ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 38 ทะเลทรายสีขาว
ยามดึกสงัด สายฝนเทกระหน่ำลงมาอีกระลอก เม็ดฝนสาดกระทบเรือนยอดต้นไทรหนาทึบนอกหน้าต่างจนเกิดเสียงซู่ซ่าดังระงม บรรยากาศชวนให้รู้สึกสงบเยือกเย็นอย่างประหลาด
ภายในห้องพักเวร ลั่วหยางนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง สองมือประคองโทรศัพท์มือถือคู่ใจพลางเพ่งพินิจอย่างละเอียด ดวงตาของชนเผ่าอวี่เหรินผสานกลืนเป็นเนื้อเดียวกับฝาหลังโทรศัพท์ไปแล้ว เรื่องพรรค์นี้มันเหนือธรรมชาติแถมยังพิลึกพิลั่นเกินกว่าจะคาดเดาผลลัพธ์ได้
“เฮ้… อวี่เหริน” ลั่วหยางลองหยั่งเชิงเรียก
ดวงตาประหลาดยังคงหลับสนิท ไร้การตอบสนองใดๆ
“สงสัยจะเพลียจากฤทธิ์ยาสลบตอนผ่าตัดมั้ง…” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง “เห็นมันบอกว่าถ้าใช้พลังวิญญาณหล่อเลี้ยงก็จะตื่น งั้นลองดูหน่อยละกัน”
เขายื่นปลายนิ้วที่รวบรวมพลังดัชนีแพทย์ไท่ชูกดลงบนหางตานั้น ก่อนจะค่อยๆ ถ่ายทอดพลังวิญญาณสายหนึ่งแทรกซึมเข้าไป เปลือกตาประหลาดกระตุกยุบยิบเบาๆ หนึ่งครั้ง ทว่าก็ยังคงปิดสนิท ลั่วหยางกัดฟันเดินพลังวิญญาณอัดเข้าไปอีกระลอก แต่คราวนี้กลับนิ่งสนิทราวกับก้อนหิน ในทางกลับกัน กลายเป็นตัวเขาเองที่เริ่มหน้ามืดวิงเวียนเพราะสูบพลังวิญญาณออกไปใช้มากเกินพิกัด ก็แน่ล่ะ… ระดับการบำเพ็ญเพียรของเขายังต้วมเตี้ยมอยู่แค่นี้ จะเอาพลังที่ไหนมาถมให้มันฟื้นรวดเดียว
ตื๊ด… ตื๊ด…
จู่ๆ เสียงเรียกเข้าก็แผดลั่นขึ้นมาทำเอาสะดุ้ง ลั่วหยางรีบพลิกหน้าจอกลับมาดูทันที เป็นวิดีโอคอลจาก ‘เยี่ยจือ’ เขาไม่รอช้า กดรับสายอย่างรวดเร็ว
ภาพของประธานสาวคนสวยปรากฏขึ้นบนหน้าจอ วันนี้เยี่ยจืออยู่ในชุดเสื้อยืดรัดรูปสีฟ้าอ่อนจับคู่กับกางเกงคาร์โก้สีทราย เนื้อผ้าแนบชิดไปกับเรือนร่าง เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวอวบอิ่มส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน กลิ่นอายความเย้ายวนของหญิงสาวสะพรั่งแทบจะทะลุทะลักออกมาจากจอ เบื้องหลังของเธอคือฉากทะเลทรายสีน้ำตาลกว้างใหญ่ มีเนินเขาหินรูปร่างแปลกตาตั้งตระหง่านรับกับแสงสีทองของท้องฟ้ายามเย็น วิวหลักล้านคนหลักร้อยล้าน… มองแล้วชวนให้เจริญหูเจริญตาเป็นที่สุด
“โทรมาดึกป่านนี้… ไม่ได้กวนคุณใช่ไหมคะ” เยี่ยจือคลี่ยิ้มหวานหยดย้อย เสน่ห์แพรวพราวประดับอยู่บนใบหน้า
ชายหนุ่มยิ้มรับ “ไม่กวนเลยครับ ผมยังไม่นอนพอดี”
“คุณแม่เพิ่งโทรมาบอกว่าแวะไปรับเหม่ยฉีกลับบ้านแล้วนะคะ ฉันเลยรีบต่อสายมาบอก คุณจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเหม่ยฉี”
