ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 34 พยัคฆ์ร้ายสะกดข่ม
พริบตาที่ปลายดาบสำริดชี้เล็งมา ไอเย็นยะเยือกสุดขั้วก็พุ่งกระแทกอัดหน้าลั่วหยางอย่างจัง ร่างของเขาเปรียบดั่งตาข่ายที่โดนพายุทะลวงผ่าน สรีระแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง ขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว
ซูชางหมิงเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติ ชายชราผงะถอยหลัง พูดตะกุกตะกักด้วยความตื่นตระหนก “นั่น… ดาบนั่น… ลอยขึ้นมาได้ยังไง เสี่ยวลั่ว เสี่ยวลั่ว”
แม้จะแหกปากเรียก ลั่วหยางกลับยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น อาการเหมือนคนโดนมนตร์สะกด
ทว่าเรื่องชวนขนหัวลุกยิ่งกว่ากำลังคืบคลานเข้ามา ดาบสำริดค่อยๆ ลอยเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า ทุกตารางนิ้วที่มันเคลื่อนผ่าน หยาดฝนบนหลังคาเมทัลชีทและแอ่งน้ำบนพื้นดินพลันจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
“เสี่ยวลั่ว… ดูนั่น มันเข้ามาแล้ว” ขาสองข้างของศาสตราจารย์เฒ่าสั่นเทิ้มราวกับเจ้าเข้า
ลั่วหยางยังคงไร้การตอบสนอง
อาวุธโบราณลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งคู่ นิ่งสนิทอยู่กลางอากาศ
จู่ๆ มือขวาของซูชางหมิงก็ยกขึ้นและยื่นตรงไปหาด้ามดาบเอง ชายชราพยายามฝืนดึงแขนกลับสุดแรง แต่กลับไร้ผล ร่างกายไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเขาอีกต่อไป
“ไม่ ออกไปให้พ้น” เขาแผดเสียงร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว
เสียงตะโกนสูญเปล่า ฝ่ามือเหี่ยวย่นเอื้อมไปกำด้ามดาบสำริดแน่น ก่อนจะหันปลายแหลมแทงตรงดิ่งไปยังหน้าอกลั่วหยาง
“ไม่ ไม่นะ” ซูชางหมิงสติแตกกระเจิง พยายามรั้งแขนตัวเองสุดชีวิต ทว่าเรี่ยวแรงมหาศาลที่มองไม่เห็นกลับบังคับให้มือของเขากำดาบพุ่งเข้าเสียบขั้วหัวใจลั่วหยางอย่างโหดเหี้ยม
ระยะห่างระหว่างคมดาบกับเนื้อหนังหดสั้นลงทุกวินาที
“ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้ เสี่ยวลั่ว หลบไป หลบสิ” ชายชราน้ำตาคลอเบ้า ร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง
วินาทีที่ปลายแหลมกำลังจะทะลวงอก ห่างเพียงสองนิ้ว กลับมีม่านพลังงานไร้สภาพกระแทกสวนออกมา คมดาบสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจากการปะทะ แต่ไม่อาจแทงคืบหน้าได้แม้มิลลิเมตรเดียว
นี่คืออานุภาพของ ‘อูซวี’ ที่แนบชิดอยู่ตรงตำแหน่งหัวใจของลั่วหยาง
อูซวีคือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ประจำสายเลือดจอมขมังเวทบรรพกาล ในเมื่อมันเป็นสุดยอดอาวุธขมังเวท มีหรือจะยอมให้ไอ้ดาบกระจอกนี่มากำเริบเสิบสาน
ลั่วหยางคือนายเหนือหัวของมัน เมื่อมีเศษเหล็กชั้นต่ำริอ่านมาทำร้ายผู้เป็นนาย อูซวีไม่มีทางอยู่เฉย
วิ้ง…
เสียงกังวานใสระเบิดออก คลื่นความถี่ทรงพลังกวาดล้างไอเย็นยะเยือกที่แช่แข็งร่างลั่วหยางจนแหลกเป็นผุยผง อิสรภาพกลับคืนสู่ร่างกาย สติสัมปชัญญะแจ่มชัดในพริบตา เสี้ยววินาทีนั้น เขายื่นมือตวัดคว้าข้อมือของซูชางหมิง ก่อนออกแรงบิดสวนข้อต่ออย่างรวดเร็วและดุดัน
