ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 2 แม่ม่ายสาวกับเด็กน้อยน่ารัก
แผนกผู้ป่วยใน
ลิฟต์กำลังเคลื่อนตัวขึ้น
ลั่วหยางล้วงเอาเชือกแดงใต้คอเสื้อออกมา ปลายเชือกผูกจี้รูปหัวกะโหลกสีเขียวเข้มขนาดเท่าไข่นกพิราบ ไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุอะไร กลางหน้าผากของกะโหลกสลักอักขระและลวดลายลึกลับที่ไม่มีใครอ่านออก
นี่คือของดูต่างหน้าที่ตาของเขาทิ้งไว้ให้ มันมีชื่อว่า ‘อูซวี’
ตาของเขาเป็นคนลึกลับ
เมื่อหกปีก่อน ตาได้มอบอูซวีชิ้นนี้ให้ พร้อมกำชับหนักหนาว่าก่อนจะบ่มเพาะ ‘กายาจิตขมังเวท’ สำเร็จ ห้ามแตะต้องผู้หญิงเด็ดขาด ต้องรักษาพรหมจรรย์ไว้ หากบ่มเพาะสำเร็จเมื่อไหร่จึงจะปลุกอูซวีให้ตื่น และได้รับการสืบทอดวิชาจากจอมขมังเวทบรรพกาล... หลังจากคืนนั้น ตาของเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
และเมื่อครู่นี้เอง เขาบังเอิญทะลวงจุดจนบ่มเพาะวิชาสำเร็จ ในเสี้ยววินาทีที่ล้มลงกองกับพื้นห้องทำงานของหวังซุ่นลี่ อูซวีถูกปลุกให้ตื่นขึ้น มันเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณของเขาอย่างลึกล้ำ และถ่ายทอดวิชาของจอมขมังเวทบรรพกาลให้จนหมดสิ้น
ติ๊ง…
ประตูลิฟต์เปิดออก ลั่วหยางก้าวฉับๆ ตรงไปที่ห้องผู้ป่วยหมายเลขสิบสอง
ถึงเวลาเอาคืนแล้ว ในเมื่อหวังซุ่นลี่คิดจะโยนขี้ให้เขารับบาปแทน เขาก็จะขยี้แผนระยำของมันให้แหลกคามือ
หน้าเคาน์เตอร์พยาบาล หญิงสาวในชุดขาวสองคนกำลังสุมหัวนินทากันเสียงเบา
“ป่านนี้เขายังไม่รู้แน่เลยว่าผอ.หวังแอบกินกับเหลียงหง เราควรเตือนเขาไหม”
“จะเตือนหาอะไร เขาอาจจะรู้ตั้งนานแล้วก็ได้ ถ้าไม่ยอมประเคนแฟนให้ผอ.หวังนอนด้วย คิดว่าจะได้เข้าทำงานที่โรงพยาบาลจื้อเทียนหรือไง”
“ก็จริง อยากสบายทางลัด บางทีก็ต้องยอมสวมเขาตัวเองแหละ”
“เสียดายความหล่อ หน้าตาก็ดี ดันคว้าอีนังร่านมาทำเมีย”
เสียงซุบซิบนั้นเบาแสนเบา แต่สำหรับลั่วหยางที่ทะลวงกายาจิตขมังเวทสำเร็จ ต่อให้เบากว่านี้อีกสิบเท่าเขาก็ได้ยินชัดทุกรูขุมขน เขาได้แต่แค่นหัวเราะหยันในใจ
จะโทษใครได้ ต้องโทษที่ตัวเองตาบอด ดันคว้าผู้หญิงร่านๆ มาเทิดทูนเป็นสมบัติล้ำค่า
“หมอลั่วคะ” พยาบาลทั้งสองคนรีบปั้นหน้าทักทายทันทีที่เห็นเขาเดินมา
ลั่วหยางคร้านจะเสวนาด้วย เขาเดินผ่านหน้าเคาน์เตอร์ไปโดยไม่ปรายตามอง
“จะเก๊กหาอะไรวะ หยิ่งตายแหละ”
“สมควรแล้วที่โดนสวมเขา”
เสียงแว้งกัดตามหลังมาติดๆ
เมื่อมาถึงหน้าห้องหมายเลขสิบสอง เสียงเด็กผู้หญิงก็ดังลอดออกมา
“หม่าม้า… หนูยังจะเดินได้อีกไหมคะ”
“ได้สิลูก ยายหนูคนเก่งของแม่โตขึ้นต้องได้เป็นนักเต้นคนสวยแน่ๆ” เสียงผู้หญิงอีกคนตอบกลับด้วยความอ่อนโยน
ลั่วหยางผลักประตูเข้าไปด้านใน