“ครับ สบายใจได้เลย”
“อ้อ… ฉันได้ยินคุณพ่อบอกว่าคุณกำลังอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ซานซิงตุย เห็นว่าไปช่วยพวกเขาแก้ปัญหาเรื่องโบราณวัตถุอะไรสักอย่าง เรื่องจริงเหรอคะ”
“จริงแท้แน่นอนครับ เพิ่งจัดการเสร็จไปหมาดๆ เลย”
แววตาของเยี่ยจือเป็นประกายอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยม “คุณเป็นหมอไม่ใช่เหรอคะ หรือว่าโบราณวัตถุพวกนั้นมันป่วยได้ด้วย”
ลั่วหยางหลุดหัวเราะก๊าก “ผมบอกความจริงคุณเลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปนั่งเดาให้ปวดหัว… ความจริงแล้ว ผมเป็นหมอผีน่ะครับ หรือจะเรียกว่า ‘หมอขมังเวท’ ก็ได้ วิธีที่ผมใช้รักษาเหม่ยฉีก็เป็นวิชาเฉพาะทางสายนี้แหละ นอกจากรักษาโรคทั่วๆ ไปแล้ว ผมก็พอมีวิชาอาคมติดตัวนิดๆ หน่อยๆ พอดีคุณลุงเยี่ยแกสนิทกับผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ก็เลยแนะนำให้ผมมาช่วยปัดเป่า ผมประเมินดูแล้วว่าพอไหว ก็เลยรับงานมานี่แหละครับ”
“ฉันว่าแล้วเชียว! เซนส์ฉันไม่เคยพลาด คุณไม่ใช่หมอธรรมดาๆ แน่” เยี่ยจือไม่มีท่าทีตื่นตระหนกตกใจเลยสักนิด กลับกลายเป็นว่าต่อมเผือกยิ่งทำงานหนักกว่าเดิม “ฉันอยากรู้จังเลยค่ะว่าคุณมีอาคมอะไรเจ๋งๆ บ้าง กระซิบให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ”
“โห… ผมก็นึกว่าคุณจะตกใจกลัวผมซะอีก”
“ทำไมฉันต้องกลัวด้วยล่ะคะ” เยี่ยจือชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก ท่าทางดูระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที “เดี๋ยวนะ… คุณคงไม่ได้มี ‘วิชาตรึงร่าง’ เอาไว้ใช้กับฉันหรอกใช่ไหม”
ลั่วหยางถึงกับใบ้กิน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ในโลกความเป็นจริงมันมีวิชาขี้โกงแบบนั้นที่ไหนกันล่ะครับคุณผู้หญิง วิชาอาคมมันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดหรอกนะ… แต่ก็นั่นแหละ ถ้าผมมีวิชาตรึงร่างจริงๆ ผมก็แอบอยากลองใช้กับคุณดูสักทีเหมือนกัน”
“แล้วถ้าสมมติว่าคุณตรึงร่างฉันไว้ได้จริงๆ… คุณจะทำอะไรฉันคะ” สีหน้าของเยี่ยจือเปลี่ยนเป็นกรุ้มกริ่ม แววตาแฝงความนัยแปลกๆ
เจอคำถามสวนกลับแบบนี้ ลั่วหยางถึงกับสตั้นไปไม่เป็น
ลองจินตนาการถึงฉากนั้นดูสิ… ประธานสาวสวยหุ่นเซ็กซี่ถูกเขาสะกดให้นิ่งงัน แล้วเขาก็ลงมือกระทำย่ำยี… เอ้ย! ลงมือผูกเชือกรองเท้าสองข้างของเธอติดกันงั้นเหรอ?
“คุณคงไม่คิดจะทำเรื่อง… ‘น่ากลัวๆ’ กับฉันหรอกใช่ไหมคะ” เยี่ยจือหรี่ตาเย้าแหย่ น้ำเสียงออดอ้อน
ลั่วหยาง “…”
พี่สาวครับ… ผมว่าไอ้ที่อยู่ในหัวพี่ตอนนี้แหละที่อันตรายของแท้!