“โอ๊ย!” ซูชางหมิงร้องลั่นด้วยความเจ็บแปลบ นิ้วทั้งห้าคลายออก ดาบสำริดร่วงหลุดมือ
ลั่วหยางไม่รอช้า ซัดฝ่าเท้าตอกเข้าสันดาบเต็มแรง ดาบอาถรรพ์ปลิวครูดไปกับพื้น ก่อนจะร่วงดิ่งกลับลงไปในหลุมขุดค้นตามเดิม
“เสี่ยวลั่ว คุณเตะทำไม นั่นมันโบราณวัตถุล้ำค่านะ” โรคบ้างานของซูชางหมิงกำเริบทันควัน ลืมความตายเมื่อครู่ไปสนิท
ลั่วหยางสะบัดมือปล่อยชายชรา เอ่ยเสียงเรียบ “โบราณวัตถุที่เกือบจะเอาชีวิตคุณเมื่อกี้นี้ไงครับ”
“เมื่อกี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้น” ซูชางหมิงหน้าซีดเผือด เพิ่งนึกขึ้นได้ “คุณยืนนิ่งสนิท ส่วนฉันก็ผีเข้า เดินไปคว้าดาบแล้วก็… จะแทงคุณ”
“ช่างมันเถอะครับ ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” ลั่วหยางตัดบท
ทว่าชายชรากลับลนลาน รีบแก้ตัวพัลวัน “ไม่ได้สิ ต้องอธิบาย ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแทงคุณนะ ดาบนั่น… ดาบเวรนั่นมันบังคับมือฉันต่างหาก ไม่เกี่ยวกับฉันเลยนะ”
“โอเคครับ ผมเชื่อ ไปกันเถอะ” ลั่วหยางพยักหน้าส่งๆ แล้วเดินนำเข้าไปริมหลุมขุดค้น
“ยังจะเข้าไปอีกเรอะ” ซูชางหมิงผงะ กล้าๆ กลัวๆ ขาแข็งไม่ยอมขยับตาม
ลั่วหยางเหลียวกลับมามอง มุมปากยกยิ้มกวนประสาท “ศาสตราจารย์ซู… เมื่อกี้ใครเพิ่งจะแซวว่าผมขวัญอ่อนกว่าคุณนะครับ”
ซูชางหมิงหน้าเจื่อน สนิทปากไปชั่วขณะ ท้ายที่สุดก็ต้องจำใจลากขาสั่นๆ เดินตามมา
เมื่อมายืนอยู่ริมปากหลุมขุดค้น แม้จะมีบันไดพาดเตรียมไว้ แต่ลั่วหยางยังไม่ผลีผลามก้าวลงไป สายตาคมกริบกวาดมองประเมินสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างละเอียด
ใต้โครงหลังคาเมทัลชีทมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้แทบจะทุกมุม สอดส่องครอบคลุมทุกตารางนิ้วแบบไร้มุมอับสายตา
“ตอนทีมขุดค้นเกิดเรื่องครั้งที่แล้ว กล้องพวกนี้บันทึกอะไรไว้ได้บ้างไหมครับ” ชายหนุ่มถามขึ้น
ซูชางหมิงส่ายหน้า “ใช้ไม่ได้เลย จอมอนิเตอร์ขึ้นแค่ภาพซ่าๆ เหมือนทีวีไม่มีสัญญาณ เสียงก็ไม่มี”
“พังงั้นเหรอครับ”
“ผู้อำนวยการหม่าให้ช่างมาเช็กแล้ว ปกติทุกตัว แต่ถึงเวลาดันบันทึกภาพไม่ได้ โทรศัพท์ก็ดับสนิทเหมือนกัน ไม่เชื่อคุณลองหยิบขึ้นมาดูสิ”
ลั่วหยางล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดปุ่มพาวเวอร์ หน้าจอดำมืดไร้การตอบสนอง ลองกดซ้ำย้ำๆ อีกสองสามรอบ ก็ยังกลายเป็นเศษเหล็กไร้ค่าอยู่ดี
“มิน่าล่ะ ผู้อำนวยการหม่าถึงไม่มีคลิปให้ผมดู อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พังพร้อมกันหมดแบบนี้… พวกคุณไม่เอะใจกันบ้างเลยหรือไง” ลั่วหยางเลิกคิ้ว
“แปลกสิ ทำไมจะไม่แปลก แต่แปลกแล้วจะให้ทิ้งงานหรือไง สมัยก่อนนักวิทยาศาสตร์ไปทดลองกันกลางทะเลทรายโกบี กัมมันตภาพรังสีอันตรายถึงตายเขายังไม่ถอย ทหารตามชายแดนเผชิญพายุหิมะเขายังไม่กลัว แล้วกะอีแค่โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ พวกเราจะต้องปอดแหกทำไม เสี่ยวลั่ว… ทัศนคติคุณแบบนี้ใช้ไม่ได้นะ เป็นคนหนุ่มคนแน่นแท้ๆ ใจคอต้องหัดกล้าได้กล้าเสียบ้างสิ” ชายชรายืดอกเทศนาเป็นฉากๆ ด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง
ทั้งคู่สบตากันนิ่งงัน