นี่คือห้องผู้ป่วยระดับวีไอพี กว้างขวาง หรูหรา อุปกรณ์ครบครัน บนเตียงมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นอนอยู่ ดวงตากลมโต หน้าตาจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชั้นดี
เธอคือซ่งเหม่ยฉี อุบัติเหตุทำให้เส้นประสาทที่ขาขวาฝ่อลีบจนเดินไม่ได้ ต้องนอนแอดมิทที่นี่มาหนึ่งสัปดาห์แล้ว
ข้างเตียงมีหญิงสาวหน้าตาสะสวย รูปร่างเย้ายวน ท่าทางหรูหราสง่างามยืนอยู่ เธอคือ ‘เยี่ยจือ’ แม่ของเด็กน้อย
“คุณลุงลั่ว” ซ่งเหม่ยฉีเห็นลั่วหยางก็ยิ้มกว้าง ดีใจออกนอกหน้า
ลั่วหยางยิ้มตอบ ตั้งแต่เข้ามารักษา เด็กน้อยคนนี้ก็ติดเขาแจ และเขาก็เอ็นดูเธอมากเช่นกัน
“หมอลั่ว” เยี่ยจือพยักหน้าทักทาย
“ผมมาดูอาการเหม่ยฉีครับ”
เยี่ยจือขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเพิ่งจะเข้ามาตรวจอาการตามรอบไปเมื่อไม่นานมานี้ ทำไมถึงมาอีก แต่เธอก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร ไม่ใช่แค่ลูกสาวที่ติดเขา ตัวเธอเองก็รู้สึกถูกชะตากับหมอหนุ่มคนนี้ไม่น้อย
โลกใบนี้มักใจดีกับคนหน้าตาดีเสมอ ลั่วหยางมีโครงหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับหยกสลัก ส่วนสูงทะลุร้อยแปดสิบ รูปร่างสมส่วน ผู้ชายแบบนี้ต่อให้เป็นผู้หญิงวัยไหนเห็นก็อดหวั่นไหวไม่ได้
ลั่วหยางเลิกผ้าห่มขึ้น แกะผ้าพันแผลที่ขาขวาของเด็กน้อยออก เผยให้เห็นแผลฉกรรจ์รูปสามเหลี่ยมบริเวณหัวเข่าที่ยังไม่ได้ตัดไหม กล้ามเนื้อน่องฝ่อลีบลงอย่างเห็นได้ชัด สภาพน่าเวทนาจนชวนปวดใจ
“หมอลั่ว คุณจะทำอะไรคะ” เยี่ยจือถามด้วยความสงสัย
“พี่เยี่ย ผมรักษาขาของเหม่ยฉีให้หายขาดได้ ขอเวลาแค่แป๊บเดียว… ผมจะสร้างปาฏิหาริย์ให้ดู” ลั่วหยางตอบเสียงหนักแน่น
เยี่ยจือชะงัก “คิวผ่าตัดคือวันพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอคะ”
“ผมหมายถึง… ผมจะรักษาให้เหม่ยฉีเดี๋ยวนี้เลยต่างหาก”
“เอ่อ…” เยี่ยจือลังเลหนัก ไม่รู้ว่าควรปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจดีไหม
แต่ซ่งเหม่ยฉีกลับรบเร้าเสียงใส “หม่าม้า ให้คุณลุงลั่วรักษาหนูเถอะนะคะ หนูอยากให้คุณลุงลั่วรักษา”
เยี่ยจือชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ทนสายตาออดอ้อนของลูกสาวไม่ไหวจึงพยักหน้า “ก็ได้ค่ะ แต่ฉันจะยืนดูอยู่ตรงนี้นะคะ”
ลั่วหยางปัดความคิดฟุ้งซ่าน รวบรวมสมาธิ ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางมือขวาประกบกัน
การสืบทอดของจอมขมังเวทบรรพกาลแบ่งเป็นสามส่วน หนึ่งคือ ‘ตราประทับชะตาขมังเวท’ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันตัวตนจอมเวท สองคือมหาอาคม ‘ตราประทับวิญญาณ’ และสาม… คือสองนิ้วของเขาในตอนนี้ ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’
ใช้นิ้วเป็นเข็ม ใช้ปราณวิญญาณเป็นโอสถ… ดัชนีชี้ลงไป โรคภัยมลายสิ้น!
