ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 77 ต้องเลือกเพียงหนึ่งเดียว
วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งอากาศแจ่มใส
หน้าตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยผู้คน บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ
ชายหนุ่มจำนวนมากมีสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง ขณะที่มองไปยังหญิงสาวที่ยืนอย่างสง่างามอยู่ในตำแหน่งสูงสุดด้วยสายตาชื่นชมอย่างเต็มเปี่ยม
อาภรณ์สีแดงทองประดับลายเส้นอันงดงามประณีต แสงแดดกระทบเป็นประกายระยิบระยับ ชายกระโปรงที่ไม่สมมาตรกันห้อยลงมาตามขาเรียวยาวของนาง เมื่อสายลมพัดผ่านก็ยิ่งดูงดงามจับตา
ผิวเนียนละเอียดดั่งหยก ใบหน้างดงาม
สิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดคือดวงตาราวกับองุ่นดำคู่นั้น แวววาวและเปล่งประกาย
เมื่อกะพริบตาเบาๆ ขนตาที่หนาและโค้งงอก็เหมือนแปรงเล็กๆ ที่ปัดผ่านหัวใจของผู้คน
ไม่ต้องเอ่ยถาม ทุกคนต่างรู้ดีว่าผู้นี้คือตัวหลักของวันนี้…อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่มีพันธสัญญาร่วมชีวิตของเยว่เสิน และยังเป็นนายน้อยแห่งตระกูลหงส์ทองคำนั่นคืออี้ถวน
นางยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสง่างาม บนใบหน้าประดับรอยยิ้ม มีลักยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก กลับเปล่งประกายยิ่งกว่าแสงแดดในวันนี้เสียอีก
ฉู่หลิวเยว่และหรงซิวนั่งอยู่ข้างๆ กัน
ทางด้านหลังบรรดาเสินสื่อรวมทั้งแม่ทัพสวรรค์ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาต่างก็มาด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดมาเพื่อสนับสนุนอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
เมื่อเห็นการจัดงานเช่นนี้ ใครๆ ก็ย่อมมองออกว่าเยว่เสินให้ความสำคัญกับถวนจื่อมากเพียงใด
ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงยิ่งรู้สึกกดดัน กลัวว่าหากแสดงอะไรผิดพลาดออกไป จะทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องบนไม่พอใจ
กฎกติกาเรียบง่าย หลังจากที่เฉินอีขึ้นไปอธิบายสั้นๆ การแข่งขันก็เริ่มขึ้นทันที
เนื่องจากมีผู้สมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สนามแข่งขันจึงถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง และทำการคัดเลือกพร้อมกัน
ผู้เข้าแข่งขันเริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนยากจะตัดสินผู้ชนะได้
อี้ฟู่ยิ้มและพยักหน้า
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ถวนจื่อล้วนเป็นที่หมายปองอย่างชัดเจน
สามารถดึงดูดคนมามากมายขนาดนี้ได้ก็สมเหตุสมผลแล้ว
“อี้หมิงก็ไปเหมือนกัน ข้าว่าบางทีเขาอาจมีหวังก็เป็นได้!”
สาวน้อยคนนั้นหัวเราะพลางหยอกล้อ
ความคิดเช่นนั้นของเขา คนในตระกูลล้วนรู้เรื่องนี้ดีและมองว่าน่าจะเป็นไปได้อย่างมาก
อี้ฟู่ย้อนถามกลับไปว่า
“เหตุใดถึงมั่นใจนักล่ะ? ถึงแม้อี้หมิงจะเก่ง แต่ที่นี่เขาก็ไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดหรอกนะ”
สาวน้อยหัวเราะ ‘คิกคัก’ ออกมา
“แล้วจะอย่างไรล่ะ? เขาต้องติดหนึ่งในสิบอย่างแน่นอน! เมื่อถึงตอนนั้นถวนจื่อยังจะเลือกใครได้อีกเล่า?”
ในสายตาของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานะของสายเลือดเดียวกันในตระกูล หรือความจริงใจที่เขาแสดงออกมาอย่างชัดเจน อี้หมิงก็คือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับถวนจื่อ
ทุกครั้งที่นางอยู่กับอี้หมิงก็ดูมีความสุขไม่ใช่หรือ
เช่นนี้ยังไม่ชนะอีกหรือ
อี้ฟู่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่เหลือบมองไปยังตำแหน่งที่อยู่เหนือเขาเท่านั้น
จื่อเฉินนั่งอยู่ไม่ไกลจากเสินเยว่ ตำแหน่งของเขาอยู่ติดกับถวนจื่อ
เขานั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบสงบ สีหน้าราบเรียบและเยือกเย็นเช่นเคย
ด้านล่างการประลองดำเนินไปอย่างดุเดือด แต่เขากลับไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
อี้ฟู่ขมวดคิ้ว
ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจื่อเฉินไปทำอะไรไว้ จึงทำให้เสินเยว่ต้องจัดงานเลือกคู่ให้ถวนจื่อเช่นนี้
หรือว่าเขาไม่อยากแย่งชิง?
“ถวนจื่อ ที่นั่งดูอยู่ก็เหมือนกัน”
เมื่อเห็นร่างตรงหน้าที่ขยับไปมาไม่หยุด ในที่สุดฉู่หลิวเยว่จึงเอ่ยขึ้น
ถวนจื่อหันกลับมามองนางด้วยสายตาอ้อนวอน
นางเองก็อยากนั่งเหมือนกัน!
ทว่าคนข้างๆ นางคือจื่อเฉิน!
หลังจากคืนนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เจอเขา
สุดท้ายต้องมาเจอกันในสถานการณ์เช่นนี้…
แม้ว่าจื่อเฉินจะไม่ได้พูดอะไร และดูเหมือนไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม แต่นางกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดแปลกไป
อันที่จริงนางไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องการเลือกคู่นี้เลย…นางออกไปได้หรือไม่นะ
เหมือนรับรู้ได้ถึงความคิดในใจของนาง ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้วขึ้นพลางมองถวนจื่อครู่หนึ่ง
ถวนจื่อเบะปากเล็กน้อย ก่อนจะยอมจับที่วางแขนและนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ
ทั้งร่างของนางขยับเข้าไปใกล้ทางฉู่หลิวเยว่แทบจะทั้งตัว เหมือนพยายามสร้างกำแพงกั้นตัวเองออกจากคนทางด้านขวา
จื่อเฉินเหลือบมองนางแวบหนึ่ง
“นั่งดีๆ”
ถวนจื่อตอบกลับว่า
“อ้อ”
นางขยับแขนขาที่แข็งทื่อของตัวเองเล็กน้อย แล้วนั่งตัวตรงอย่างเรียบร้อย
ผ่านไปสักพัก ในที่สุดนางก็อดไม่ได้จึงแอบมองไปทางนั้นอย่างเงียบๆ
เดิมที่จื่อเฉินกำลังมองลานประลองอยู่ แต่ในขณะนี้เหมือนเขาจะรู้สึกตัวจึงหันหน้ามามองนาง
สายตาประสานกันโดยไม่ทันตั้งตัว
ดวงตาของเขาดำสนิท แต่ในส่วนลึกที่สุดเหมือนมีประกายสีม่วงทองวาววับ
แต่สีหน้าเช่นนี้เผยให้เห็นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิมและเบือนสายตาออกไป
ราวกับว่า…ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตาของนาง
ทว่าไม่รู้ทำไมนางกลับรู้สึกประหม่าอย่างไม่มีเหตุผล จนแทบนั่งไม่ติด
แต่จื่อเฉินกลับไม่ได้พูดอะไร
จู่ๆ นางก็คิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา หลังจากลังเลอยู่ครึ่งค่อนวัน นางก็ขยับขึ้นไปข้างหน้าและเอ่ยถามออกมาเบาๆ ว่า
“จื่อเฉิง จะ…เจ้า…”
นางตั้งใจจะถามเขาว่าจะลงไปแข่งหรือไม่ แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก กลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น
จื่อเฉินมองมาด้วยสีหน้าราวกับรอคำถามจากนาง
ถวนจื่อเกาหัวตัวเอง ก่อนจะเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างหมดหวัง
