ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 3 ปาฏิหาริย์ทางการแพทย์
เส้นประสาทที่ขาขวาของซ่งเหม่ยฉีเสียหายหนักจนน่องฝ่อลีบ ตระเวนรักษามาหลายโรงพยาบาลใหญ่ก็ยังกระดกปลายเท้าไม่ได้ ทว่าตอนนี้… พอเธอลองออกแรง ปลายเท้ากลับขยับกระดกขึ้นมาหน้าตาเฉย
หวังซุ่นลี่เบิกตาค้าง
เยี่ยจือรีบถลันเข้าไปหาลูกสาวด้วยความตื่นเต้น “เหม่ยฉี ลูกลองขยับอีกทีสิ”
เด็กน้อยลองออกแรงอีกครั้ง ปลายเท้าขวากระดกตอบสนองจริงๆ
ลั่วหยางเอื้อมมือไปบีบน่องเล็กๆ นั้นเบาๆ “เจ็บไหมครับคนเก่ง”
“เจ็บนิดหน่อยค่ะ” เธอพยักหน้ารับ
มีความรู้สึกเจ็บ… แปลว่าเส้นประสาทฟื้นฟูแล้ว
ลั่วหยางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้วิชาแพทย์ของจอมขมังเวทบรรพกาล ก่อนลงมือยอมรับว่าไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย แต่ตอนนี้… เขาโคตรมั่นใจ
เยี่ยจือหันขวับมามองเขา ดวงตาเป็นประกาย “หมอลั่ว คุณ… คุณทำได้ยังไงคะ”
“พี่เยี่ย ขอเวลาผมอีกแค่สิบห้านาที… ผมจะทำให้เหม่ยฉีลงไปเดินให้ดู” ลั่วหยางตอบเสียงเรียบ
“ได้ค่ะ ฉันเชื่อคุณทุกอย่าง” เยี่ยจือตกลงแทบจะทันที เมื่อครู่เธอยังคิดว่าแพทย์ฝึกหัดคนนี้แค่เล่นปาหี่หลอกเด็ก แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะเสกปาฏิหาริย์ให้เห็นคาตา
“เดี๋ยว” หวังซุ่นลี่แค่นเสียงเหี้ยมขัดจังหวะ “คนที่โดนไล่ออกไปแล้วอย่างแก มีสิทธิ์อะไรมารักษาคนไข้ที่นี่”
ลั่วหยางเพิ่งจะปรายตามองอีกฝ่าย แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช “หวังซุ่นลี่ แกมันก็แค่เศษสวะ เหม่ยฉีไม่ได้จำเป็นต้องผ่าตัดเลยสักนิด แต่เพื่อจะเกาะบารมีพี่เยี่ย แกถึงกับหน้าด้านจัดฉากผ่าตัดบ้าบอนี่ขึ้นมา ถ้าลงมีดไปจริงๆ ขาเด็กคนนี้ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะกลับมาเดินได้ แกกล้าถามหาสิทธิ์จากฉัน? ตัวแกเองต่างหากที่ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะเป็นคนด้วยซ้ำ”
หวังซุ่นลี่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง “แก… ไอ้เด็กเวร…”
“ผอ.หวัง ที่หมอลั่วพูดมา… จริงหรือเปล่าคะ” เยี่ยจือตวัดสายตาเย็นเยียบไปถาม
หวังซุ่นลี่ลนลานแก้ตัว “คุณเยี่ย อย่าไปฟังมันพล่ามไร้สาระนะครับ มันก็แค่หมอเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งได้ใบประกอบวิชาชีพ จะไปรู้อะไร คุณจะเชื่อผมหรือเชื่อไอ้เด็กนี่ล่ะครับ”
เยี่ยจือเหลือบมองลูกสาวที่กำลังกระดกปลายเท้าเล่นอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะตอกกลับหน้าตาย “ฉันเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นค่ะ หมอลั่ว เชิญรักษาต่อได้เลย”