ซ่งเหม่ยฉีแอบเกร็ง “คุณลุงลั่ว จะเจ็บไหมคะ”
“ไม่เจ็บเลยครับคนเก่ง หนูหลับตาก่อนนะ แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว” เสียงของเขาอ่อนโยน
เด็กน้อยหลับตาปี๋อย่างว่าง่าย
แสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางของลั่วหยาง แรกเริ่มมันเล็กราวกับเส้นผม ทว่าเมื่อเขาเร่งเร้าปราณวิญญาณ ลำแสงนั้นก็ขยายตัวหนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อแสงยาวจรดสี่นิ้ว ลั่วหยางก็ทิ่มดัชนีลงบนน่องข้างที่บาดเจ็บของเด็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลากผ่านไปตามแนวเส้นประสาทที่เสียหายอย่างช้าๆ
วินาทีนั้น เส้นประสาทที่ฝ่อลีบภายในน่องขวาของซ่งเหม่ยฉีพลันได้รับการหล่อเลี้ยงและซ่อมแซมจากปราณวิญญาณ มันกำลังฟื้นฟูตัวเองกลับมามีชีวิตชีวาด้วยความเร็วเหนือสามัญสำนึก
เยี่ยจือเบิกตากว้าง ทั้งประหลาดใจและลุ้นระทึกจนลืมหายใจ
เธอไม่เข้าใจวิธีรักษาของเขาเลยแม้แต่น้อย ใช้แค่สองนิ้วจิ้มไปมา ยาสักหยดก็ไม่มี มันจะไปรักษาโรคได้ยังไง แอบคิดแวบหนึ่งว่าหมอหนุ่มไปเจอเรื่องสะเทือนใจจนสติหลุดหรือเปล่า ถึงได้ทำท่าทางแปลกประหลาดแบบนี้ แต่ในเมื่อลูกสาวไม่ได้ร้องเจ็บปวด เธอจึงไม่อยากขัดขวาง
คิดซะว่าเล่นหลอกเด็กให้ดีใจก็แล้วกัน
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังแทรกมาจากนอกประตู
“ผอ.ครับ หน้าคุณไปโดนอะไรมา” เสียงประจบสอพลอของ ‘เลี่ยวเจี้ยน’ แพทย์หัวหน้าแผนกดังนำมาก่อนใคร
“สะดุดล้ม” หวังซุ่นลี่ตอบเสียงห้วน
“ผอ.ช่างเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องจริงๆ ครับ บาดเจ็บหน้าบวมขนาดนี้ยังอุตส่าห์มาเดินตรวจวอร์ดอีก ไม่ยอมทิ้งงานเลยจริงๆ” เลี่ยวเจี้ยนเลียแข้งเลียขาไม่หยุด
ปัง!
บานประตูห้องผู้ป่วยถูกผลักออก กลุ่มคนใส่ชุดกาวน์เดินกรูกันเข้ามา
คนที่เดินนำหน้าคือหวังซุ่นลี่ ตามด้วยเลี่ยวเจี้ยนและเหลียงหงประกบซ้ายขวา พร้อมบุคลากรทางการแพทย์อีกสองสามคน
ทันทีที่หวังซุ่นลี่เห็นลั่วหยางนั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย ความแค้นก็พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง “ลั่วหยาง แกทำบ้าอะไรอยู่ฮะ”
เหลียงหงจ้องมองลั่วหยางด้วยแววตาอาฆาตแค้น รอยนิ้วมือบนหน้าเธอยังบวมเป่ง
ทว่าลั่วหยางยังคงจดจ่อกับการรักษา เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองเศษสวะสองตัวที่เพิ่งเดินเข้ามาเลยสักนิด
หวังซุ่นลี่โดนเมินก็ยิ่งของขึ้น “ไอ้สวะลั่ว แกโดนไล่ออกแล้ว แกไม่มีสิทธิ์เหยียบที่นี่ ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้”
เยี่ยจือขมวดคิ้วมุ่น “ผอ.หวังคะ หมอลั่วเป็นลูกศิษย์คุณไม่ใช่เหรอ ทำไมถึง…”
เลี่ยวเจี้ยนเหลือบมองหน้าบวมปูดเป็นซาลาเปาของหวังซุ่นลี่สลับกับลั่วหยาง จู่ๆ สมองก็ประมวลผลบางอย่างได้ มันรีบชี้หน้าด่าลั่วหยางเสียงแข็งหวังเอาหน้า “ลั่วหยาง ถ้าแกยังไม่รีบไสหัวออกไป อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจนะเว้ย”
ปากเก่งไปอย่างนั้น แต่ขากลับไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้แม้แต่ก้าวเดียว
ลั่วหยางถอนนิ้วกลับมาอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เหม่ยฉี ลองออกแรงกระดกปลายเท้าดูสิครับ”
ซ่งเหม่ยฉีลืมตาขึ้น แล้วลองออกแรงขยับปลายเท้าตามคำบอก...