ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนพิเศษ ตอนที่ 78 อิสระ
ในค่ำคืนนี้
แสงจันทร์สาดส่องดุจสายน้ำ เงาไม้พลิ้วไหวตามแรงลม
ในลานบ้านมีใครบางคนกำลังนั่งอยู่เงียบๆ
กลิ่นหอมของสุราลอยฟุ้งไปทั่ว
บุรุษทางด้านซ้ายสวมชุดปลายแขนกว้าง มือหนึ่งถือจอกสุรา ท่าทางผ่อนคลาย
ใบหน้าหล่อเหลา สง่างามไร้ที่ติ
โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าราวกับมหาสมุทร ภายใต้แสงจันทร์ในค่ำคืนนี้ยิ่งดูลึกล้ำยากจะหยั่งถึง คิ้วรูปกระบี่ยกขึ้นเล็กน้อย ยิ่งเพิ่มความสง่างามที่ยากจะพรรณนา ผสานกับเสน่ห์อันเยียบเย็นได้อย่างลงตัว
“คิดไม่ถึงว่า คุณชายเจี่ยนผู้มีชีวิตอิสระเสรีมาโดยตลอด จะมีวันที่ต้องพึ่งเหล้าระงับความเศร้าด้วยเหมือนกัน”
เสียงทุ้มต่ำสดใสดังขึ้น
จากนั้นร่างสูงสง่าของใครบางคนก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบงันในลานบ้าน
ยังไม่ทันเห็นว่าเขาขยับตัวเช่นไร ร่างของเขาก็ไปนั่งอยู่ที่เก้าอี้อีกฝั่งแล้ว
เจี่ยนเฟิงฉือเงยหน้าขึ้นมองเขา พลางยิ้มเล็กน้อย
“คุณชายอวิ๋นดูจะว่างมากสินะ?”
อวิ๋นมู่เฉินยกมุมปากยิ้มขึ้น ก่อนจะรินเหล้าให้ตัวเองอย่างสบายใจ
เขาหมุนจอกในมือเบาๆ โดยไม่สนใจกับคำพูดเย้าแหย่ของอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงรื่นเริงว่า
“ไม่ใช่หรอก ช่วงนี้ยุ่งมากต้องคอยนับเงิน ใช้เงินจนแทบไม่มีเวลา”
เจี่ยนเฟิงฉือหัวเราะเยาะขึ้น
ตอนนี้ใครๆ ต่างก็รู้กันดีว่า การกำเนิดของสองจักรพรรดิเทพทำให้อวิ๋นมู่เฉินพลิกโต๊ะพนันได้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้เขากลายเป็นผู้มั่งคั่งอย่างแท้จริง
ตอนนี้เมื่อเห็นใบหน้าของอวิ๋นมู่เฉิน เขาก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
“เหล้าพวกนี้ไม่ได้ให้ฟรีๆ หรอกนะ”
อวิ๋นมู่เฉินหัวเราะขึ้น
“เหล้าอำลาก็คิดเงินหรือ”
เจี่ยนเฟิงฉือชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองเขาและเอ่ยถามขึ้น
“เจ้าจะไปแล้วหรือ”
อวิ๋นมู่เฉินขยิบตา
“ใช่แล้ว อยู่ที่นี่มานานพอสมควร ถ้าไม่กลับไปสักที เกรงว่าเจ้าดอกไม้ของข้าคงคิดถึงจนล้มป่วย ข้าทนไม่ได้จริงๆ”
เขาพูดพลางลูบคางเบาๆ
“โชคดีที่คราวนี้ได้กำไรมาไม่น้อย กลับไปแล้วจะเลือกของดีๆ ไปฝากนางสักหน่อย”
เจี่ยนเฟิงฉือขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“คนที่เจ้าพูดถึงคือ…”
อวิ๋นมู่เฉินหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ภรรยาของข้าน่ะสิ”
เจี่ยนเฟิงฉือยิ่งตกใจกว่าเดิมและเอ่ยถามขึ้น
“เจ้าแต่งงานแล้ว?”
