ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 41 จุดพลิกผันสุดช็อก
ทิศทางลมเปลี่ยนกะทันหัน บรรดาฝูงชนที่เตรียมสลายตัวพากันชะงักและวกกลับมามุงดูเรื่องสนุกอีกรอบ แต่คราวนี้ต่างคนต่างทิ้งระยะห่าง หวั่นใจว่าเลือดจะกระเด็นมาโดนตัว
หญิงท้องแก่เริ่มเปิดสวิตช์เล่นงิ้วฉากใหญ่ “ที่รัก… มะ… มันลวนลามฉัน โอ๊ย ปวดท้องเหลือเกิน ลูกของเรา… ฮือๆๆ” เธอแหกปากร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจ ทว่าบีบน้ำตาออกมาไม่ได้สักหยด
กลุ่มกุ๊ยในคราบคนงานกระชับวงล้อม บีบให้ลั่วหยางกับไป๋จิ้งติดอยู่ตรงกลาง
ไป๋จิ้งเริ่มหน้าถอดสี ลั่วหยางคว้าแขนเธอรั้งไปหลบด้านหลังทันที ก่อนจะกระซิบเสียงเหี้ยม “แจ้งตำรวจ”
น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือ “ฉะ… ฉันเสียบชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้ ไม่ได้หยิบติดมาด้วย”
ลั่วหยางถึงกับพูดไม่ออก “… ”
แม้พวกมันจะตีวงล้อมเสร็จสรรพ แต่กลับยังไม่รีบลงมือ ไอ้หัวโจกชูท่อเหล็กขึ้นตะโกนป่าวประกาศ “ทุกคนดูหน้าไอ้สวะนี่เอาไว้ ขนาดคนท้องมันยังไม่เว้น พวกคุณว่ามันสมควรโดนกระทืบไหม”
ชัดเจนว่านี่คือสคริปต์ที่หยางหลงกับจางไป๋วางแผนกันมาอย่างดี กะจะประจานเขาให้อับอายแทบแทรกแผ่นดินหนีก่อนค่อยลงมือเหยียบซ้ำ
หากคาดเดาไม่ผิด ‘สองตัวเอก’ ของเรื่องคงใกล้ถึงคิวเปิดตัวเต็มที เพื่อนเก่าสองคนนั้นไม่มีทางพลาดช่วงเวลาไฮไลต์แบบนี้แน่ ขืนลงทุนจัดฉากใหญ่โตแต่ไม่โผล่หัวมาดูผลงานประจักษ์แก่สายตา มันก็คงเหมือนกินหมาล่าที่จืดชืดไร้รสชาติ
ลั่วหยางล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกง เตรียมหยิบโทรศัพท์ออกมาแจ้งตำรวจเอง ทว่าวินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับตัวเครื่อง ความรู้สึกเย็นยะเยือกแปลกประหลาดกลับแล่นปราดเข้าสู่ฝ่ามือ
ดวงตาปริศนาที่แปะอยู่ด้านหลังโทรศัพท์… มันกำลังกะพริบ
เมื่อคืนเขาถ่ายทอดพลังวิญญาณหล่อเลี้ยงดวงตาของอวี่เหรินอยู่นานสองนาน แต่มันก็แค่สั่นไหวเล็กน้อยแล้วหลับใหลไป ใครจะไปคาดคิดว่ามันจะมาตื่นเอาในจังหวะนรกแบบนี้
นี่มันเพิ่งสร่างซึม หรือต้องใช้เวลาทั้งคืนเพื่อผสานเข้ากับกลไกของโทรศัพท์กันแน่
