ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 4 ทั้งสวยทั้งดุ
บานประตูเก่าซอมซ่อปิดสนิท ยันต์สีซีดจางแปะหราอยู่บนบานประตู ไม่รู้ว่ามันผ่านแดดฝนมานานแค่ไหน ตอนที่เขากับเหลียงหงมาเช่าห้องนี้ มันก็แปะอยู่ก่อนแล้ว ดูทรงคงทนฝืนอยู่ได้อีกหลายปี ทว่าคนที่อาศัยอยู่กลับต้องทางใครทางมันเสียแล้ว
ลั่วหยางยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง แม้ไม่ได้เร่งเร้าปราณวิญญาณเข้าสู่สภาวะเหนือสัมผัส แต่เพียงแค่สภาวะพื้นฐานของกายาจิตขมังเวท โสตประสาทของเขาก็ยังได้ยินเสียงรื้อค้นข้าวของดังโครมครามชัดเจน
เหลียงหงอยู่ข้างใน
เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจผลักประตูเข้าไป
สภาพห้องนั่งเล่นแคบๆ เละเทะระเนระนาด เสื้อผ้า หนังสือ และข้าวของจิปาถะตกเกลื่อนพื้น เหลียงหงยืนเหยียบเสื้อโค้ตของเขา มือขวาถือกรรไกร มือซ้ายกำขากางเกงที่เพิ่งถูกตัดแหว่งไปข้างหนึ่ง
สี่ตาประสานกัน ความเงียบโรยตัวลงมาอึดใจใหญ่
ลั่วหยางก้าวข้ามกองเสื้อผ้าไปหยิบตำราแพทย์ที่ถูกโยนทิ้งบนพื้น
“ลั่วหยาง แกไม่มีอะไรจะพูดกับฉันสักคำเลยหรือไง” เหลียงหงทำลายความเงียบ
เขาคร้านจะใส่ใจ มือเปิดหน้าหนังสือส่งๆ รูปถ่ายใบหนึ่งร่วงลงมา มันคือรูปครอบครัว พ่อแม่ของเขาไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว รูปใบนี้จึงเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุด หากไม่ใช่เพราะต้องกลับมาเอาของชิ้นนี้ เขาคงไม่มาเหยียบที่นี่อีก ชายหนุ่มเก็บรูปสอดเข้าหนังสือ หมุนตัวเตรียมเดินจากไป
ทว่าเหลียงหงกลับพุ่งพรวดเข้ามาขวาง
ประสาทสัมผัสของลั่วหยางตึงเครียดตามสัญชาตญาณ เตรียมจะแย่งกรรไกรในมือเธอ แต่พอห่างกันแค่ก้าวเดียว หญิงสาวกลับทรุดฮวบ คุกเข่าดังตุบลงกับพื้น
ลั่วหยางชะงักกึก นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้
“ลั่วหยาง ให้อภัยฉันเถอะนะ ฉัน… ฉันโดนไอ้แก่เวรนั่นขู่ มันบอกว่าถ้าไม่ยอมนอนด้วย จะไล่เราสองคนออก กว่าพวกเราจะได้เข้าทำงานที่จื้อเทียนมันไม่ง่ายเลย เราจะตกงานไม่ได้… ฉันก็เลย… ก็เลยโดนมันย่ำยี ฮือๆ…” เหลียงหงบีบน้ำตา ร้องไห้ฟูมฟาย
ลั่วหยางปรายตามอง “เลิกเล่นละครเถอะว่ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งอายเปล่าๆ”
เสียงสะอื้นหยุดกึก เหลียงหงเงยหน้าขึ้น “แกจะต้อนให้ฉันพูดให้หมดใช่ไหมล่ะ วันนี้ฉันเพิ่งตาสว่าง ที่ตอนนั้นแกมาคบกับฉัน ก็เพื่อใช้ฉันเป็นสะพานเข้าหาหวังซุ่นลี่ ให้มันดึงแกเข้าทำงานที่จื้อเทียน แกกับมันฮั้วกันตั้งแต่สมัยเรียนแล้วใช่ไหม”
หญิงสาวใช้หลังมือปาดน้ำตาส่งๆ สีหน้าลบความน่าสงสารทิ้งไปจนหมดสิ้น
ลั่วหยางกระตุกยิ้มหยัน “ตอนอยู่มหา’ลัย ฉันเป็นแค่บันไดให้แกเหยียบ พอเข้าทำงาน ฉันก็กลายเป็นแค่ยางอะไหล่ แล้วตอนนี้แกลดสถานะฉันเป็นตัวอะไรอีกล่ะ”
“แกจะไม่ให้อภัยฉันจริงๆ ใช่ไหม” แววตาของเหลียงหงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
ชายหนุ่มส่ายหน้า “สิ่งที่แกต้องการจริงๆ ไม่ใช่คำให้อภัยหรอก แต่เป็นวิชาแพทย์ที่ฉันโชว์ให้ดูวันนี้ รวมถึงเงินที่ฉันจะหาได้ในอนาคตต่างหาก ผู้หญิงอย่างแก… ฉันรับไม่ไหวหรอก จบกันแค่นี้ ขอให้โชคดีก็แล้วกัน”
“ฉันไม่เลิก ถ้าแกกล้าทิ้งฉัน ฉันจะตายให้ดูตรงนี้แหละ” เหลียงหงเงื้อกรรไกรขึ้นจ่อหน้าอกตัวเอง