“ฮ่าๆๆ! ฉันล้อเล่นน่ะค่ะ แหม… ดูท่าทางล่กๆ ของคุณสิ น่าเอ็นดูจังเลย” เยี่ยจือหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดีที่แกล้งแหย่หมอหนุ่มได้สำเร็จ
ถึงจะไม่ใช่มุกตลกอะไร แต่ลั่วหยางกลับเผลอยิ้มตามออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เดี๋ยวฉันหันกล้องพาไปดูหน้างานโรงงานที่กำลังจะเปิดสายการผลิตนะคะ” เยี่ยจือรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนไปกว่านี้
“เอาสิครับ ผมรอดูอยู่”
เยี่ยจือถือโทรศัพท์มือถือพลางออกแรงปีนขึ้นไปบนเนินทราย ระหว่างที่หอบแฮ่กๆ ก็ยังชวนลั่วหยางคุยเจื้อยแจ้ว “ช่วงนี้เหม่ยฉีดื้อกับคุณไหมคะ”
“แกเป็นเด็กดีมากครับ ไม่ดื้อเลย แต่ว่า…” ลั่วหยางชะงักไปนิด ชั่งใจว่าควรจะพูดประเด็นนี้ดีหรือไม่
“แต่ว่าอะไรคะ มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
ในที่สุดลั่วหยางก็ตัดสินใจบอกความในใจ “บางทีผมก็แอบรู้สึกว่าแกมีความคิดที่โตเกินวัยไปหน่อยน่ะครับ บางเรื่องที่ผู้ใหญ่อย่างผมยังคาดไม่ถึง แกกลับมองออกทะลุปรุโปร่ง… เหม่ยฉีเป็นเด็กแก่แดดแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยเหรอครับ”
เยี่ยจือเม้มปากกลั้นยิ้ม “แกฉลาดเป็นกรดแถมยังแก่แดดมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะค่ะ คุณจะรู้สึกแบบนั้นก็ไม่แปลกหรอก ขนาดฉันที่เป็นแม่แท้ๆ บางทียังแอบคิดเลยว่าลูกตัวเองเป็นนางฟ้าตัวน้อยตกสวรรค์มาเกิดหรือเปล่า ไม่งั้นทำไมถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้”
ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น อาจเป็นเพราะเธอมัวแต่คุยเพลินจนก้าวพลาด หรือไม่ก็เพราะปีนเนินทรายจนมือชื้นเหงื่อ จังหวะที่ลั่วหยางกำลังจะอ้าปากตอบ โทรศัพท์มือถือในมือของเยี่ยจือก็ดันลื่นหลุดมือร่วงหล่นลงไปดื้อๆ!
ภาพบนหน้าจอหมุนติ้วตีลังกาก่อนจะกระแทกหยุดนิ่งสนิท ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่ผืนทรายสีน้ำตาล... แต่มันคือความ ‘ขาวโพลน’ เบียดเสียดอัดแน่นเต็มจอ แถมตรงกลางยังมี ‘ร่องลึก’ ปรากฏหราอยู่เด่นชัด!
เฮ้ย… นั่นมันบ้าอะไรวะ!
ลั่วหยางเบิกตาโพลง สูดลมหายใจเข้าลึก สมองประมวลผลอย่างหนักหน่วง ทะเลทรายบ้าอะไรทรายถึงได้สีขาวจั๊วะอมชมพูขนาดนี้วะ แล้วไอ้ร่องที่เบียดกันแน่นปั๋งนั่นมันคือร่องหุบเขาชนิดไหนกัน!