ข้อสงสัยผุดขึ้นเต็มหัว แต่สัญชาตญาณบอกว่านี่ไม่ใช่เวลามานั่งวิจัยของขลัง มือของเขายังคงแช่อยู่ในกระเป๋ากางเกง เพราะมีไป๋จิ้งยืนประกบอยู่ด้านหลัง ขืนควักโทรศัพท์ออกมาโทรแจ้งตำรวจตอนนี้ เธอต้องเห็นดวงตาประหลาดนั่นเต็มสองตา และถ้าเรื่องนี้หลุดรอดไปเข้าหูหม่าจงหัวเมื่อไหร่ คงหาคำอธิบายมาแก้ตัวยาก เผลอๆ นอกจากจะชวดค่าเหนื่อยหลักล้านแล้ว ยังอาจจะลากความซวยชุดใหญ่มาลงกบาลตัวเองอีกต่างหาก
ท่ามกลางความตึงเครียด รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ จี-คลาส สีดำทะมึนคันนั้นก็เหยียบคันเร่งพุ่งแหวกเข้ามา จอดเทียบฟุตพาทหน้าจุดเกิดเหตุอย่างพอดิบพอดี
กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลง หยางหลงชะโงกหน้าออกมาพร้อมรอยยิ้มจอมปลอมที่ดูเสแสร้งจนน่าสะอิดสะเอียน “อ้าวๆ เพื่อนเก่า โลกกลมจริงๆ ว่ะ มาบังเอิญเจอนายที่นี่ได้ยังไงเนี่ย แล้วนั่น… ไปทำอีท่าไหนถึงโดนล้อมกรอบแบบนั้นล่ะ”
หญิงท้องแก่ที่ยังคงนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นรับลูกต่อทันที “มะ… มันลวนลามฉัน แถมยังลงไม้ลงมือจนฉันเจ็บไปหมด ลูกแม่คงไม่รอดแล้วแน่ๆ โฮๆๆ”
หยางหลงเบิกตากว้าง แสร้งทำเป็นช็อกอ้าปากค้าง “ลั่วหยาง ดูไม่ออกเลยจริงๆ นะเว้ยว่าแกจะเลวระยำได้ขนาดนี้ คนท้องคนไส้แกยังไม่เว้น ต่ำตมจนหมายังส่ายหน้าเลยว่ะ”
ลั่วหยางนิ่งเงียบ มองการแสดงละครปาหี่ด้วยสายตาเย็นชา
จางไป๋รู้สึกว่าแค่นั่งสมน้ำหน้าอยู่ในรถยังสะใจไม่พอ มันกระชากประตูลงมาแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “ลั่วหยาง เห็นวันนั้นทำตัวซะหล่อ นึกไม่ถึงเลยว่าเนื้อแท้จะสันดานดิบขนาดนี้ ถ้าเด็กในท้องผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรไปล่ะก็… แกเตรียมตัวไปนอนแดกข้าวแดงในคุกยาวๆ ได้เลย”
ลั่วหยางเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก “หน้าพิพิธภัณฑ์มีกล้องวงจรปิดทุกมุม คิดว่าลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้จะขู่ฉันได้เหรอ” เขาตวัดสายตากล้าแข็งไปปะทะกับหยางหลง “ไอ้กุ๊ยพวกนี้ก็คนงานจากโรงงานแกทั้งนั้น ตำรวจสืบแป๊บเดียวก็ถึงตัวบงการแล้ว ถ้าวันนี้พวกมันกล้าแตะต้องฉันกับคุณไป๋แม้แต่ปลายเล็บ… แกเตรียมตัวพังพินาศตามพวกมันไปได้เลย”
หยางหลงแค่นเสียงเหยียดหยาม “ฉันไม่รู้ว่าแกเห่าอะไร ฉันก็แค่บังเอิญขับรถผ่านมาดูหมาโดนรุมกระทืบก็เท่านั้น วันนี้ฉันอยากจะเห็นเป็นบุญตาว่ะ ว่าใครกันแน่ที่จะหนีความผิดไม่พ้น… แก หรือ ฉัน”