ลั่วหยางกระแอมเบาๆ กลั้นขำ “ศาสตราจารย์ซู… คุณอินจัดจนนึกว่าผมเป็นลูกศิษย์ในคลาสคุณไปแล้วใช่ไหมครับ”
ซูชางหมิงชะงักกึก สีหน้ากระอักกระอ่วนทันที “เอ่อ… โทษที แล้วเอาไงต่อล่ะทีนี้”
“คุณรออยู่ข้างบนนี่แหละ ผมจะลงไปดูข้างล่างเอง”
“ไม่ได้ ฉันต้องลงไปด้วย”
“ยังอยากจะจับดาบมาแทงผมอีกรอบหรือไงครับ” ลั่วหยางสวนกลับหน้าตาย
ซูชางหมิงหงอสนิท พยักหน้าจ๋อยๆ “ก็ได้ ฉันรออยู่ตรงนี้แหละ”
ลั่วหยางเมินบันไดที่พาดอยู่ ทิ้งตัวกระโดดดิ่งลงไปก้นหลุมดื้อๆ
ชายชราเบิกตาโพลง ร้องเสียงหลง “ระวังหน่อย ใต้ชั้นดินมีโบราณวัตถุฝังอยู่นะโว้ย”
“วางใจเถอะครับ ตรงที่ผมเหยียบไม่มีของมีค่าหรอก” ลั่วหยางตอบกลับขณะสาวเท้าตรงไปยังดาบสำริด ภายใต้ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ ของกายาจิตขมังเวท ต่อให้ใต้ดินลึกลงไปสองเมตรจะมีอะไรซ่อนอยู่ เขาก็สแกนทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว
ยิ่งสาวเท้าเข้าใกล้ดาบสำริดมากเท่าไหร่ กลิ่นอายชั่วร้ายก็ยิ่งแผ่ซ่านรุนแรงและหนาแน่นขึ้นเท่านั้น
ทว่าอูซวีบนอกกลับสั่นไหวเบาๆ ตอบสนอง ทุกย่างก้าวที่ลั่วหยางเหยียบย่างเข้าหา ไอชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากดาบก็ต้องถอยร่นและอ่อนแรงลงไปหนึ่งส่วน ถูกอานุภาพที่เหนือชั้นกว่าสะกดข่มจนจมดินอย่างสมบูรณ์แบบ
หากดาบสำริดเล่มนั้นคือหมาป่าผยอง อูซวีก็คงเป็นพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมตะปบเหยื่อให้แหลกคากรงเล็บ
นับว่าสวรรค์ยังเข้าข้างที่เขาพกอูซวีติดตัวมาด้วย หากปราศจากมัน วันนี้คงได้ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ วิกฤตครั้งนี้ยิ่งกระตุ้นให้ลั่วหยางตั้งปณิธานแน่วแน่… เขาต้องรีดเร้นความลับของอูซวีและทะลวงวิชาขมังเวทให้แกร่งกว่านี้อีก
ลั่วหยางหยุดยืนค้ำหัวอยู่เหนือดาบสำริด
ดวงตาบนด้ามดาบยังคงเบิกโพลง ทว่าประกายแสงสีเขียวในรูม่านตาพิลึกพิลั่นกลับริบหรี่และอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยวางอำนาจบาตรใหญ่แผ่รังสีอำมหิตเมื่อครู่ ตอนนี้กลับหดหัวห่อเหี่ยวหมดสภาพ
เขาตระหนักดีว่าเป็นฝีมืออูซวีที่กดหัวมันไว้ แต่ชายหนุ่มยังไม่รีบเก็บมันขึ้นมา กลับเงยหน้าเอ่ยถามคนข้างบน “ศาสตราจารย์ซู โบราณวัตถุในหลุมนี้อายุสักกี่ปีครับ”
ซูชางหมิงอธิบายเจื้อยแจ้ว “หลุมบูชายัญแต่ละหลุมอายุไม่เท่ากันหรอก บางหลุมสร้างห่างกันเป็นพันปี หลุมนี้ยังไม่ได้ตรวจหาไอโซโทปเลยฟันธงไม่ได้เป๊ะๆ แต่จากประสบการณ์ของฉัน… อย่างน้อยๆ ก็ต้องห้าพันปีขึ้นไป”
“ก็เพิ่งบอกเองว่ายังไม่ได้ตรวจ แล้วเอาความมั่นใจจากไหนมาฟันธงครับ” ลั่วหยางซักไซ้ต่อ หวังจะรีดข้อมูลให้ลึกกว่าเดิม
“ถามถูกคนแล้วไอ้หนุ่ม ค่อนชีวิตของฉันทุ่มให้กับอารยธรรมซานซิงตุย ไม่มีใครในประเทศนี้รู้ลึกไปกว่าฉันอีกแล้ว ยุคสมัยของมันเริ่มขึ้นเมื่อราวๆ หกพันปีก่อน และเจริญรุ่งเรืองอยู่พันกว่าปี ดังนั้นหลุมบูชายัญนี้จุดเริ่มต้นก็ต้องห้าพันปี… เผลอๆ อาจจะทะลุไปถึงหกพันปีด้วยซ้ำ” ชายชราอวดภูมิด้วยความตั้งใจ
“แล้วอารยธรรมระดับนี้มันล่มสลายไปได้ยังไงครับ” ประเด็นนี้จุดประกายความอยากรู้ของลั่วหยางขึ้นมาอย่างจัง