ลั่วหยางพยักหน้า “พี่เยี่ย ช่วยเชิญพวกสวะนี่ออกไปทีครับ เกะกะ”
หวังซุ่นลี่ของขึ้นจนหลุดหัวเราะลั่น “แกคิดว่าตัวเองเป็นใครวะ แล้วคิดว่าที่นี่คือที่ไหน หัวหน้าเลี่ยว ไปเรียก รปภ. มา ลากคอมันออกไปเดี๋ยวนี้”
“รับทราบครับผอ.” เลี่ยวเจี้ยนรับลูกประจบสอพลอทันที
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ” เยี่ยจือตวาดเสียงเยียบเย็น “ฉันว่าเมื่อกี้ฉันพูดชัดเจนแล้วนะ ใครหน้าไหนกล้าขัดขวางการรักษาของลูกสาวฉัน ฉันจะทำให้มันไม่มีที่ซุกหัวนอนในเมืองนี้แน่”
เลี่ยวเจี้ยนชะงักขาแข็งอยู่กับที่ ทุกคนในโรงพยาบาลรู้ซึ้งถึงภูมิหลังของเยี่ยจือดี ถ้าเธออยากอัปเปหิใคร ก็แค่ง้างนิ้วกระดิกโทรกริ๊งเดียวเท่านั้น
หวังซุ่นลี่หน้าถอดสี “คุณเยี่ย ทำแบบนี้มันจะ…”
“เชิญออกไปได้แล้วค่ะ ฉันก็จะออกไปเหมือนกัน” เยี่ยจือหมุนตัวเดินนำไปที่ประตู
“ฉันจะเฝ้าประตูเอง อยากรู้เหมือนกันว่าใครมันจะกล้าเสนอหน้าเปิดเข้ามา”
หวังซุ่นลี่หน้าเขียวคล้ำ แค่นเสียงลอดไรฟัน “สิบห้านาที… ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะเล่นปาหี่อะไรได้อีก”
ประตูห้องผู้ป่วยปิดลงสนิท
ภายในห้องกลับมาเงียบสงบ ลั่วหยางโคจรปราณ ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ ขึ้นมา แล้วจิ้มลงบนแผลของเด็กน้อยอีกครั้ง
…
เยี่ยจือยืนขวางอยู่หน้าประตู ฝ่ามือชื้นเหงื่อด้วยความลุ้นระทึก
บริเวณโถงทางเดิน หวังซุ่นลี่กระซิบสั่งการกลุ่ม รปภ. ที่เพิ่งวิ่งหน้าตั้งมาถึง “เดี๋ยวพอไอ้สวะนั่นออกมา พวกแกล็อกตัวมันไว้ แล้วชิงโทรศัพท์มันมาให้ฉัน”
กลุ่ม รปภ. พยักหน้ารับคำสั่ง
แววตาหวังซุ่นลี่ฉายแววเหี้ยมเกรียม “ใบรับรองแพทย์ออกเรียบร้อยแล้ว ขอแค่…” มันชะงักคำพูดไว้ ขอแค่ลบรูปบ้าๆ นั่นทิ้งได้ มันก็พลิกเกมกลับมาเล่นงานลั่วหยางให้จมดินได้สบาย แต่เรื่องพรรค์นี้ขืนพูดต่อหน้าเลี่ยวเจี้ยนกับพวก รปภ. คงไม่เข้าที
เลี่ยวเจี้ยนปรายตามองเหลียงหง มันรู้เรื่องความสัมพันธ์คาวโลกีย์ของทั้งคู่ดีอยู่แก่ใจ จึงรีบฉวยโอกาสแกล้งทำเป็นหูทวนลม ช่วยแก้อาการกระอักกระอ่วนให้เจ้านาย
หวังซุ่นลี่หันไปกำชับลูกน้องต่อ “ฟังให้ดี ถ้ามันขัดขืน พวกแกก็แกล้งล้มสักคน แล้วเอาเลือดมาป้ายแผลให้ดูสมจริงหน่อย เสร็จงานนี้ฉันจะตกรางวัลให้อย่างงาม”
เหลียงหงก้มดูนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะแสยะยิ้ม “ครบสิบห้านาทีแล้ว”
หญิงสาวสาวเท้าอาดๆ ไปที่ประตู ไม่สนแม้กระทั่งเยี่ยจือที่ยืนขวาง ชิงผลักประตูเข้าไปด้านในทันที เยี่ยจือตั้งตัวไม่ทัน เหลียงหงก็แทรกตัวพรวดพราดเข้าไปแล้ว