ลั่วหยางไม่แม้แต่จะปรายตาหันกลับไปมอง
ปลายกรรไกรหยุดชะงักห่างจากหน้าอกไปคืบกว่า เธอปรี๊ดแตกตวาดลั่น “ลั่วหยาง… แกมันใจดำ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย”
ชายหนุ่มหันกลับมา ตอกหน้ากลับเสียงเรียบ “เอากรรไกรพลาสติกมาขู่ฆ่าตัวตาย จะเล่นละครหาป้าแกเหรอ”
เหลียงหงทั้งโกรธทั้งอาย หน้าดำหน้าแดง “ได้ ในเมื่อแกไร้เยื่อใยขนาดนี้ ฉันก็ขี้เกียจพล่าม จ่ายค่าเสียเวลามาสองแสน”
ลั่วหยางคร้านจะเสวนาด้วย หมุนตัวเดินหนีทันที
ทว่าพอถึงหน้าประตู กลับต้องชะงักเท้าถอยหลัง
ชายฉกรรจ์สองคนยืนขวางทางออกอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ‘เหลียงจวิน’ ลูกพี่ลูกน้องของเหลียงหง ส่วนอีกคนเป็นไอ้หัวเกรียนใส่เสื้อกล้ามรัดรูปอวดมัดกล้ามและรอยสักลายพร้อย ท่าทางนักเลงหัวไม้เต็มคราบ
เหลียงจวินแสยะยิ้มกวนส้นเท้า “ไงน้องเขย นอนกับน้องสาวฉันมาเป็นปี จะเรียกสักสองแสน... มันคงไม่ขนหน้าแข้งร่วงหรอกมั้ง”
ไอ้หัวเกรียนเดินต้อนลั่วหยางให้ถอยร่นกลับเข้ามาในห้อง
เหลียงหงแค่นหัวเราะเยาะ “เกาะเศรษฐีนีได้แล้ว คิดจะชิ่งเลิกหน้าตาเฉยโดยไม่จ่ายสักแดงงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ”
ลั่วหยางล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์
ไอ้หัวเกรียนถลึงตาขู่เสียงเหี้ยม “ถ้าแกกล้าแจ้งตำรวจ ฉันเอาแกตายแน่”
จังหวะนั้นเอง เสียงเย็นเยียบของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกมาจากนอกประตู
“ใครมันช่างปากดีขนาดนี้”
สายตาทั้งสี่คู่หันขวับไปที่ประตูพร้อมกัน ร่างระหงในชุดเชิ้ตขาวกระโปรงทรงสอบสีดำก้าวเข้ามา ส่วนสูงร้อยเจ็ดสิบกว่าขับเน้นส่วนโค้งเว้าเย้ายวน ทว่าเรียวขายาวคู่นั้นกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายความเย็นชาเย่อหยิ่งฉบับนางพญาออกมาข่มทุกคน
เธอคือเยี่ยจือ ในมือหิ้วถุงพลาสติกสีดำใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้ง
“พี่เยี่ย ขึ้นมาทำไมครับ” ลั่วหยางหน้าเครียด
เขาบ่มเพาะกายาจิตขมังเวทสำเร็จแล้ว ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว ดัชนีแพทย์ไท่ชูก็เอาไว้จิ้มตาคนได้ การรับมือกับไอ้กุ๊ยสองตัวนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่การปรากฏตัวกะทันหันของเยี่ยจือทำให้เขาพะวักพะวน
“หมอลั่ว เรื่องนี้คุณอยู่เฉยๆ ฉันจัดการเอง” เยี่ยจือเอ่ยเสียงเรียบ
ลั่วหยางเหมือนโดนสกัดจุดยืนอึ้ง ตั้งแต่เกิดมานอกจากแม่ ก็ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนออกหน้ากางปีกปกป้องเขาแบบนี้มาก่อน
“แกเป็นใครวะ” เหลียงจวินสบถถาม
เหลียงหงแค่นหัวเราะ “พี่ นังนี่แหละเยี่ยจือ”
แววตาของเหลียงจวินเป็นประกายโลภทันที “อ้อ… ที่แท้ก็แม่ม่ายกระเป๋าหนักที่น้องเขยฉันไปเกาะกินอยู่นี่เอง มาได้จังหวะพอดี ต้นเหตุที่มันทิ้งน้องสาวฉันก็คือเธอ เพราะงั้นค่าเสียเวลาสองแสน... เธอต้องเป็นคนจ่าย”
เยี่ยจือคลายมือ ถุงพลาสติกหนักอึ้งร่วงตุบลงพื้น ปึกธนบัตรสีแดงใหม่เอี่ยมร่วงกราวออกมาทะลักล้น
เหลียงจวินตาลุกวาว รีบถลันก้มลงไปตะครุบเงินอย่างตะกละตะกลาม
เยี่ยจือตวัดขาขึ้น ก่อนจะกระทืบส้นเข็มสีดำลงบนหลังมือของมันเต็มแรง!
