ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 5 อาศัยในหมู่บ้านเฉ่าถังจือชุน
โฟล์คสวาเกน ฟีทอน แล่นฉิวไปตามท้องถนน รถหรูคันนี้มีกลิ่นอายเหมือนเยี่ยจือผู้เป็นเจ้าของ เรียบหรู ดูแพง แต่คนทั่วไปมองไม่ออก
ซ่งเหม่ยฉีนอนหลับปุ๋ยคอพับอยู่บนคาร์ซีท
ลั่วหยางที่นั่งอยู่ข้างๆ อยากเอื้อมมือไปประคองหัวเด็กน้อย แต่ก็กลัวทำเธอตื่น
เยี่ยจือเหลือบมองกระจกมองหลัง เห็นจังหวะที่เขาชะงักมือพอดี ริมฝีปากอิ่มจึงคลี่ยิ้มบาง
เธอไม่เคยเจอผู้ชายที่อ่อนโยนขนาดนี้มาก่อน
“พี่เยี่ย เงินห้าแสนนั่น… ตอนนี้ผมยังไม่มีปัญญาจ่าย ถ้าเก็บครบเมื่อไหร่ผมจะรีบคืนให้นะครับ” ลั่วหยางทำลายความเงียบ เรื่องนี้อัดอั้นในใจมาพักใหญ่ ในที่สุดก็หลุดปากพูดออกมา
“เงินห้าแสนนั่นฉันตั้งใจจ่ายเอง ไม่เกี่ยวกับคุณ” เยี่ยจือตอบเรียบๆ
“ทำแบบนั้นได้ยังไงครับ”
“คุณเรียกฉันว่าพี่เยี่ย ฉันก็ตั้งใจรับคุณเป็นน้องชาย ถ้าเห็นฉันเป็นพี่สาวจริงๆ วันหลังก็เลิกพูดเรื่องนี้ซะ”
ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็น
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องประเคนเงินห้าแสนให้ผู้หญิงอย่างเหลียงหง ถ้าเหลียงจวินกับไอ้เสื้อกล้ามนั่นคิดจะลงมือจริงๆ เขาไม่มีทางแพ้ ประสาทสัมผัสของ ‘กายาจิตขมังเวท’ เฉียบคมเหนือมนุษย์ ส่วน ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ นอกจากใช้รักษาโรค… ก็ใช้เจาะกะโหลกคนได้เหมือนกัน
เยี่ยจืออ่านสีหน้าเขาออก “ฉันรู้ว่าคุณไม่เห็นด้วย เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง”
ลั่วหยางหันไปมอง แต่สายตาดันไปปะทะเข้ากับลำคอขาวผ่องระหง และใบหูเล็กจิ้มลิ้มของเธอแทน
“เหลียงหงเป็นพวกหิวเงิน เลิกกันแล้วถ้าคุณไม่ให้อะไรติดปลายนิ้วไปบ้าง เธอต้องตามรังควานไม่เลิกแน่ ถ้าเธอมางี่เง่าอาละวาด คุณด่าไปก็เปลืองน้ำลาย ขืนลงไม้ลงมือก็ผิดกฎหมาย มีแต่จะเสียชื่อเสียงเปล่าๆ ฉันถึงตัดรำคาญ จ่ายจบๆ ไปซะ”
ฟังจบ ลั่วหยางก็กระจ่างแจ้ง “ขอบคุณครับ พี่เยี่ย”
“เกรงใจทำไมกัน จริงสิ ที่ตกลงกันไว้ว่าจะเลี้ยงข้าว คุณอยากกินอะไร” เยี่ยจือเปลี่ยนเรื่อง
ถ้าไม่ได้นัดเลี้ยงข้าว เธอก็คงไม่ขับรถไปส่งเขาเก็บของที่ห้องเช่า และคงไม่ต้องเจอเรื่องวุ่นวายพวกนี้
ลั่วหยางยังไม่ทันอ้าปาก ซ่งเหม่ยฉีก็ลืมตาโพลงแทรกขึ้นมาเสียงงัวเงีย “หนูอยากกินหม้อไฟหมาล่า”
“หนูยังป่วยอยู่นะ กินหม้อไฟไม่ได้ ต้องกินอาหารรสอ่อนๆ รู้ไหม” ลั่วหยางรีบเบรก แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ พอชะโงกหน้าไปดูก็ต้องถอดถอนใจ… ยัยหนูพับหลับไปอีกรอบแล้ว