พูดไม่ออกจริงๆ
หากเขามีใจจริงๆ จำเป็นต้องให้นางถามด้วยหรือ
แต่หากนางไม่มีใจ…นางจะบังคับให้เขาออกจากลานประลองได้อย่างไรกัน
ยิ่งไปกว่านั้นหลายสิ่งหลายอย่างดูเหมือนจะเปลี่ยนไปหลังจากจูบนั้น
เมื่อคิดถึงเรื่องในวันนั้นใบหูของนางก็ร้อนผ่าวขึ้นมา
แต่คนข้างๆ กลับยังคงนิ่งเฉย ราวกับจะเฝ้ามองอย่างนิ่งดูดาย ยิ่งทำให้นางรู้สึกคับข้องใจอย่างมาก
นางไม่รู้ว่าตัวเองกำลังงอนใครอยู่ จึงได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา
…
เวลาค่อยๆ ผ่านไป การประลองยิ่งทวีความดุเดือดขึ้น
บางทีอาจเป็นเพราะฉู่หลิวเยว่และหรงซิวเป็นผู้จัดงานนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติปานกลางคงไม่กล้าเข้ามาร่วมสนุกด้วยมากนัก
ดังนั้นหลังจากผ่านการคัดเลือกไปหลายรอบ ผู้ที่เหลืออยู่ล้วนมีคุณสมบัติไม่ธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือฝีมือ ล้วนโดดเด่นไม่แพ้กัน
ถวนจื่อใจลอยจนแทบไม่ได้ตั้งใจดูการประลองอย่างจริงจัง
แต่นางก็ยังตั้งใจดูการประลองบนเวทีอยู่บ้าง ราวกับกำลังพิจารณาเลือกอย่างตั้งใจ
สายตาที่มุ่งมั่นของนางในเวลานี้ตกอยู่ในสายตาของเด็กหนุ่มบนเวที พวกเขาต่างรู้สึกมีกำลังใจอย่างมาก พากันฮึกเหิมและพยายามแสดงท่าทางที่สง่างามและฝีมือที่ดีที่สุดออกมา ราวกับหวังให้นางประทับใจที่สุด
“ชอบคนไหนหรือ”
เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นดังขึ้นข้างหูโดยไม่ทันตั้งตัว
ถวนจื่อตกใจสะดุ้ง ก่อนจะรู้ว่าคนที่ถามคำถามนั้นคือจื่อเฉิน
เขานั่งพิงเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งเท้าพนักเก้าอี้ในท่าทางผ่อนคลาย
เขาไม่ได้มองนาง เพียงแค่ถามออกมาลอยๆ เท่านั้น
ถวนจื่อชะงักไปเล็กน้อย
ในตอนนี้บนเวทีเหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงยี่สิบคน หลังจากการประลองจบลงผู้ชนะสิบคนจะได้เข้าสู่รอบสุดท้าย
หรือว่า…เขากำลังจะให้นางเลือก?
ถวนจื่อขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดว่า
“ก็พอได้ทุกคนกระมัง…”
ในสายตาของนางทุกคนดูไม่มีอะไรแตกต่าง
ทันทีที่คำพูดจบลง นางก็สัมผัสได้ว่าลมปราณรอบตัวจื่อเฉินเย็นลงหลายส่วน
นางเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง และรอให้เขาตอบ แต่เขากลับไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ไม่นานผู้เข้ารอบสิบคนสุดท้ายก็ถูกคัดเลือกในที่สุด
อี้หมิงเป็นหนึ่งในนั้น
นอกจากเขาแล้ว คนที่เหลือล้วนเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นไม่ธรรมดา
ในตอนนี้สายตาของพวกเขาต่างจับจ้องไปที่ถวนจื่อ เต็มไปด้วยความชื่นชมและตื่นเต้นดีใจที่ยากจะปกปิด
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ถวนจื่อ
นางกะพริบตาถี่ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนลำคอของนางถูกอัดแน่นจนพูดไม่ออก
“ข้า…”
นางฝืนเอ่ยออกมาได้เพียงคำเดียว แต่ยังไม่ทันพูดจบ คนข้างๆ นางก็ลุกขึ้นทันที
“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจไม่ได้ เช่นนั้นข้าจะช่วยเลือกให้เจ้าก่อนดีหรือไม่”
เสียงพูดที่ดังขึ้นมา ทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างตะลึงงัน
สายตานับไม่ถ้วนหันมามองที่ชายหนุ่มในชุดดำพร้อมกัน ผู้ที่มีร่างสูงใหญ่สง่างาม และรัศมีรอบกายเยียบเย็น พวกเขาต่างพากันสับสนงุนงงอย่างมาก
นี่…มันเรื่องอะไรกัน?