“โอ๊ย นังบ้าเอ๊ย—” เหลียงจวินแหกปากลั่น
“นี่ห้าแสน” เยี่ยจือเอ่ยตัดบทเสียงเย็น
สันดานกุ๊ยเปลี่ยนสีหน้าในเสี้ยววินาที รอยยิ้มประจบประแจงผุดขึ้นมาทั้งที่ยังเจ็บ
“แหะๆ รองเท้า… รองเท้าคุณผู้หญิงสวยดีนะครับ”
ไอ้หัวเกรียนที่ตอนแรกทำท่าจะพุ่งเข้าไปสั่งสอน พอได้ยินคำว่าห้าแสน กระดูกสันหลังของมันก็อ่อนยวบยาบทันตา ไม่มีกะจิตกะใจจะไปตบตีใครอีก
ลั่วหยางถอนหายใจปวดขมับ “พี่เยี่ย ไม่เห็นต้องเอาเงินไปฟาดหัวพวกมันเลย”
“หมอลั่ว ไปรอฉันที่ประตู” เยี่ยจือขัดขึ้น
ลั่วหยางลังเล เยี่ยจือตวัดสายตาดุ “ไปสิคะ”
ลั่วหยางไม่เข้าใจความคิดของเธอเอาเสียเลย แต่รู้ว่าตอนนี้พูดไปก็ป่วยการ จึงจำใจก้าวออกไปรอที่ริมทางเดิน
เหลียงหงอ้าปากพะงาบๆ เหมือนอยากจะรั้งเขาไว้ แต่พอเห็นปึกเงินสดตรงหน้า เธอก็หุบปากฉับ กลืนคำพูดลงคอไปหมด
เยี่ยจือกดเสียงเย็นเยียบระดับน้ำแข็ง “คุณเหลียง รับเงินห้าแสนนี่ไป แล้วอย่ามาก้าวก่ายชีวิตหมอลั่วอีก... ทำได้ไหม”
แววตาเหลียงหงมีความอาฆาตวาบผ่าน แต่เธอก็เลือกที่จะหุบปากเงียบ
เยี่ยจือปรายตามองเหยียด “ฉันขอเตือนไว้ตรงนี้ ถ้าคุณยังกล้าไปตอแยเขาอีก แค่โทรกริ๊งเดียว ฉันจะทำให้คุณโดนเฉดหัวออกจากจื้อเทียน และรับรองได้เลยว่าจะไม่มีโรงพยาบาลไหนในปาเฉิงกล้ารับคุณเข้าทำงานอีก”
ความหวาดกลัวปรากฏชัดในดวงตาของเหลียงหงทันที
สายตานางพญากวาดมองไปที่เหลียงจวินกับไอ้กุ๊ยหัวเกรียน “ส่วนพวกนาย… ชอบใช้กำลังนักใช่ไหม ฉันเรียกคนงานในบริษัทสักร้อยคนที่ถนัดเรื่องชกต่อยมาซัดกับพวกนายได้ทุกเมื่อ หรือถ้าคิดว่ายังไม่พอ ฉันก็ยังรู้จักขาใหญ่ในวงการมืดอีกหลายคน จะเชิญพวกเขามาช่วยพูดคุยด้วยเหตุผลกับพวกนายก็ได้นะ”
นักเลงปลายแถวสองคนโดนรังสีอำมหิตของนักธุรกิจหญิงกดข่มจนหงอเป็นหมาหงอย
เยี่ยจือตวัดสายตากลับมาที่เหลียงหงอีกครั้ง “ฉันจะถามคุณอีกครั้ง คุณรับปากได้ไหม… ว่าชาตินี้จะไม่โผล่ไปให้หมอลั่วเห็นหน้าอีก”
เหลียงหงก้มหน้างุด “ฉันรับปาก... จะไม่ไปยุ่งกับเขาอีกแล้ว”
เยี่ยจือยกส้นเข็มที่เหยียบมือเหลียงจวินออก หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างามโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีก