ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 37 ดวงตากับโทรศัพท์มือถือ
ความเงียบโรยตัวลงชั่วอึดใจ ก่อนลั่วหยางจะเอ่ยปากพูดตรงๆ “บอกตามตรงนะ แกหมกอยู่ในดินมาเป็นพันปี โลกมันเปลี่ยนไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ดาบเล่มนี้เป็นโบราณวัตถุ ฉันพกติดตัวไปไม่ได้หรอก แต่จะให้ปล่อยแกทิ้งไว้ก็ไม่ได้เหมือนกัน ขืนปล่อยไปแกก็ไปหาเรื่องสิงคนอื่นอีก เพราะงั้น… ยอมรับชะตากรรมซะเถอะ”
“อาวุธเวทของเจ้า… หน้ากากนั่น ข้าสิงสถิตได้”
ลั่วหยางส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “นั่นอาวุธเวทของอาจารย์ปู่ฉัน ข้างในมีจิตวิญญาณสถิตอยู่แล้ว ถึงระดับจะเทียบแกไม่ได้ก็เถอะ แต่จะให้ฉันทำลายของเก่าแล้วเอาแกเข้าไปเสียบแทน… ฝันไปเถอะ”
อีกอย่าง มโนธรรมในใจมันค้ำคออยู่ด้วย ในซีรีส์แฟนตาซีที่เคยดู มีตัวเอกหน้าไหนบ้างที่ยอมทำสัญญากับวิญญาณร้ายตาบอดกัน?
ร่างของจอมขมังเวทหญิงขยับเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าลั่วหยาง สภาพของนางคือหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าเหี่ยวย่น เลือดสดๆ อาบย้อมทั่วทั้งหน้า แววตาแผ่รังสีอำมหิตและกลิ่นอายชั่วร้ายออกมากดดันจนอากาศรอบข้างหนักอึ้ง
“ข้าอยากมีชีวิตอยู่…” น้ำเสียงของวิญญาณร้ายแฝงความเว้าวอน “ของชิ้นใดก็ได้บนตัวเจ้า ข้าขอสิงสถิตสักชิ้น… จะได้หรือไม่”
ลั่วหยางเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “แบบนี้ก็ได้ด้วย?”
“ย่อมได้”
ความคิดแผลงๆ จุดประกายขึ้นมาในหัวลั่วหยางทันที เขาโพล่งถามออกไปหน้าตาเฉย “โทรศัพท์ได้ปะล่ะ”
“สิ่งใดคือ… โทรศัพท์มือถือ”
“แกอย่าเพิ่งสนเลย” ลั่วหยางตัดบท “บอกมาก็พอว่าต้องทำยังไง”
วิญญาณร้ายอธิบายขั้นตอน “ดวงตาของข้า… ควักมันออกมา ย้ายไปที่โทรศัพท์มือถือของเจ้า ใช้ตราประทับวิญญาณผนึกมันไว้ เมื่อเสร็จสิ้นก็ใช้พลังวิญญาณหล่อเลี้ยง ข้าถึงจะตื่นขึ้น… ทำตามนี้ได้หรือไม่”
มุมปากของลั่วหยางยกยิ้มจาง “ตกลง”
คิดดูอีกที มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น คนที่ไล่ตัดหัวคนอื่นคือจอมขมังเวทแห่งซานซิงตุย ไม่ใช่ดวงตานี่สักหน่อย พูดกันตามตรง มันก็เป็นแค่เหยื่อที่ถูกจับมาทำเป็นอาวุธเหมือนกันนั่นแหละ…
การเป็นคนสองมาตรฐานเลือกปฏิบัติ นี่มันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง
ทันทีที่วิชาสื่อวิญญาณบรรพกาลสิ้นสุดลง สติสัมปชัญญะของลั่วหยางก็ถูกดึงกลับเข้าร่าง
ดวงตาประหลาดบนด้ามดาบสำริดกำลังทอประกายสีเขียววูบวาบถี่รัว คล้ายพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่เมื่อหลุดจากสภาวะเหนือสัมผัส ลั่วหยางก็ไม่สามารถโต้ตอบวิญญาณได้อีก ถึงอย่างนั้นเขาก็เดาอาการกะพริบถี่ยิบของมันออก... ไอ้นี่คงกำลังตื่นเต้นจนล่กจัดแน่ๆ
ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมายื่นแกว่งไปมาตรงหน้าดวงตานั้น “นี่แหละโทรศัพท์ ของโคตรสำคัญในยุคนี้ ฉันพกติดตัวตลอดเวลายิ่งกว่าเมียอีก ฉันไม่รู้หรอกนะว่าวิธีย้ายร่างจะรอดไหม แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าถ้าแกเข้าไปสิงในนี้แล้วเครื่องมันจะรวนหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า… ช่วยรักษาชีวิตแกไว้ก่อนก็แล้วกัน”
ดวงตาบนด้ามดาบกะพริบปริบๆ หนึ่งครั้งคล้ายเป็นการตอบรับ
“งั้นเริ่มเลยนะ ขอฉันดูหน่อยว่าจะแงะแกออกมายังไง” ลั่วหยางชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ เพ่งมองโครงสร้างดวงตาบนด้ามดาบอย่างละเอียด
ดวงตาบนด้ามดาบยิ่งกะพริบปริบๆ รัวกว่าเดิม
ลั่วหยางถึงกับคิ้วกระตุก “แกช่วยหลับตาอยู่นิ่งๆ ได้ไหม กะพริบไปกะพริบมาแบบนี้ฉันจะงัดยังไงวะ”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาประหลาดก็รีบหลับตาปี๋ลงแต่โดยดี
เมื่อเพ่งมองใกล้ๆ ลั่วหยางจึงพบว่าดวงตานี้ถูกผนึกติดไว้ด้วยวัสดุประเภทหนัง ไม่แน่ชัดว่าเป็นหนังสัตว์… หรือหนังตาของมนุษย์กันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไร มันต้องผ่านกรรมวิธีอาคมขั้นสูงมาอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางรักษาสภาพมาได้นับพันปีโดยไม่เน่าเปื่อย
ลั่วหยางใช้นิ้วสะกิดแงะไปที่มุมดวงตา ออกแรงงัดอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ลอกชิ้นส่วนนั้นขึ้นมาทีละมิลลิเมตร
วินาทีนั้นเอง ภาพชวนสยองก็ปรากฏขึ้น ของเหลวสีแดงข้นคลั่กไหลซึมทะลักออกมาจากหางตา กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเตะจมูก
เขาใช้เวลาปลุกปล้ำอยู่เกือบสองนาทีถึงจะแงะดวงตานั้นหลุดออกมาได้ ปลายนิ้วเปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดงสดประหนึ่งเลือด ลั่วหยางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพลิกดู ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจแปะดวงตาประหลาดลงไปข้างๆ เลนส์กล้องหลัง
สมาร์ตโฟนรุ่นคุณปู่ หัวเว่ย พี30 เครื่องนี้อยู่รับใช้เขามาหลายปีจนเยินแล้วเยินอีก แต่เขาก็ตัดใจซื้อใหม่ไม่ลงสักที และพอมีไอ้ดวงตานี่มาสิงอยู่… ความคิดที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่คงต้องพับเก็บเข้ากรุไปอีกยาว
จากเดิมที่ด้านหลังของสมาร์ตโฟน หัวเว่ย พี30 มีเลนส์กล้องเรียงกันอยู่สามตัวตรงมุมซ้ายบน พอดวงตาวิญญาณแปะทับลงไป ตอนนี้โทรศัพท์ของเขาก็เลยอัปเกรดกลายเป็นรุ่น “สี่กล้อง” ไปโดยปริยาย
ดวงตายังคงหลับพริ้ม ให้ความรู้สึกอเนจอนาถเหมือนคนไข้ที่ถูกวางยาสลบแล้วนอนแผ่หราอยู่บนเขียงผ่าตัด
ลั่วหยางรวบรวมสมาธิ ยื่นปลายนิ้วที่อาบด้วยพลังดัชนีแพทย์ไท่ชูออกไป วาดอักขระสลัก ‘ตราประทับวิญญาณ’ ลงบนดวงตานั้น ทว่าในจังหวะที่เดินพลัง… เขากลับสัมผัสได้ว่าของเหลวสีแดงบนปลายนิ้วกำลังค่อยๆ ซึมซาบหายเข้าไปในผิวหนังของเขาอย่างเงียบเชียบ
ฉับพลันนั้น ความรู้สึกผูกพันลึกลับราวกับ “สายเลือดเชื่อมโยง” ก็บังเกิดขึ้นระหว่างเขากับดวงตานั้น พร้อมกับข้อมูลบางอย่างที่แล่นปราดเข้ามาในหัว…
อีกด้านหนึ่ง ณ ห้องทำงานของผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บนชั้นเดียวกัน
หม่าจงหัวกำลังเดินงุ่นง่านวนไปวนมาเป็นหนูติดจั่นอยู่กลางห้อง สีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรนจนเหงื่อซึม