ภายในห้อง ลั่วหยางยืนเอามือไพล่หลังอยู่ข้างเตียง ซ่งเหม่ยฉียังคงนอนนิ่งอยู่ท่าเดิม น่องที่บาดเจ็บไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
เยี่ยจือ หวังซุ่นลี่ และเลี่ยวเจี้ยนก้าวตามเข้ามาติดๆ ส่วนพวก รปภ. ยืนออคุมเชิงอยู่หน้าประตู
เหลียงหงได้ทีรีบพ่นคำเยาะเย้ย “ไหนล่ะ บอกขอแค่สิบห้านาทีแล้วจะรักษาหาย ฉันยังไม่เห็นว่าแกจะทำอะไรเลยสักอย่าง นึกว่าพวกเราเป็นไอ้โง่ให้แกต้มหมูเล่นหรือไง”
เลี่ยวเจี้ยนรีบผสมโรง “หึ นึกว่าจะแน่แค่ไหน ที่แท้ก็ราคาคุย แค่แพทย์ฝึกหัดแท้ๆ เสือกกล้ามาเล่นละครปาหี่เป็นหมอเทวะต่อหน้าผอ.หวัง เอาความมั่นใจมาจากไหนวะ”
ลั่วหยางคร้านจะเสวนาด้วย
เยี่ยจือรีบถลันไปที่เตียง ถามด้วยความเป็นห่วง “เหม่ยฉี เป็นยังไงบ้างลูก”
“หนู…” เด็กน้อยกะพริบตากลมโตปริบๆ “หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ รู้สึกเหมือนเผลอหลับไปแป๊บเดียวเอง”
ลั่วหยางระบายยิ้มบาง “เหม่ยฉี ลงมาลองเดินดูสิครับ”
“อื้อ” เด็กน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นเตรียมลงจากเตียง
เยี่ยจือใจหายวาบ รีบยื่นมือจะเข้าไปประคอง
“พี่เยี่ย ปล่อยให้เด็กลองเดินเองเถอะครับ” ลั่วหยางเอ่ยห้าม
ซ่งเหม่ยฉีดันมือของแม่ออกอย่างว่าง่าย
“ระวังด้วยนะลูก” เยี่ยจือเหงื่อตก กลัวลูกจะล้มพับไป สายตาทุกคู่ในห้องพุ่งเป้าไปที่ซ่งเหม่ยฉีเป็นจุดเดียว
เท้าเล็กๆ แตะลงบนพื้น ค่อยๆ ก้าวขาออกไปทางหน้าต่าง
ก้าวที่หนึ่ง…
ก้าวที่สอง…
แม้จังหวะก้าวจะยังดูโซซัดโซเซ แต่เธอเดินได้แล้วจริงๆ
หวังซุ่นลี่ตาเหลือกค้าง ช็อกจนอ้าปากพะงาบๆ เหลียงหงกับเลี่ยวเจี้ยนยืนหน้าเหวอเป็นไก่ตาแตก
เยี่ยจือน้ำตาเอ่อคลอเบ้าด้วยความปีติ “ทำได้จริงๆ… แกเดินได้จริงๆ ด้วย”
“เป็นไปไม่ได้” หวังซุ่นลี่สติแตก ชี้หน้าลั่วหยางตวาดลั่น “เส้นประสาทนั่นพังจนฝ่อลีบไปแล้ว ไม่มีทางกลับมาเดินได้เด็ดขาด แกทำบ้าอะไรลงไป”
ลั่วหยางตอกหน้ากลับเสียงเรียบ “ไอ้โรคที่คนกระจอกอย่างแกรักษาไม่หาย ไม่ได้แปลว่าคนอื่นจะรักษาไม่ได้ อย่าเอามาตรฐานห่วยๆ ของตัวเองมาตัดสินคนอื่น ฝีมือก็หมาไม่แดก ดีแต่ใช้สมองตื้นๆ คิดเรื่องชั่วๆ”
“แก…” หวังซุ่นลี่โดนด่ากราดจนจุก หน้าดำหน้าแดงแทบกระอักเลือด
ฝั่งซ่งเหม่ยฉีเดินไปจนถึงริมหน้าต่าง ขาข้างที่เจ็บเริ่มสั่นระริกคล้ายจะยืนไม่อยู่ เยี่ยจือรีบถลันเข้าไปประคองกอดลูกสาวไว้แน่น
ลั่วหยางอธิบายต่อ “พี่เยี่ย กล้ามเนื้อน่องที่ฝ่อลีบยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ส่วนเรื่องเส้นประสาทไม่มีปัญหาแล้วครับ รักษาอีกแค่สองครั้งก็หายขาด จากนั้นหมั่นทำกายภาพบำบัดก็กลับมาวิ่งเล่นได้ปกติแล้ว”
