทีอาจจะประหม่าจนเกินไป ขณะนี้ในหัวของนางไม่มีความคิดอื่นใดอยู่เลย
ทุกอย่างเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงเร็วเหลือเกิน นางรู้สึกเหมือนกลืนผลไม้ด้วยความรีบร้อน แต่เนื่องจากไม่ได้เคี้ยวมัน นางจึงไม่ได้ลิ้มรสเลยสักนิด
“พอ…พอแล้ว”
นางเอื้อนเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก ทั้งยังรู้สึกเวียนหัว
“ก็ดูเหมือน…เหมือนจะไม่รู้สึกอันใดเลย”
ครั้นจื่อเฉินได้ยินเช่นนั้น เขาก็ได้สติขึ้นมา
เขาจ้องมองนางแล้วหัวเราะขึ้นมาพลัน
“จริงหรือ?”
ถวนจื่อรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูกจึงส่งเสียง “อืม” ออกมาอย่างเหม่อลอย
ทันใดนั้น เขาก็ก้าวไปข้างหน้า โอบเอวนางด้วยมือข้างเดียวแล้วเหนี่ยวเข้าสู่อ้อมแขน
มือที่ตอนแรกกำลังนวดคลึงกระหม่อมของนางเบาๆ ก็เปลี่ยนตำแหน่งอย่างแยบยล พร้อมทั้งประคองท้ายทอยของนางเอาไว้ด้วยความอ่อนโยน
ด้วยท่าทางที่ใกล้ชิดทั้งยังถูกพันธนาการเอาไว้ เขาจึงแสดงออกถึงการรุกเข้าหาเพียงหนึ่งเดียวที่ได้ทำในช่วงนี้โดยการโน้มตัวลงจุมพิตนาง
ถวนจื่อตระหนักถึงอันใดบางอย่างก่อนจะเบิกตากว้างทันควัน
“เจ้าไม่ได้เอ่ยว่าแค่ครั้งเดียวหรือ…”
เขาหยุดอยู่ห่างจากนางเพียงเอื้อมมือ ก่อนจะสอดมือที่มีข้อชัดเจนและแข็งแกร่งเข้าไปในกลุ่มผมอันอ่อนนุ่มของนาง เสียงของเขาทุ้มต่ำและคล้ายกับว่ามีรอยยิ้มเจืออยู่
“อันนั้นไม่นับ”
“ส่วนอันนี้…ลองเรียนรู้ดู”
ยังไม่ทันกล่าวจบ เขาก็ปิดบทสนทนาด้วยการจุมพิต กลืนกินความใคร่รู้และข้อสงสัยทั้งหมดของสาวน้อยลงไป พร้อมทั้งตอบคำถามของนางด้วยความอดทดอย่างยิ่ง