แต่ไม่นานก็มีคนตอบกลับมาว่า
“นั่นคือจื่อเฉิน เขาจะช่วยถวนจื่อคัดเลือก?”
“ทั้งสองคนนี้ล้วนเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์พันธสัญญาของเสินเยว่ และดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่น้อย ได้ยินมาว่าจื่อเฉินดูแลถวนจื่อเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ในสถานการณ์เช่นนี้ที่เขามาช่วยคัดเลือก ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติกระมัง”
“ก็จริงอย่างว่า…แต่เหตุใดข้าดูแล้ว เหมือนว่าเขาจะผ่านด่านนี้ได้ยากอยู่เหมือนกันนะ?”
“ถวนจื่อก็ไม่ได้คัดค้าน…จื่อเฉินขึ้นเวทีไปแล้ว!”
ใช่!
เมื่อจื่อเฉินถามคำถามนั้น เขาก็ก้าวขึ้นไปบนลานประลองแล้วโดยไม่รอคำตอบของถวนจื่อด้วยซ้ำ
ถวนจื่ออ้าปากค้าง เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว นางทำได้เพียงพยักหน้าและตอบกลับไปอย่างเสียไม่ได้ว่า
“ตกลง”
จื่อเฉินก้าวเดินไปอย่างช้าๆ ในที่สุดก็หยุดลง
เหล่าเด็กหนุ่มบนเวทีต่างรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เมื่อเขาสัมผัสได้ลางๆ ว่ามีบางอย่างผิดแปลกไป จึงลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก
“อี้หมิงขอท้าประลอง! หวังว่าผู้อาวุโสจื่อเฉิน โปรดชี้แนะ!”
คำว่า ‘ผู้อาวุโส’ ถูกเน้นน้ำเสียงหนักกว่าปกติอยู่สามส่วน
จื่อเฉินเลิกคิ้วขึ้น พลางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ตกลง”
เขาตอบรับเบาๆ จนทุกคนต่างพากันประหลาดใจไปชั่วขณะ
เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ รีบพูดขึ้นในทันทีว่า
“เช่นนั้นพวกเราถอยไปก่อน เหลือพื้นที่ให้ว่าง…”
“ไม่จำเป็น”
จื่อเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จากนั้นเขายกฝ่ามือขึ้นช้าๆ
ในวินาทีนั้นหัวใจของอี้หมิงราวกับเสียงระฆังเตือนภัย!
เขาถอยออกไปโดยไม่ลังเล! ตั้งใจหลบการโจมตี!
ทว่าเพิ่งขยับได้เพียงก้าวเดียว ร่างของเขากลับแข็งค้างอยู่ที่เดิม และไม่สามารถขยับตัวได้อีก!
แรงกดดันมหาศาลพุ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน แทบทำให้ผู้คนสิ้นหวัง จนไม่อาจหนีรอดไปได้แม้แต่นิดเดียว!
ทันใดนั้นแสงสีม่วงทองพลันส่องประกายจากฝ่ามือของจื่อเฉิน!
ร่างของอี้หมิงถูกซัดกระเด็นออกไปทันที!
ตุ๊บ!
เขาตกกระแทกพื้นอย่างแรง ร่างกายสั่นสะท้านก่อนจะกระอักเลือดออกมาจนใบหน้าขาวซีด
จื่อเฉินเหลือบมองเขาแวบหนึ่งด้วยสายตาเรียบเฉย น้ำเสียงสงบนิ่งดุจสายลม
“ตกรอบ คนต่อไป”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป จนทุกคนแทบไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง สุดท้ายก็พบว่าการประลองได้จบลงแล้ว
เด็กหนุ่มสองสามคนเมื่อครู่นี้สีหน้ายังเต็มไปด้วยความมั่นใจและความหวัง เมื่ออยู่ต่อหน้าจื่อเฉินกลับไร้เรี่ยวแรงอย่างง่ายดาย และทุกคนถูกกวาดออกจากลานประลองจนหมด!
ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!
ดูเหมือนจื่อเฉินจะไม่อยากเสียเวลากับเรื่องนี้มากนัก เขาจึงไม่ได้ออมแรงแม้แต่น้อย
นอกจากคนอื่น ทุกคนไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว
แม้คนเหล่านั้นจะมีความสามารถโดดเด่น แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว กลับดูด้อยกว่าโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นเมื่อทุกคนตั้งสติได้อีกครั้ง บนลานประลองก็เหลือเพียงเด็กหนุ่มคนสุดท้ายเท่านั้น
จื่อเฉินยกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย
หน้าของเด็กหนุ่มนั่นขาวซีดทันที ความต้องเอาชีวิตรอดอย่างแรงกล้าทำให้เขาหลุดปากออกมาว่า
“ข้ายอมแพ้! ข้าขอสละสิทธิ์!”
ยังไม่ทันที่จื่อเฉินจะตอบกลับไป เด็กหนุ่มคนนั้นก็กระโดดลงจากเวทีอย่างรวดเร็ว แทบจะวิ่งหายวับไปในฝูงชนทันที
ไม่ว่าจะแต่งภรรยาหรืออะไรก็ตาม ก็ต้องรักษาชีวิตตัวเองให้รอดเสียก่อน!
จื่อเฉินพยักหน้าเบาๆ แสดงถึงความพอใจที่หาได้ยากจากการรู้ความของเด็กหนุ่มคนนั้น
เขาปัดเสื้อผ้าเบาๆ และหมุนตัวกลับมา ยืนกอดอกอย่างสง่างามแล้วหันไปมองถวนจื่อ
“เจ้าเลือกสิ”
เขาพูดขึ้น
…
ความเงียบเข้าครอบงำ
ผู้คนต่างพากันจ้องมองเหตุการณ์นี้ด้วยความตกตะลึง
เลือกเหรอ
คนก็ไม่เหลือแล้วจะให้เลือกอะไรเล่า!
เสี่ยวปากัดฟันอย่างอดไม่ได้พลางกลอกตาไปมา
“ชิ! ไม่มียางอายเอาซะเลย!”
สือฟังและคนอื่นๆ ก็พยักหน้าด้วยสีหน้างุนงง
“ข้าไม่เคยเห็นใครไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อนเลย”
เดิมทีคิดว่าคนผู้นี้คงเป็นพวกเย็นชาไร้หัวใจ ที่ไหนได้…
เจี่ยนเฟิงฉือกลับถอนหายใจออกมา ก่อนจะหันไปมองมู่หงอวี่ที่อยู่ข้างๆ
“หากข้าไร้อย่างอายเช่นนี้.…”
คนที่ข้าหมายปองคงตกเป็นของข้าไปนานแล้วไม่ใช่รึ!
ถวนจื่อก็สับสนมึนงง
“เลือก…คนไหน?”
ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกแล้วสินะ!
คนที่ตกเวทีก็หมดสิทธิ์แล้ว เช่นนี้เขาก็ไม่เหลือใครไว้ให้นางเลยสักคน!
เมื่อเสียงพูดดังขึ้น นางชะงักในทันที
จึงเงยหน้าสบตากับอีกฝ่าย จู่ๆ นางก็เข้าใจบางอย่างขึ้นมาอย่างชัดเจน หัวใจเต้นระรัว
ผู้คนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ บรรยากาศค่อยๆ เงียบลง สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยต่างพากันมองไปมาระหว่างเขาทั้งสองคน
นี่มัน…
เมื่อจื่อเฉินได้ยินดังนั้น กลับเพียงเลิกคิ้วขึ้นและพูดว่า
“อย่างไรวันนี้เจ้าก็ต้องเลือก”
ตัวเลือกทั้งหมดถูกเขาตัดทิ้งจนหมดสิ้น
หากจะเลือกก็มีแค่เขาเท่านั้น
ถวนจื่อขยับนิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา
“แต่…เจ้าบอกไม่ใช่หรือว่ามีคนที่ชอบแล้ว”
จื่อเฉินพยักหน้า มุมปากยกขึ้นเผยรอยยิ้มบางๆ
“บังเอิญนัก”
“คนนั้นก็คือเจ้า”