ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 33 ดวงตาบนดาบสำริด
คล้อยหลังเข้าช่วงเย็น ท้องฟ้าก็เทฝนลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เปลี่ยนผืนดินรกร้างให้กลายเป็นทะเลโคลนเละเทะ
ห่างจากจุดตรวจไปราวสองสามร้อยเมตร โครงหลังคาเหล็กเมทัลชีทตั้งตระหง่านฝ่าสายฝน… ที่นั่นคือหลุมหมายเลขแปดซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดหน้าดิน และเป็นจุดเกิดเหตุที่เล่นงานทีมโบราณคดีจนหมดสภาพ
“เสี่ยวลั่ว นายแน่ใจนะว่าศาสตราจารย์ซูจะไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ?” หม่าจงหัวถามย้ำเป็นรอบที่สอง แววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล
ลั่วหยางคลี่ยิ้มบาง “ผู้อำนวยการหม่า วางใจเถอะครับ ผมเอาศาสตราจารย์ซูอยู่แน่นอน”
ทว่ายังไม่ทันขาดคำ ซูชางหมิงก็สวนกลับเสียงแข็ง “ผมไม่ต้องการให้ใครมาดูแล ผมไม่ใช่เด็กๆ ดูแลตัวเองได้”
หม่าจงหัวได้แต่ยิ้มเจื่อน “เอาเถอะ… ขอให้ราบรื่นก็แล้วกัน”
เยี่ยอี้หมิงก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม ตบไหล่เขาเบาๆ พร้อมเอ่ยกำชับเสียงหนักแน่น “เสี่ยวลั่ว ระวังตัวด้วย ความปลอดภัยต้องมาก่อน ห้ามฝืนเด็ดขาด”
ลั่วหยางพยักหน้ารับ “ขอบคุณครับคุณลุงเยี่ย ผมรู้ลิมิตตัวเองดี”
“ผมขอตามไปด้วยได้ไหม?” สือเฟยที่เดินรั้งท้ายชะโงกหน้ามาถาม แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ฉันก็จะไปเหมือนกัน” ไป๋จิ้งแทรกขึ้นมาทันที
ลั่วหยางส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวบรัด “พวกคุณใจเย็นก่อน ให้ผมเข้าไปเช็กสถานการณ์ข้างใน ถ้าปลอดภัยแล้วค่อยตามมา ขืนเข้าไปพร้อมกันหมด ผมรับมือไม่ไหวหรอกครับ”
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณมาคอยดูแล ฉันดูแลตัวเองได้” ไป๋จิ้งเชิดหน้าเถียง
“ครั้งนี้ไม่ได้ครับ ยังไงก็ไม่อนุญาต” น้ำเสียงของลั่วหยางเด็ดขาดไม่มีช่องว่างให้ต่อรอง
ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นด้วยความขัดใจ ท่าทางหงุดหงิดระดับที่ง้อเป็นวันก็คงไม่หาย
“พวกเธอรออยู่ตรงนี้ ฉันกับเสี่ยวลั่วจะเข้าไปดูเอง” ซูชางหมิงใช้อำนาจอาจารย์ออกคำสั่งเด็ดขาด
“เข้าใจแล้วค่ะ” ไป๋จิ้งยอมถอยอย่างสงบเสงี่ยมทันที สือเฟยเองก็พยักหน้ารับคำสั่งแต่โดยดี
ลั่วหยางกางร่ม ฝ่าสายฝนมุ่งหน้าไปยังโครงหลังคาเหล็กเมทัลชีท ซูชางหมิงกางร่มเดินตามประกบมาติดๆ
“เสี่ยวลั่ว… คุณคือจอมขมังเวทใช่ไหม?” ระหว่างทาง จู่ๆ ซูชางหมิงก็โพล่งคำถามโยนหินถามทางออกมา
ฝีเท้าของลั่วหยางชะงักไปจังหวะหนึ่ง ทว่าเขาเลือกที่จะปิดปากเงียบ
ซูชางหมิงต้อนต่อ “ผมวิเคราะห์สิ่งที่คุณพูดอย่างละเอียดแล้ว คุณอ้างว่าเป็นหมอ แต่กลับรู้ลึกซึ้งเรื่องวัฒนธรรมของจอมขมังเวท ผมเลยเดาว่าตัวตนที่แท้จริงของคุณก็คือจอมขมังเวทนั่นแหละ ในวัฒนธรรมโบราณ วิชาแพทย์กับวิชาอาคมคือรากฐานเดียวกัน… ผมพูดถูกไหม?”
ลั่วหยางกระตุกยิ้ม ย้อนศรกลับอย่างเจ็บแสบ
“ศาสตราจารย์ซู คุณเองก็รู้เรื่องวัฒนธรรมนี้ดีทะลุปรุโปร่ง งั้นสรุปว่าคุณเองก็เป็นจอมขมังเวทด้วยหรือเปล่าล่ะครับ?”
ชายชราขมวดคิ้วฉับ “คุณกำลังเปลี่ยนเรื่อง ผมเป็นศาสตราจารย์ด้านโบราณคดี จอมขมังเวทมีบทบาทชี้เป็นชี้ตายในยุคต้นของอารยธรรมหัวเซี่ย การที่ผมจะศึกษาจนแตกฉานมันก็เป็นเรื่องปกติ การมีความรู้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ผมใช้วิชาอาคมพวกนั้นไม่เป็น ทว่าคุณเป็น… วันนี้ที่คุณดึงพวกเรากลับมาจากความตาย สิ่งที่คุณใช้ไม่ใช่วิชาแพทย์ แต่เป็นวิชาขมังเวท ถูกต้องไหม?”
ลั่วหยางตวัดสายตามองชายสูงวัยข้างกาย ความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นลึกๆ
ตาแก่นี่น่าจะไปเป็นนักสืบมากกว่านักโบราณคดี! สันดานชอบจับผิด ซักไซ้ไล่เลียง กัดไม่ปล่อยจนกว่าจะได้คำตอบ... ตอนนี้เขารู้แล้วว่าภาวะย้ำคิดย้ำทำของไป๋จิ้งติดเชื้อมาจากใคร
“ยอมรับมาเถอะเสี่ยวลั่ว ผมรับรองว่าจะรูดซิปปากสนิท อีกอย่าง ที่นี่ประเทศจีนไม่ใช่ยุโรปยุคกลาง ไม่มีใครบ้าจี้มาจัดลานประหารล่าแม่มดหรอก ต่อให้ความลับแตกว่าคุณมีวิชาอาคม ก็ไม่ได้มีใครจับคุณไปเผาทั้งเป็นหรอกน่า” ซูชางหมิงใช้น้ำเสียงผู้ใหญ่ตะล่อมอย่างใจเย็น
“ก็ได้ครับ ศาสตราจารย์ซูคาดคั้นเก่งจริงๆ ผมคือจอมขมังเวท และวิธีที่ใช้ดึงสติพวกคุณกลับมาก็คือวิชาขมังเวท” ลั่วหยางตัดสินใจยอมรับตรงๆ ตัดรำคาญ “ผมถูกจ้างมาแก้ปัญหา แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องอารยธรรมซานซิงตุยแม้แต่หางอึ่ง เพราะงั้นหลังจากนี้ต้องรบกวนให้ศาสตราจารย์ช่วยชี้แนะ ถ้าผมมีคำถาม หวังว่าคุณจะไม่กั๊กข้อมูลนะ”
เขาเลือกโอนอ่อนตามน้ำ หนึ่งคือขี้เกียจทนฟังตาแก่เซ้าซี้ และสอง… การผูกมิตรกับผู้กุมความลับของพื้นที่ขุดค้นเอาไว้ย่อมเป็นประโยชน์สูงสุด
“ไม่มีปัญหา” ซูชางหมิงรับคำอย่างอารมณ์ดีที่เค้นความจริงได้สำเร็จ
“จริงสิ ศาสตราจารย์ซู คุณรับปากแล้วนะว่าจะเหยียบเรื่องนี้ให้มิด แม้แต่ไป๋จิ้ง… ก็ห้ามหลุดปากเด็ดขาด” ลั่วหยางดักคอ
“เรื่องคนนอกน่ะผมไม่บอกใครแน่ แต่กับไป๋จิ้ง… ผมรับประกันไม่ได้หรอกนะ”
“ทำไมล่ะครับ?”
“เด็กคนนั้นหัวไวจะตาย ไอคิวพุ่งปรี๊ดตั้ง 141 เรียกอัจฉริยะยังได้ ขนาดผมยังเดาตัวตนคุณออก แล้วคิดว่าเธอจะตาบอดมองไม่ออกหรือไง? ความลับแตกน่ะ… มันก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้นแหละ”
ลั่วหยาง “…”
ทั้งสองเดินฝ่าฝนมาจนถึงโครงหลังคาเหล็กเมทัลชีท หน้าประตูไร้เงาเวรยาม ก็แหงล่ะ… สถานที่อาถรรพ์เล่นงานคนปางตายไปครึ่งทีมแบบนี้ ใครจะกล้าเอาชีวิตมาทิ้ง ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกคล้องด้วยแม่กุญแจ ปิดตายแน่นหนาจนมองไม่เห็นสภาพด้านใน
“เวรล่ะ ลืมขอกุญแจมา พังแม่งเลยดีไหมเนี่ย?” ลั่วหยางเสนอวิธีแก้ปัญหาแบบสายบวก
ซูชางหมิงรีบแทรกตัวขวางหน้าประตู เบรกความคิดเถื่อนๆ นั้นทันควัน ก่อนจะล้วงพวงกุญแจออกจากกระเป๋ากางเกง ไขแม่กุญแจออกดังแกร๊ก พร้อมเชิดหน้าพูดอย่างภาคภูมิใจ “อย่าลืมสิ ผมคือผู้รับผิดชอบสูงสุดของที่นี่”
ลั่วหยางแอบยิ้มมุมปาก ดูท่าการยอมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตาแก่นี่ จะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