“สวรรค์เมตตาแท้ๆ… หมอลั่ว แล้วคุณจะรักษาครั้งที่สองเมื่อไหร่คะ” เยี่ยจือดีใจจนแทบอยากจะกราบขอร้องให้เขารักษาซ้ำซะเดี๋ยวนี้
“พี่พาเหม่ยฉีไปทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลเถอะครับ” ลั่วหยางตอบหน้าตาเฉย
เยี่ยจือชะงัก งุนงงไปพักใหญ่ “ทำไมต้องรีบออกล่ะคะ คุณเพิ่งจะบอกเองว่าต้องรักษาอีกสองครั้งไม่ใช่เหรอ”
“ผมจะลาออกวันนี้ครับ” ลั่วหยางตอบชัดถ้อยชัดคำ “โรงพยาบาลเฮงซวยนี่ผมคงไม่กลับมาเหยียบอีกแล้ว ถ้าพี่อยากให้ผมรักษาเหม่ยฉีต่อ คงต้องหาสถานที่ที่มันเจริญหูเจริญตากว่านี้หน่อย”
“อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันให้คนไปทำเรื่องย้ายออกเดี๋ยวนี้เลย” เยี่ยจือเป็นนักธุรกิจหญิงที่เฉียบขาดอยู่แล้ว เธอตัดสินใจตามทันที
หน้าของหวังซุ่นลี่บิดเบี้ยวจนแทบจะคั้นน้ำหมึกออกมาได้ บ่อเงินบ่อทองที่มันหมายมั่นปั้นมือจะเกาะกิน กลับถูกไอ้เด็กเมื่อวานซืนตัดหน้าชิงเค้กไปดื้อๆ แถมยังโดนตบหน้าฉาดใหญ่ต่อหน้าธารกำนัล โคตรจะหยามเกียรติ!
เลี่ยวเจี้ยนหันไปตวาดใส่พวก รปภ. ที่ยืนอออยู่หน้าประตูแก้เกี้ยว “พวกแกมัวยืนบื้ออะไรอยู่ มีคนมาก่อความวุ่นวายในโรงพยาบาล ไม่รู้หน้าที่หรือไงวะ”
กลุ่ม รปภ. สะดุ้งตื่นจากภวังค์ พากันทำท่าจะขยับเข้ามากระชากตัว
ลั่วหยางแค่นหัวเราะหยัน “พวกแกนี่มันขยะวงการแพทย์จริงๆ พอแผนสถุลๆ โดนแฉก็คิดจะเล่นหมาหมู่ แนะนำให้ลาออกไปเป็นนักเลงคุมซอยซะนะ เผื่อจะรุ่งกว่านี้”
เยี่ยจืออ่านสถานการณ์ออกทะลุปรุโปร่ง เธอตวาดเสียงเยียบเย็นเด็ดขาด “ผอ.หวัง… ถ้า รปภ. พวกนี้กล้าแตะต้องหมอลั่วแม้แต่ปลายเล็บ ฉันจะใช้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นเตะคุณกระเด็นจากเก้าอี้ผู้อำนวยการทันที แล้วไอ้พวกที่กล้าลงมือทุกคน... เตรียมตัวซวยกันให้หมด”
กลุ่ม รปภ. โดนบารมีแม่ม่ายสาวขู่กระเจิงจนขวัญหนีดีฝ่อ ต่างหันขวับไปมองหน้าหวังซุ่นลี่เลิ่กลั่ก
“ไสหัวออกไปให้หมด” หวังซุ่นลี่ตวาดไล่ลูกน้องแก้เก้อ
กลุ่ม รปภ. สับตีนแตกหนีตาย พริบตาเดียวก็สลายตัวหายวับ เงินเดือนแค่หมื่นกว่าบาท ใครจะโง่เอาอนาคตมาเสี่ยง
หวังซุ่นลี่ถลึงตาอาฆาตใส่ลั่วหยางเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินสะบัดก้นจากไปอย่างหัวเสีย
เหลียงหงเดินตามไปได้สองก้าวก็ชะงักเท้า หมุนตัวกลับมาจ้องลั่วหยางด้วยสายตาเคียดแค้น
“ลั่วหยาง คิดไม่ถึงเลยนะว่าแกจะซ่อนเล็บไว้มิดชิดขนาดนี้ ฝากไว้ก่อนเถอะ”
ลั่วหยางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาไม่ใช่ไอ้โง่ลั่วหยางคนเดิมอีกต่อไปแล้ว คำขู่กระจอกๆ ของผู้หญิงร่านๆ คนหนึ่ง ไม่ได้มีค่าพอให้เขาเก็บมาใส่ใจแม้แต่นิดเดียว