เยี่ยจือเหลือบมองกระจกหลังอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายสะท้อนเข้าตา จู่ๆ เธอก็เผลอนึกถึงใครบางคนขึ้นมา…
ซ่งตงซาน อดีตสามีที่จากไป
หลังมื้อค่ำ เยี่ยจือขับรถผ่านกระท่อมตู้ฝู่ ตรงไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็เลี้ยวเข้า ‘หมู่บ้านเฉ่าถังจือชุน’ โครงการวิลล่าระดับท็อปของเมืองปาเฉิงริมลำน้ำฮว่านฮวา
ลั่วหยางตกลงมาพักด้วยเพื่อความสะดวกในการรักษาเหม่ยฉี แต่คาดไม่ถึงว่าเศรษฐีนีคนสวยจะพามาที่นี่ วิลล่าที่นี่ราคาเริ่มต้นปาไปสี่ห้าสิบล้าน คนที่อยู่ถ้าไม่ใช่เซเลบก็มหาเศรษฐีระดับร้อยล้านทั้งนั้น
ที่สำคัญ… นี่ดันเป็นแค่บ้านพักตากอากาศที่เธอปล่อยทิ้งร้างไว้เฉยๆ ซะด้วย
รถหรูจอดสนิทในโรงรถของวิลล่าหลังที่ 30 เยี่ยจือพาลั่วหยางเดินเข้ามาด้านใน ห้องรับแขกเพดานสูงลิ่วเจ็ดแปดเมตรกว้างขวางโอ่อ่า การตกแต่งเน้นไม้และหินสลักราคาแพง ทุกตารางนิ้วแผ่กลิ่นอายความหรูหรามีระดับ
“บ้านนี้ไม่ได้อยู่มาเป็นปีแล้ว แต่มีแม่บ้านคอยทำความสะอาดตลอด เรื่องความสะอาดหายห่วง ติดแค่ตู้เย็นว่างเปล่า เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าตอนแวะมา ฉันจะหิ้วพวกผัก ผลไม้ แล้วก็นมมาให้แล้วกัน” เยี่ยจือเอ่ย
“ไม่ต้องลำบากหรอกครับ รักษาเหม่ยฉีหายเมื่อไหร่ผมก็จะไปแล้ว” ลั่วหยางรีบปฏิเสธ
“คุณลุงลั่วต้องอยู่ที่นี่สิ ห้ามไปไหนเด็ดขาดเลยนะ” ซ่งเหม่ยฉีโวยวาย
ลั่วหยางลูบหัวเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู “รักษาหนูให้หายก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
เยี่ยจือพาลั่วหยางมาจัดแจงที่พักในห้องนอนแขก พอเดินกลับออกมา ก็เห็นซ่งเหม่ยฉีกำลังลงจากวีลแชร์เดินกะเผลกตรงมาหา เธอรีบถลาเข้าไปประคอง “ลูกกำลังจะทำอะไรเนี่ย”
“หนูก็จะนอนที่นี่เหมือนกัน” ซ่งเหม่ยฉีตอบเจื้อยแจ้ว
“อย่ามางอแง” คราวนี้คนเป็นแม่ดุเสียงเข้ม
“พรุ่งนี้คุณลุงลั่วต้องรักษาหนู แล้วหนูนอนที่นี่มันผิดตรงไหนล่ะ” เด็กน้อยย้อนถามฉะฉาน ทำเอาเยี่ยจือถึงกับกุมขมับ เถียงลูกสาวไม่ออก
ใจจริงถ้านอนที่นี่มันก็สะดวกกว่า แต่เธอเป็นแม่ม่ายเรือพ่วง จะให้อยู่ร่วมชายคาเดียวกับชายหนุ่มโสดได้ยังไง ขืนเรื่องแพร่งพรายออกไป คนตระกูลซ่งได้เอาไปนินทาสาดเสียเทเสียแน่
ลั่วหยางกระแอมเบาๆ “เหม่ยฉี เชื่อฟังคุณแม่สิ คุณแม่กลับไปคงมีธุระต้องจัดการนะ”
“งั้นหนูจะอยู่ที่นี่คนเดียว” เด็กน้อยสวนขวับ คำพูดของลั่วหยางก็เอาไม่อยู่
“เหม่ยฉี อยากโดนตีใช่ไหม” เยี่ยจือเริ่มปรี๊ด
ซ่งเหม่ยฉีเบะปาก ทำหน้าน่าสงสารราวกับถูกรังแก
ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง!
จู่ๆ เสียงกริ่งประตูก็ดังขัดจังหวะ
“เดี๋ยวฉันไปเปิดเอง” เยี่ยจือหมุนตัวเดินไปที่ประตู
ลั่วหยางอุ้มร่างเล็กกลับไปวางบนวีลแชร์ กระซิบเสียงเบา “เหม่ยฉี เชื่อฟังหน่อย อย่าทำคุณแม่โมโหสิ”
ซ่งเหม่ยฉีชะเง้อมองแผ่นหลังเยี่ยจือ ก่อนจะป้องปากกระซิบ “ลุงซื่อบื้อ ถ้าหนูไม่อยู่ที่นี่ แล้วลุงจะมีโอกาสทำคะแนนได้ยังไงเล่า”
ลั่วหยางชะงักกึก โดนดาเมจเด็กสี่ขวบตีแสกหน้าเข้าอย่างจัง
“แม่หนูโสดนะ ทำกับข้าวก็อร่อย ซักผ้าก็เป็น” แม่สื่อตัวน้อยร่ายสรรพคุณแม่ตัวเองเป็นฉากๆ
ในที่สุดเขาก็เก็ทจุดประสงค์ของยัยหนู ทำเอาชายหนุ่มทั้งขำทั้งอึ้ง เด็กสมัยนี้โตไวกันขนาดนี้เลยเหรอ ตัวแค่นี้รู้จักหาผัวให้แม่ซะแล้ว
บานประตูเปิดออก
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ผมยาวระต้นคอหวีเรียบแปล้จรดหนังหัว ใบหน้าซูบผอมไร้อารมณ์ อากาศร้อนตับแตกขนาดนี้ยังใส่สูทสีดำผูกเนกไทเต็มยศ รองเท้าหนังขัดมันปลาบ แผ่กลิ่นอายเคร่งเครียดและไร้มนุษยสัมพันธ์ขั้นสุด
“นั่นอาเจ็กหนูเอง ซ่งตงหมิง” ซ่งเหม่ยฉีกระซิบงุบงิบ “เขานิสัยเสียมากๆ หนูเกลียดเขา”
ลั่วหยางไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของตระกูลซ่ง จึงไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร
“ตงหมิง นายมาทำอะไรที่นี่” เยี่ยจือขมวดคิ้วแปลกใจ
ซ่งตงหมิงปรายตามองลั่วหยางแวบหนึ่ง มุมปากกระตุกยิ้มเยาะ “พี่สะใภ้ ไม่สะดวกให้ผมเข้าไปเหรอครับ”
เยี่ยจือหน้าตึง ยอมเบี่ยงตัวหลบทางให้
ซ่งตงหมิงเดินอาดๆ เข้ามาในบ้าน ก่อนจะจงใจกระแอมไอหนักๆ หนึ่งที
สิ้นเสียง… บอดี้การ์ดร่างกำยำสองคนก็พุ่งพรวดเข้ามาทางประตูทันที
สีหน้าของเยี่ยจือเย็นเยียบลงทันตา เธอตวาดกร้าว “พวกแกเป็นใคร ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้”
ทว่าบอดี้การ์ดทั้งสองกลับทำหูทวนลม หนึ่งในนั้นพุ่งพรวดตรงดิ่งไปหาซ่งเหม่ยฉีทันที!