เยี่ยอี้หมิงที่นั่งจิบชาอยู่บนโซฟาต้องวางถ้วยลง เอ่ยปากปรามเบาๆ “เสี่ยวหม่า คุณเลิกเดินเพ่นพ่านสักทีเถอะ เสี่ยวลั่วถึงจะอายุน้อยแต่ฝีมือฉกาจและรอบคอบ ไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นหรอกน่า”
หม่าจงหัวจะไปนั่งติดได้ยังไง เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ท่านผู้นำครับ โบราณวัตถุทุกชิ้นในซานซิงตุยล้วนล้ำค่าจนประเมินค่าไม่ได้ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสี่ยวลั่วจะใช้วิชาบ้าบออะไรไป ‘ถอนวิญญาณ’ ดาบสำริดเล่มนั้น ขืนทำอีท่าไหนแล้วโบราณวัตถุพังขึ้นมา… หัวผมได้หลุดจากบ่าแน่”
“ผู้อำนวยการหม่าคะ… ให้หนูไปแอบดูให้ไหมคะ” ไป๋จิ้งเสนอตัวขึ้นมา
สือเฟยรีบสมทบ “ผมไปเป็นเพื่อนเองครับ นี่ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว น่าจะใกล้รู้ผลแล้วล่ะ”
“งั้นไปดูกันให้หมดนี่แหละ” หม่าจงหัวตบะแตกเก็บอาการไม่อยู่ เขาเองก็ใจคอไม่ดี อยากเห็นกับตาว่าสถานการณ์ในห้องนั้นมันพังพินาศไปถึงไหนแล้ว
“พวกคุณแห่กันไปเป็นพรวนแบบนั้น เดี๋ยวก็ไปทำสมาธิเสี่ยวลั่วพังกันพอดี จะมาร้อนใจอะไรเอาป่านนี้” เยี่ยอี้หมิงพยายามห้าม
“แค่ด้อมๆ มองๆ อยู่ตรงระเบียง ไม่กวนหรอกครับ” พูดจบ หม่าจงหัวก็ผลักประตูพรวดพราดออกไปทันที
ไป๋จิ้ง สือเฟย และซูชางหมิงไม่รอช้า รีบก้าวฉับๆ ตามหลังไปติดๆ
เยี่ยอี้หมิงได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะยอมลุกขึ้นเดินตามขบวนไปอีกคน
ทว่าในจังหวะที่ทุกคนเพิ่งก้าวพ้นประตูออกมา ลั่วหยางก็เปิดประตูห้องทำงานฝั่งตรงข้ามเดินสวนออกมาพอดี
สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่ร่างของชายหนุ่มพร้อมกันโดยนัดหมาย หม่าจงหัวพุ่งตัวเข้าไปหาเป็นคนแรก “เสี่ยวลั่ว! เป็นยังไงบ้าง โบราณวัตถุปลอดภัยดีไหม”
ลั่วหยางพยักหน้าเรียบๆ “เรียบร้อยแล้วครับ พวกคุณเข้ามาดูเองเถอะ”
คนทั้งกลุ่มกรูเบียดกันเข้าไปในห้องทำงานทันที
ดาบสำริดต้องสาปวางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน สภาพของมันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แม้แต่เศษคราบดินโบราณที่เกาะติดอยู่บนผิวโลหะก็ยังไม่หลุดลอกออกมาสักกระผีก
“เสี่ยวลั่ว… มัน… มันจะไม่ปล่อยคลื่นพลังงานบ้าบออะไรออกมาครอบงำสมองคนอีกแล้วใช่ไหม” หม่าจงหัวถามย้ำด้วยความระแวง
ลั่วหยางยิ้มขำ “ไม่แล้วล่ะครับ ขืนมันยังแผ่พลังอยู่… ป่านนี้พวกคุณที่ยืนออตรงนี้คงโดนสิงกันไปหมดแล้ว”
คำตอบนั้นทำเอาหม่าจงหัวโล่งอกราวกับยกภูเขาซานซิงตุยออกจากอก เขาตบไหล่ลั่วหยางดังป้าบ รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า “เสี่ยวลั่ว ขอบใจนายจริงๆ! ถ้าไม่ได้นาย พิพิธภัณฑ์เราคงแย่แน่”
“เรื่องเล็กน้อยครับ…” ลั่วหยางตอบหน้าตาย “วันหลังถ้ามีเรื่องวิญญาณหลุดสิงคนแบบนี้อีก ผู้อำนวยการก็กริ๊งสายตรงหาผมได้เลย”
หม่าจงหัวถึงกับชะงัก รอยยิ้มค้างเติ่ง “… ”
ไอ้เวรเอ๊ย เรื่องนรกแตกพรรค์นี้เกิดแค่ครั้งเดียวฉันก็อายุสั้นลงไปสิบปีแล้ว แกยังอยากให้มันเกิดซ้ำสองอีกเรอะ!