“เหตุใดล่ะ แปลกมากหรือ”
อวิ๋นมู่เฉินเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
“เจ้าคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเจ้าหรือ”
เจียนเฟิงฉือรู้สึกราวกับโดนยิงเข้าที่หัวเข่าในทันที
ตอนนี้แม้แต่เด็กสาวตัวน้อยถวนจื่นยังถูกจื่อเฉินคนไร้ยางอายแย่งไปจนได้ แล้วเขาล่ะ…
เขาดูเหมือน…ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นใช่หรือไม่
เมื่อเห็นเจี่ยนเฟิงฉือเงียบไป อวิ๋นมู่เฉินก็อดรู้สึกเห็นใจขึ้นมาไม่ได้
เขายื่นมือไปตบไหล่เจียนเฟิงฉือเบาๆ และพูดขึ้นว่า
“พี่ชาย อย่าเพิ่งหมดหวัง ตามตื๊อต่ออีกหน่อย อย่างใดก็ต้องมีหวังบ้างล่ะ อย่างน้อยเจ้าก็ไม่มีพี่ชายที่คอยกันท่าใช่หรือไม่ล่ะ”
เจี่ยนเฟิงฉือมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
คำพูดที่ได้ยินนั้น..เห็นได้ชัดว่ามีอันใดบางอย่างซ่อนอยู่
อวิ๋นมู่เฉินกระแอมไอขึ้น พลางแอบถอนหายใจเบาๆ และรู้สึกเห็นใจตัวเองขึ้นมา
เมื่อนึกถึงการไล่ตามน้องสาวที่ชื่นชอบคนหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็รู้สึกเศร้าใจอย่างมาก
ทว่าเขาไม่มีทางพูดเรื่องนี้ออกไป
“ตราบใดที่นางชอบเจ้า รออีกสักหน่อยจะเป็นอันใดไป”
เจี่ยนเฟิงฉือได้ยินดังนั้น ก็ยกเหล้าที่เหลืออยู่ครึ่งจอกขึ้นดื่มจนหมด
ความร้อนแรงแผ่ซ่านจากลำคอลงไปถึงทรวงอก
สายลมพัดผ่านใบไม้สั่นไหว
บนระเบียงทางเดิน แสงโคมไฟส่องสว่างทอดยาว
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย เม้มริมฝีปากแน่นและนิ่งเงียบไป
ผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้ารู้ได้อย่างใดว่านางชอบข้า”
ดวงตาของอวิ๋นมู่เฉินแปลกใจขึ้นเล็กน้อย
เจี่ยนเฟิงฉือถอนหายใจเบาๆ ดวงตาเข้มขึ้นราวกับกำลังจมอยู่ในความคิด
“ตั้งแต่แคว้นเย่าเฉินจนถึงสำนักหลิงเซียว จากนั้นไปถึงท่าเรือดอกท้อ และสุดท้ายที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์… นางไปที่ไหน ข้าก็ตามไปที่นั่น แต่ดูเหมือนนางจะคอยหลบหน้าข้าอยู่ตลอด หลายครั้งข้ารู้สึกว่านางน่าจะมีใจให้ข้า แต่จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่กล้ายืนยันได้เลย”
ไม่นานนัก เขาก็ละสายตากลับมาและถามขึ้นด้วยท่าทางใจเย็นว่า
“พูดเช่นนี้ หมายความว่าเจ้าจะเลิกตามนางแล้วหรือ”
เจี่ยนเฟิงฉือยกมือขึ้นกุมขมับ
เขาเป็นคนคอแข็งมาโดยตลอด แต่วันนี้ตั้งใจปล่อยตัวจนเริ่มเมามาย
ทิวทัศน์เบื้องหน้าดูเหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกบางๆ ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน
เวลาผ่านไปพักใหญ่ จนกระทั่งอวิ๋นมู่เฉินคิดว่าเขาคงยอมรับคำถามนั้นแล้ว ในที่สุดเจี่ยนเฟิงฉือก็เอ่ยขึ้นมา
“ถ้าไม่จีบนาง แล้วจะให้ข้าไปจีบใคร”
อวิ๋นมู่เฉินยิ้มที่มุมปากและพูดขึ้นว่า
“ผู้หญิงในใต้หล้านี้มีเป็นหมื่นเป็นพัน เหตุใดเจ้าถึงต้องผูกตัวเองไว้กับต้นไม้ต้นเดียวเล่า? ข้าได้ยินมาว่า คุณชายเจี่ยนในอดีตที่เมืองเทียนลิ่งนั้น เป็นถึงบุรุษเจ้าสำราญผู้โด่งดัง เป็นที่หมายปองของแม่นางนับไม่ถ้วนเลยมิใช่หรือ”
ด้วยรูปลักษณ์สง่างามของเจี่ยนเฟิงฉือ เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ เขาก็เป็นบุรุษรูปงามที่อาจนำพาความวุ่นวายได้โดยแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น ฐานะและความสามารถในตอนนี้ของเขาก็ล้วนโดดเด่นยิ่งนัก
เจี่ยนเฟิงฉือนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราออกมาและพูดขึ้นว่า
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก”
อวิ๋นมู่เฉินหัวเราะเบาๆ และพูดขึ้น
“ข้าไม่เข้าใจงั้นหรือ? คนในมักมองไม่เห็น แต่คนนอกกลับมองเห็นชัดเจน หากจะบอกว่านางไม่มีใจให้เจ้าสักนิด ก็คงไม่ใช่ เพียงแต่…เจ้าไม่เคยคิดหรือว่าเหตุใดนางถึงไม่ยอมตอบรับเจ้าเสียที?”