ซูชางหมิงออกแรงผลักบานประตูเหล็ก แม้บรรยากาศด้านในจะมืดสลัว ทว่าสายตาของลั่วหยางกลับสแกนเห็นทุกรายละเอียดชัดเจนทะลุปรุโปร่ง ภายใต้โครงหลังคาเหล็ก หน้าดินถูกเปิดออกจนเห็นชั้นดินสีดำสนิทที่ถูกเกลี่ยเรียบ ถัดจากประตูไปไม่ไกลนัก มีหลุมขุดค้นขนาดราวสิบตารางเมตรตั้งอยู่ ที่ก้นหลุมเต็มไปด้วยชิ้นส่วนเครื่องสำริดโบราณที่ยังขุดไม่เสร็จจมอยู่ครึ่งๆ กลางๆ
ชายชราเอื้อมมือสับสวิตช์ไฟ แสงฟลูออเรสเซนต์สว่างพรึบ อาบย้อมทั่วทั้งบริเวณ
“ตามผมมา”
พรึ่บ! ลั่วหยางคว้าแขนซูชางหมิง กระชากร่างชายชราให้ถอยหลบไปอยู่ด้านหลังเขาทันที
“เสี่ยวลั่ว ทำบ้าอะไรเนี่ย?” ซูชางหมิงร้องอุทานด้วยความตกใจ
ลั่วหยางไม่ปริปากตอบ สายตาคมกริบของเขาจดจ้องไปยังมุมหนึ่งที่ก้นหลุมอย่างไม่กะพริบตา… ดาบสำริดอาถรรพ์เล่มนั้น ปักนิ่งอยู่ที่นั่น
“เสี่ยวลั่ว ปล่อยแขนผมก่อน”
ลั่วหยางสะบัดมือออก พริบตานั้นเขาตะโกนลั่น “วิ่ง หนีไป!”
เปรี้ยง!!
พริบตานั้น สายฟ้าสีขาวสว่างวาบแหวกทะลุม่านเมฆดำทะมึน ฟาดผ่าลงมาดังกึกก้องกัมปนาท
ทว่า… กลับไม่มีความผิดปกติใดตามมา
สิ้นเสียงฟ้าคำราม หยาดฝนที่ตกกระหน่ำก็หยุดชะงักไปดื้อๆ ราวกับถูกใครปิดสวิตช์ ซ้ำร้ายที่เส้นขอบฟ้าทิศตะวันตก แสงอาทิตย์อัสดงกลับสาดส่องทะลุเมฆหมอกลงมา อาบย้อมผืนดินให้กลายเป็นสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิง
ซูชางหมิงถอนหายใจก่อนจะหัวเราะหึๆ “เสี่ยวลั่ว เป็นวัยรุ่นแท้ๆ ดันขวัญอ่อนยิ่งกว่าคนแก่ซะอีก ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย คุณจะเกร็งไปทำไม?”
แต่ลั่วหยางไม่ได้ยินเสียงเย้าแหย่นั้นเลยแม้แต่น้อย ประสาทสัมผัสทั้งหมดของเขาถูกดึงดูดไปที่ดาบสำริดเล่มนั้น ไม่ยอมละสายตาแม้แต่เสี้ยววินาที
ดาบสำริดปักเฉียงจมลงไปในดิน สันดาบโค้งงอเล็กน้อย ตัวดาบเรียบสนิทไร้ร่องเลือด ทว่าด้ามจับกลับสลักเสลาลวดลายวิจิตรราวกับหล่อขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ กระทั่งคราบดินโคลนโสโครกยังไม่อาจบดบังประกายสีทองอร่ามที่แผ่ซ่านออกมา
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สะกดลั่วหยางเอาไว้… สิ่งที่กระชากวิญญาณของเขาคือ ‘ดวงตา’ ที่ฝังอยู่บนด้ามจับต่างหาก
มันเป็นดวงตาทรงเรียวยาวคล้ายใบหลิว ขนาดใหญ่กว่าเหรียญสิบเล็กน้อย เมื่อหนึ่งนาทีก่อนมันยังหลับสนิท แต่ทว่า… วินาทีก่อนที่สายฟ้าจะผ่าลงมา มันกลับเบิกโพลงขึ้น
ดวงตาที่สลักบนด้ามจับจู่ๆ ลืมตาขึ้นมาก็ว่าแปลกประหลาดแล้ว แต่ที่กระชากความกลัวจนขนหัวลุกชันก็คือ… มันมีรูม่านตาด้วย แถมยังเป็นรูม่านตาสีเขียวมรกตที่กำลังทอประกายวาวโรจน์
ลั่วหยางจ้องเขม็งไปที่ดวงตาปีศาจนั่น… และดวงตาสีมรกตนั่นก็กำลังจ้องตอบลั่วหยางอย่างมาดร้ายเช่นกัน
ซูชางหมิงก้าวเข้ามาประกบข้าง ตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ “เสี่ยวลั่ว เข้าไปกันเถอะ ถ้าคุณปอดแหก เดี๋ยวผมเดินนำเอง”
กึก… กึก…
ในเสี้ยววินาทีนั้น ดาบสำริดโบราณพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะกระชากตัวหลุดจากผืนดิน ลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ… แล้วตวัดปลายดาบชี้ตรงดิ่งมายังลั่วหยาง!