จังหวะนั้นเอง ศาสตราจารย์หัวรั้นอย่างซูชางหมิงก็จับสังเกตได้ เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางโพล่งถาม “เสี่ยวลั่ว ฉันจำได้แม่นว่าบนด้ามดาบมันมี ‘ดวงตา’ ประหลาดเกาะอยู่นี่นา… ทำไมตอนนี้มันถึงอันตรธานหายไปแล้วล่ะ”
“อ้อ…” ลั่วหยางปั้นหน้าซื่อตาใส “ต้นตอของวิญญาณร้ายมันสิงอยู่ในดวงตานั่นแหละครับ พอผมทำพิธีถอนวิญญาณจนเสร็จสิ้น ดวงตานั่นรับสภาพไม่ไหวก็เลยสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปเอง”
ซูชางหมิงหรี่ตาจ้องหน้าลั่วหยางอย่างจับผิด แววตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
แต่หมอเทวะหนุ่มเพียงแค่ส่งยิ้มบางๆ ตอบกลับไป ภายในใจลั่วหยางนั้นนิ่งสงบ ใสสะอาดไร้ความรู้สึกผิดใดๆ ทั้งสิ้น
ความจริงก็คือ ตอนที่เขาสลักตราประทับวิญญาณแล้วของเหลวสีแดงซึมเข้าสู่ฝ่ามือ ข้อมูลที่แล่นเข้ามาในหัวได้บอกเขาอย่างชัดเจน... ต่อให้เขาไม่แงะดวงตาออกมาแปะหลังโทรศัพท์ แล้วเลือกลงมือถอดวิญญาณทิ้งตรงๆ ท้ายที่สุดดวงตานั่นก็จะสูญเสียพลังและผุกร่อนสลายกลายเป็นผุยผงอยู่ดี ที่มันอยู่ยงคงกระพันมาได้นับพันปี ก็เพราะอาศัยพลังวิญญาณคอยหล่อเลี้ยงทั้งนั้น
พูดง่ายๆ คือไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหน ดวงตาก็ไม่มีวันอยู่คู่กับดาบสำริดได้อีกต่อไป ทางเดียวที่จะรักษามันไว้บนดาบได้ คือต้องปล่อยให้มันเป็นอาวุธต้องคำสาปคอยดูดกลืนวิญญาณคนต่อไปเรื่อยๆ
ดังนั้น การที่เขาควักมันออกมาเซ่นสังเวยเป็นกล้องหลังโทรศัพท์ จึงไม่ใช่การ
‘ทำลายโบราณวัตถุ’ แต่อย่างใด… มันเป็นเพียง ‘ทางเลือกที่จำใจต้องเลือก’ ของคนดีมีคุณธรรมอย่างเขาต่างหาก!
สือเฟยชะโงกหน้าเข้าไปใช้แว่นขยายส่องดาบสำริดอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะหันมายืนยัน “โบราณวัตถุสภาพสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับอาจารย์ซู ตอนแรกผมก็ไม่ทันเห็นดวงตานั่นหรอก แต่เอาจริงๆ… การที่ดาบเล่มนึงจะมีลูกตาแปะอยู่ มันพิลึกกึกกือผิดธรรมชาติเกินไป วิธีแก้ปัญหาแบบถอนรากถอนโคนของหมอลั่วถือว่าเด็ดขาดและเป็นมืออาชีพมากครับ”
ลั่วหยางปรายตามองนักบูรณะหนุ่มแวบหนึ่ง ในใจแอบยกนิ้วโป้งกดไลก์ให้อย่างซาบซึ้ง ไอ้น้องคนนี้มันพูดจาเข้าหูดีแฮะ
“งั้นก็เอาตามนี้” หม่าจงหัวสรุปปิดคดี “เสี่ยวลั่ว คืนนี้นายนอนค้างสังเกตการณ์ที่พิพิธภัณฑ์นี่แหละ ถ้าถึงพรุ่งนี้เช้าไม่มีเรื่องวิปลาสอะไรเกิดขึ้นอีก ข้อตกลงระหว่างพวกเราก็ถือเป็นอันลุล่วง”
ลั่วหยางพยักหน้ารับคำเรียบๆ “ตกลงครับ”