เจี่ยนเฟิงฉือเงยหน้ามองเขา
“ก็เพราะเมื่อก่อนเจ้าเจ้าชู้ยิ่งนัก…”
“เจ้าพูดบ้าอันใด!”
จู่ๆ เจี่ยนเฟิงฉือก็พูดแทรกขี้น
อวิ๋นมู่เฉินมองเขาด้วยสายตาน่าสนใจ
ลมดูเหมือนจะแรงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“พี่ชาย ข้าว่าปล่อยไปดีหรือไม่ นางไม่ยอมรับเจ้า แล้วเจ้าจะเก็บจดหมายพันธสัญญาแผ่นนั้นไว้เหตุใด คิดหรือว่าจะผูกมัดนางไว้ได้จริงๆ”
คำพูดนี้เหมือนกรีดลึกลงไปในหัวใจของเจี่ยนเฟิงฉือ
เพราะเขารู้ดีว่า นั่นคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดระหว่างพวกเขาสองคน
หากสิ่งนั้นหายไป…
เขาก็คงไม่มีแม้ความสามารถที่จะรั้งนางเอาไว้ได้อีก
ความมึนเมาเริ่มมากขึ้น เจี่ยนเฟิงฉือรู้สึกมึนและปวดหัวมาก
เขายกขวดเหล้าสุดท้ายขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ในแววตาคล้ายมีคลื่นอารมณ์ปั่นป่วนอยู่ลึกๆ
เพล้ง
เขาเขวี้ยงขวดเหล้าลงอย่างแรง ราวกับตัดสินใจอันใดบางอย่างได้แล้ว ก่อนจะลุกขึ้นยืนทันที
“ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล”
เขาถอนหายใจยาว
เขาไม่ควรพันธนาการนางไว้
พูดจบ เขาจึงเดินตรงไปยังที่พักของมู่หงอวี่อย่างไม่ลังเล
ทว่าเพียงก้าวไปไม่กี่ก้าว เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
เขาชะงักฝีเท้า และเพ่งมองดู
“…หงอวี่?”
ในเวลานี้ ทั้งสองยืนอยู่บนระเบียงทางเดิน โคมแก้วดวงหนึ่งแขวนอยู่ด้านข้าง แกว่งไกวเบาๆ ตามสายลม
แสงจากโคมไฟส่องเป็นเงารำไร ตกกระทบลงบนใบหน้าของนาง
จนกระทั่งมือของเขาสัมผัสลงบนแก้มเนียนนุ่มของนาง ความอบอุ่นนั้นจึงย้ำเตือนเขาว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไม่ได้เป็นเพียงภาพมายา
เขารู้ดีว่าควรดึงมือกลับ แต่ในขณะนั้นเขากลับรู้สึกลังเลเล็กน้อยที่จะปล่อยมือ
“ข้ามาหาเจ้า มีเรื่องจะบอกกับเจ้า”
มู่หงอวี่พูดขึ้น
ดวงตาของนางกระจ่างใส ราวกับไม่เคยตกหลุมรักเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เจี่ยนเฟิงฉือกดริมฝีปากของนางไว้
“ไม่ต้องพูดแล้ว”
เขาเบนศีรษะเล็กน้อย เกรงว่ากลิ่นเหล้าจะลอยไปถึงนาง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า
“ฟังข้าพูดก่อน”
มู่หงอวี่หยุดนิ่งไม่ขยับตัว
เจี่ยนเฟิงฉือเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบจดหมายออกมาจากในอกเสื้อ
เขาก้มสายตาลงต่ำ พลางเอ่ยว่า
“นี่คือ…พันธสัญญาของเจ้า ข้าคืนให้เจ้า”
“หงอวี่ ตั้งแต่วันนี้ไปเจ้าเป็นอิสระแล้ว”