ลั่วหยางเงียบกริบ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไอ้พวกนี้ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความขยะแขยงจนเขาอยากจะขย้อนของเก่าออกมา ต่อให้สุดท้ายกล้องวงจรปิดจะกู้ความบริสุทธิ์ให้เขาได้ แต่วันนี้เขาก็เสียเปรียบเต็มประตูอยู่ดี
“ฮ่าๆๆ” จางไป๋หัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง “ไอ้กระจอกอย่างแกก็มีวันนี้เหมือนกันเว้ย สวะอย่างแกมันคู่ควรเป็นจับกังแบกปูนนู่น ริอ่านมาชูคอทำตัวเป็นหมอเทวะ ถุย”
ลั่วหยางสวนกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและเชือดเฉือน “จางจื้อพ่อแกน่ะ ฝีมือรักษาก็กระจอก ยังมีหน้ามาท้าพนันกับฉัน โดนฟาดเงินไปตั้งห้าแสนแถมยังโดนไล่ตะเพิดกลับไปเหมือนหมาข้างถนน… พวกแกคิดว่าการใช้ลูกไม้ต่ำตมพรรค์นี้มาสาดโคลนใส่ฉัน แล้วมันจะทำให้ฉันดูน่าสมเพชเหรอ จะบอกอะไรให้นะ ฉันไม่รู้สึกสะทกสะท้านสักนิด แค่สมเพชพวกขี้แพ้ไร้น้ำยาอย่างพวกแกสองคนก็เท่านั้นแหละ”
“ไอ้สวะเอ๊ย” จางไป๋ถูกจี้ใจดำจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มันกำหมัดแน่นเตรียมพุ่งเข้าไปซัดหน้าลั่วหยาง
หยางหลงตวาดกร้าว “จางไป๋ แกถอยออกมา”
จังหวะเดียวกันนั้น มันก็ลอบส่งซิกทางสายตาให้หัวโจกกล้ามโตอย่างรู้กัน
ไอ้หัวโจกรับสัญญาณอำมหิต มันง้างท่อเหล็กในมือขึ้นสุดวงสวิง แล้วหวดฟาดลงมาที่กลางกระหม่อมของลั่วหยางเต็มเหนี่ยว… หมายจะเอาให้กะโหลกแตกตั้งแต่ไม้แรก
ลั่วหยางถอยไม่ได้ เพราะแผ่นหลังชนเข้ากับร่างของไป๋จิ้งที่ยืนตัวสั่นอยู่ เขาจำใจคลายมือที่กำโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออก อันที่จริงตลอดเวลาที่ต่อปากต่อคำกับพวกจางไป๋เมื่อครู่ เขาลอบถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าสู่ดวงตาอวี่เหรินอยู่อย่างเงียบเชียบ หวังจะใช้โอกาสนี้กระตุ้นให้มันตื่นจากการหลับใหลอย่างสมบูรณ์ ทว่าสถานการณ์จวนตัวบังคับให้เขาต้องตัดใจหยุดกลางคัน เพื่อชักมือออกมารับมือกับมัจจุราชที่กำลังฟาดลงมา
แต่แล้วทิศทางลมกลับพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง
ท่อนแขนล่ำสันของไอ้หัวโจกกลับร่วงผล็อยราวกับหุ่นเชิดสายขาด ทิศทางของท่อเหล็กหักเหตวัดวูบลงด้านล่าง ฟาดเข้าที่กลางกบาลของหญิงท้องแก่เต็มแรง
ปึ้ก!
หญิงคนนั้นไม่ทันได้กรีดร้องออกมาสักแอะ ร่างท้วมสลบเหมือดล้มตึงกระแทกพื้นคาที่
ทุกคนในเหตุการณ์เบิกตาโพลง ช็อกจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง หยางหลงกับจางไป๋อ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด
ลั่วหยางเองก็ชะงักงันไปชั่วขณะ ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมาเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น… ดวงตาอวี่เหรินตื่นแล้ว และมันเป็นฝ่ายกระชากสายใยบงการ
“หม่าจวิน ไอ้บัดซบ แกทำบ้าอะไรของแกวะ” หยางหลงสติแตกแผดเสียงด่าลั่น
หม่าจวิน... ไอ้หัวโจกกล้ามโต แทนที่จะได้สติจากเสียงตะโกน มันกลับง้างท่อเหล็กขึ้นมาอีกครั้ง แล้วฟาดเปรี้ยงเข้าที่ขมับของลูกน้องที่ยืนงงอยู่ข้างๆ อย่างจัง
เสียงกระดูกลั่นดังกึกก้อง ชายโชคร้ายคนนั้นตาเหลือก ล้มตึงลงไปกองกับพื้นอีกราย
หยางหลงหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ความหวาดกลัวพุ่งเกาะกุมหัวใจ กุ๊ยพวกนี้คือคนงานในโรงงานของเขาทั้งนั้น และหม่าจวินก็คือหัวหน้ายาม ขืนไอ้บ้านั่นคลุ้มคลั่งตีคนจนตาย เขานี่แหละที่จะโดนหางเลขข้อหาผู้จ้างวานฆ่าไปเต็มๆ
“ระ… เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉันเว้ย ฉะ… ฉันไปก่อนล่ะ” จางไป๋ปอดแหกสับตีนแตกวิ่งหนีเอาชีวิตรอดทันที
“จางไป๋ ไอ้เวรตะไลเอ๊ย แกทิ้งฉันเหรอวะ” หยางหลงสบถด่าไล่หลัง ทว่าจางไป๋ไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ซ้ำยังสับขาหน้าตั้งเร็วกว่าเดิมราวกับผีหลอก
หม่าจวินตาลอยเคว้ง ง้างท่อเหล็กเปื้อนเลือดขึ้นมาอีกครั้งหมายจะฟาดกบาลเหยื่อรายต่อไป เร็วเท่าความคิด ลั่วหยางพุ่งพรวดประชิดตัว คว้าหมับเข้าที่ข้อมือหนาของมัน ก่อนจะตวัดขาขัดสกัดรวบยอดจนไอ้หัวโจกล้มหน้าคะมำ แล้วกดร่างมันลงกับพื้นคอนกรีตอย่างเฉียบขาด
จังหวะนั้นเอง แววตาของหม่าจวินก็กลับมามีสติอีกครั้ง พอรู้ตัวว่าถูกลั่วหยางกดล็อคอยู่บนพื้น มันก็ชะงักอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแผดเสียงร้องสั่งการลูกน้องที่เหลือ
“พวกแกมัวยืนบื้ออะไรอยู่วะ เข้าไปรุมมันสิวะ”
ทว่าอันธพาลนับสิบชีวิตกลับไม่มีใครกล้าขยับ พวกมันพร้อมใจกันโยนท่อเหล็กทิ้งเกลื่อนพื้น แล้วหันหลังวิ่งหนีป่าราบราวกับผึ้งแตกรัง
หม่าจวินเพิ่งจะมีเวลาหันไปสังเกตเห็นหญิงท้องแก่ที่นอนหัวแตกเลือดอาบ กับลูกน้องคนสนิทที่นอนสลบเหมือดจมกองเลือดอยู่ข้างๆ มันถึงกับช็อกตาตั้ง สมองขาวโพลนไปอีกรอบ
ลั่วหยางตะโกนก้อง “ใครก็ได้ช่วยโทรแจ้งตำรวจที”
บรรดาฝูงชนที่กำลังอ้าปากค้างเพิ่งสะดุ้งตื่นจากภวังค์ หลายคนรีบล้วงโทรศัพท์ออกมากดรัวโทรแจ้งสายด่วน
สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตร หยางหลงจะกล้าอยู่รอความตายได้อย่างไร มันรีบเหยียบคันเร่งมิดจนล้อฟรี ซิ่งหนีหายไปในพริบตา
ชาตินี้ทั้งชาติหยางหลงคงไม่มีวันเข้าใจ ว่าละครจัดฉากสั่งสอนศัตรูที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงไปตั้งมากมาย จู่ๆ มันย้อนกลับมารัดคอตัวเองได้อย่างไร สิ่งเดียวที่มันรู้ซึ้งแก่ใจในเวลานี้คือ… งานนี้มันซวยบรรลัยแล้วจริงๆ
ไป๋จิ้งจ้องมองแผ่นหลังกว้างของลั่วหยาง นัยน์ตากลมโตคู่นั้นทอประกายลึกล้ำซับซ้อนขึ้นมาวูบหนึ่ง… ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าภายใต้ใบหน้าตื่นตระหนกนั้น ภายในใจของเธอกำลังคิดคำนวณสิ่งใดอยู่