“ว้ายย!” เสียงร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนกของเยี่ยจือดังแทรกเข้ามา
ลั่วหยางรีบปั้นหน้าขรึม กระแอมไอแก้เก้อเบาๆ “อะแฮ่ม… ทางคุณเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ ภาพมันตัดไปเลย ผมมองไม่เห็นอะไรเลยนะเนี่ย”
ครู่ต่อมา ภาพของเยี่ยจือก็โผล่กลับขึ้นมาบนหน้าจออีกครั้ง แต่คราวนี้ใบหน้าสวยหวานของประธานสาวกลับแดงเถือกไปจนถึงใบหู
ลั่วหยางแกล้งตีเนียนถามด้วยความเป็นห่วง “คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ เจ็บตรงไหนไหม”
“ฉะ… ฉัน… ฉันเพิ่งนึกได้ว่าจู่ๆ ก็มีธุระด่วนเข้ามาน่ะค่ะ! ขะ… ขอวางสายก่อนนะคะ! อ้อ อีกอย่าง… โรงงานมันก็ไม่ได้มีอะไรน่าดูหรอกค่ะ!”
ยังไม่ทันที่ลั่วหยางจะได้อ้าปากพูดอะไรต่อ เยี่ยจือก็ชิงกดตัดสายวิดีโอคอลหนีไปดื้อๆ ซะอย่างนั้น
ลั่วหยางนั่งจ้องหน้าจอสีดำสนิทตาปริบๆ สมองรวนไปชั่วขณะ ในหัวยังมีแต่ภาพ
‘ความขาวโพลน’ และ ‘ร่องลึกปริศนา’ ตามมาหลอกหลอนฉายซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดหย่อน
หลังจากนั่งเหม่อลอยสติหลุดอยู่พักใหญ่ ชายหนุ่มก็สะบัดหัวแรงๆ ไล่ภาพชวนกำเดาพุ่งนั้นออกไปให้พ้นสมอง สายตากลับมาโฟกัสที่ดวงตาประหลาดบนฝาหลังโทรศัพท์อีกครั้ง เขาตัดสินใจลองรวบรวมสมาธิ ถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไปอีกรอบ
ทว่าดวงตานั้นก็ยังคงแน่นิ่ง ไร้การตอบสนองเช่นเดิม
“หรือว่าการผ่าตัดข้ามสปีชีส์มันจะล้มเหลววะ… หรือเทคโนโลยีไอทีสมัยใหม่มันจะขั้วแม่เหล็กคนละขั้ว เข้ากับจิตวิญญาณอาวุธเวทโบราณไม่ได้ตั้งแต่แรก” ลั่วหยางถอนหายใจยาว “เอาเถอะ ฉันทำสุดความสามารถแล้ว จะรอดหรือจะร่วงก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของแกเองก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มขี้เกียจเก็บมาคิดให้รกสมอง เขาโยนโทรศัพท์ไว้ข้างหมอนแล้วล้มตัวลงนอนรวดเดียว
ท่ามกลางความสะลึมสะลือกึ่งหลับกึ่งตื่น คืนนั้นลั่วหยางดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา
เขาฝันว่าตัวเองหลงเข้าไปในดินแดนทะเลทรายสุดอัศจรรย์… เม็ดทรายที่นั่นขาวโพลนบริสุทธิ์และเนียนนุ่มละมุนดั่งหยกชั้นดี ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไปให้ความรู้สึกนุ่มหยุ่นเด้งสู้เท้าอย่างน่าประหลาด
เบื้องหน้าปรากฏ ‘ภูเขาหิมะ’ ลูกเขื่องสองลูกตั้งตระหง่านอยู่คู่กัน ด้วยสัญชาตญาณ เขาออกตัววิ่งเข้าหาอย่างลืมตาย ปีนป่ายตะเกียกตะกายขึ้นไปตามความโค้งมนนั้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ขึ้นไปผงาดอยู่บนยอดเขาได้สำเร็จ
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! จู่ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ภูเขาทั้งสองลูกสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างบ้าคลั่ง แรงเหวี่ยงมหาศาลสลัดร่างของเขาร่วงลงมาจากยอดเขาสูงชัน
ลั่วหยางกลิ้งหลุนๆ ลงไปกระแทกตกลงกึ่งกลาง ‘หุบเขาลึก’ ที่ขนาบข้างด้วยภูเขาสองลูกนั้น และยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติลุกขึ้นยืนได้… กระแสดินโคลนและน้ำป่าทะลักสายใหญ่ก็พุ่งซัดโครมเข้าฝังกลบร่างของเขาจนมิดหายไปในหุบเขาแห่งนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ...