ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 42 ลูกศิษย์สาวที่ตกลงมาจากฟากฟ้า
เกิดเหตุเลือดตกยางออกกลางถนน ตำรวจย่อมต้องเข้ามารวบตึง
กล้องวงจรปิดหน้าพิพิธภัณฑ์ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ หลักฐานมัดตัวแน่นหนาไร้ข้อกังขา ยิ่งบวกกับเสียงแหกปากสบถของหยางหลงตอนที่หม่าจวินคลุ้มคลั่งฟาดคน… ทุกอย่างก็ยิ่งกระจ่างชัดว่าใครคือไอ้โม่งตัวจริงเบื้องหลังเหตุการณ์นี้
ตอนที่ลั่วหยางเดินล้วงกระเป๋าออกมาจากสถานีตำรวจ เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเที่ยงวันแล้ว
กริ๊งๆๆ กริ๊งๆๆ…
เสียงริงโทนแผดร้องขึ้นทำลายความเงียบ ลั่วหยางล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอโชว์เบอร์แปลก ชายหนุ่มยังไม่รีบกดรับสาย แต่พลิกตัวเครื่องกลับไปดูด้านหลังแทน
เพียงแค่มองแวบเดียว เขาก็ถึงกับฝีเท้าชะงักกึก
ดวงตาอวี่เหรินแตกแขนงเส้นเลือดฝอยสีแดงฉาน ฝังรากชอนไชทะลุเข้าไปในกรอบโทรศัพท์อย่างแนบเนียน รูปลักษณ์ของมันดูเลือนลาง หลอมรวมเข้ากับตัวเครื่องจนมองเผินๆ เหมือนสติกเกอร์นูนต่ำสามมิติสไตล์ดาร์กอาร์ต ตอนนี้เปลือกตาของมันปิดสนิท ไร้สัญญาณการตื่นรู้ใดๆ
เดาว่าการ ‘ปล่อยของ’ กระชากวิญญาณปั่นหัวหม่าจวินเมื่อเช้า คงผลาญพลังงานไปมหาศาลจนมันต้องกลับเข้าสู่โหมดจำศีลอีกรอบ ลั่วหยางลอบวิเคราะห์ในใจ
ปลายนิ้วเลื่อนกดรับสาย
“ท่านมหาขมังเวทลั่ว… เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อยไหมคะ”
น้ำเสียงหวานใสเจือแววหยอกล้อดังก้องกระแทกหู ลั่วหยางจำเจ้าของเสียงได้ทันที “คุณไป๋จิ้ง… เรื่องเมื่อเช้า ขอบคุณมากนะครับ”
แม้อีกฝ่ายจะจงใจพูดจากวนประสาท แต่การเอ่ยปากขอบคุณถือเป็นมารยาทที่ลูกผู้ชายพึงกระทำ
“แค่ขอบคุณปากเปล่าเองเหรอคะ” ไป๋จิ้งหัวเราะคิกคัก
ลั่วหยางเบนสายตาไปทางขวาของประตูสถานีตำรวจ ทะลุฝูงชนไปหยุดอยู่ที่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้ ร่างบอบบางของไป๋จิ้งยืนอยู่ตรงนั้น ห่างออกไปร่วมยี่สิบเมตร
หญิงสาวถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย ไม่อยากเชื่อว่าระยะห่างขนาดนี้อีกฝ่ายจะจับพิกัดเธอได้แม่นยำราวกับมีเรดาร์ติดตา
ลั่วหยางยกมุมปากยิ้ม “โปรโทรฟรีคุณเหลือเยอะนักเหรอครับ”
ไป๋จิ้งยักไหล่ไม่ยี่หระก่อนจะกดตัดสาย ลั่วหยางสาวเท้าเข้าไปหา ภายในหัวสมองเร่งประมวลผลหาวิธีรับมือกับแม่สาวไอคิว 141 คนนี้
“รู้ได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ตรงนี้” ร่างสูงเพิ่งจะหยุดยืนตรงหน้า ไป๋จิ้งก็ยิงคำถามใส่ทันที
ลั่วหยางพยักพเยิดไปทางศูนย์บริการเครือข่ายโทรศัพท์ฝั่งตรงข้าม “ร้านนั้นเปิดสปอตโฆษณา 5G ลั่นถนน ผมได้ยินเสียงแทรกเข้ามาในสาย ก็เลยเดาพิกัดได้ไม่ยาก”
นัยน์ตากลมโตของไป๋จิ้งหรี่ลง จับจ้องใบหน้าชายหนุ่มไม่วางตา “เรื่องเมื่อเช้า… ตกลงมันยังไงกันแน่คะ”
ลั่วหยางตัดบทหน้าตาเฉย “คุณคงยังไม่ได้ทานอะไร เลี้ยงข้าวสักมื้อแทนคำขอบคุณเป็นไงครับ คุยไปกินไปน่าจะเวิร์กกว่า”
“พูดแล้วนะคะ… ฉันจะกินของแพง” ไป๋จิ้งฉีกยิ้มกว้าง
“ตามสบายเลยครับ อยากกินร้านไหนชี้เป้ามาเลย”
ปากรับคำเป็นป๋า แต่ลึกๆ ลั่วหยางแอบปาดเหงื่อ งานนี้เขาฟันค่าตัวมาหนึ่งล้านห้าแสนหยวนก็จริง แต่เงินเดิมพันห้าแสนยังติดแหง็กอยู่ที่เยี่ยอี้หมิง ตาเฒ่านั่นไม่รู้ลืมหรือแกล้งมึนถึงยังไม่ยอมโอนมาสักที ส่วนค่าจ้างหนึ่งล้านจากพิพิธภัณฑ์ก็ยังไม่เด้งเข้าบัญชี สรุปตอนนี้ยอดเงินในวีแชตเขามีติดก้นถุงอยู่แค่สามร้อยกว่าหยวน… ขืนแม่นี่ลากเข้าภัตตาคารหรู มีหวังได้ล้างจานใช้หนี้แน่
เดินไปไม่ถึงช่วงตึก ไป๋จิ้งก็เบรกเอี๊ยดหน้าป้ายร้านยากินิคุสไตล์ญี่ปุ่นสุดหรู “ร้านนี้แหละค่ะ ฉันหิวจนไส้จะขาดแล้ว เดินต่อไม่ไหวแล้วด้วย”
ลั่วหยางประเมินราคาจากความหรูหราของหน้าร้านแล้วถึงกับขมับเต้นตุบ แต่ตกกระไดพลอยโจนมาถึงขั้นนี้คงถอยไม่ได้ ทำได้แค่ปั้นหน้ายิ้มสู้เสือ “จัดไปครับ ยากินิคุ”
อย่างแย่ที่สุด เดี๋ยวปล่อยให้เธอสั่งเนื้อวากิวไป ส่วนเขาก็เนียนสั่งแค่ข้าวหน้าปลาไหลชามเดียวกระแทกท้องก็พอ
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขัดจังหวะ ลั่วหยางล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมาปาดหน้าจอดู ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก... ยอดเงินโอนหนึ่งล้านหยวนจากพิพิธภัณฑ์เข้าบัญชีเรียบร้อย
ไป๋จิ้งหันกลับมามองอย่างสงสัย ชายหนุ่มยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วยืดอกขึ้นทันที
“คุณสั่งเลยนะ เต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจ”
ร้านปิ้งย่างในเมืองลั่วเฉิง ต่อให้สั่งเนื้อเกรดพรีเมียมมากินจนพุงกาง ยังไงบิลก็ไม่น่าเกินห้าหกร้อยหยวน ตอนนี้เสี่ยลั่วกระเป๋าหนักแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว
ไป๋จิ้งเองก็จัดหนักจัดเต็มตามคำขอ นิ้วเรียวชี้จิ้มแต่เมนูตัวท็อปราคาแพงหูฉี่ ลั่วหยางลอบปาดเหงื่อในใจ โชคดีที่เงินล้านเด้งเข้าบัญชีทันเวลา ไม่งั้นวันนี้คงได้เสียหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแน่
ทันทีที่พนักงานรับออเดอร์เดินคล้อยหลังไป ไป๋จิ้งก็เปิดฉากซักฟอกทันที “เอาล่ะ คายความลับเรื่องดวงตาข้างนั้นมาได้แล้วค่ะ”
ลั่วหยางยกแก้วน้ำขึ้นจิบหน้าตาเฉย “ผมนึกว่าเมื่อคืนเคลียร์จบไปแล้วซะอีก สรุปคุณไม่เชื่อ หรือมีวาระซ่อนเร้นอะไรกันแน่”
นัยน์ตาของหญิงสาวหรี่แคบ จับจ้องลั่วหยางราวกับเครื่องจับเท็จ “ฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าดวงตานั่นไม่ได้สลายเป็นผุยผง มันคือต้นตอของเรื่องวุ่นวายทั้งหมด คุณก็แค่งัดมันออกมาเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม วิธีการของคุณมันเมกเซนส์ดี… แต่คุณควรจะบอกความจริงฉันตรงๆ ไม่ใช่เหรอคะ”
ลั่วหยางลอบถอนใจ ผู้หญิงไอคิว 141 นี่หลอกยากหลอกเย็นชะมัด ต่อให้เมื่อคืนสือเฟยจะช่วยปั้นน้ำเป็นตัวแก้ต่างให้ แต่แม่นี่นอกจากจะไม่หลงกลแล้ว ยังวิเคราะห์สถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง
“เหตุการณ์เมื่อเช้า ไอ้หัวโจกนั่นตั้งใจจะฟาดคุณ แต่จู่ๆ ไม้มันก็หักเหไปฟาดหัวยัยป้าท้องแก่แทน… ฝีมือดวงตาข้างนั้นใช่ไหมคะ” แววตาของไป๋จิ้งเปล่งประกายคมปลาบ
ลั่วหยางยกมุมปากยิ้มกริ่ม “ในเมื่อคุณมีธงในใจอยู่แล้ว จะมาคาดคั้นเอาคำตอบจากผมทำไมอีก”
“ฉันแค่อยากได้ยินจากปากคุณชัดๆ”
“แล้วถ้าผมขอปิดตายเรื่องนี้ล่ะ”
ไป๋จิ้งเบะปากเชิดหน้าใส่ทันที อาการหงุดหงิดพุ่งปรี๊ดจนเก็บทรงไม่อยู่
บรรยากาศกำลังตึงเครียด พนักงานเสิร์ฟวัยป้าก็ยกถาดเนื้อมาเสิร์ฟพร้อมเปิดเตาถ่านให้
“คุณป้าไปดูโต๊ะอื่นเถอะค่ะ เดี๋ยวพวกเราจัดการปิ้งกันเอง” ไป๋จิ้งออกปากไล่ทางอ้อม
พนักงานรุ่นป้าพยักหน้ารับ แต่จังหวะหมุนตัวเดินกลับดันแอบส่งสายตาวิ๊งวับหยาดเยิ้มมาให้ลั่วหยางจนเขาขนลุกเกรียว
นี่แหละคือความลำบากใจของคนเกิดมาหล่อเกินมาตรฐาน
“เสน่ห์แรงไม่เบานะคะพ่อคุณ ขนาดรุ่นป้ายังโดนตกเลย” ไป๋จิ้งอดไม่ได้ที่จะค่อนขอด
ชายหนุ่มกระแอมแก้เก้อ คีบเนื้อวากิวลงเตา “อยากกินชิ้นไหน เดี๋ยวผมปิ้งให้”
“ไม่ต้องมาเนียนเปลี่ยนเรื่องเลยค่ะ สรุปดวงตานั่นอยู่กับคุณใช่ไหม” หญิงสาวยังคงกัดไม่ปล่อย
ลั่วหยางชักจะรำคาญความตื๊อ จึงสวนกลับไปตรงๆ “ถ้าผมยอมรับว่าใช่… คุณจะสั่งให้ผมถอดกางเกงค้นตัวเลยไหมล่ะ”
พวงแก้มของไป๋จิ้งเห่อร้อนและแดงซ่านขึ้นมาทันที เธอรีบก้มหน้างุดหลบสายตา
พอเห็นปฏิกิริยาเขินอายของอีกฝ่าย ลั่วหยางก็รู้ตัวว่าเบรกแตกหลุดปากแรงไปหน่อย จึงรีบดึงจังหวะกลับ “เอาล่ะๆ… ก่อนที่ผมจะตอบคำถามคุณ คุณตอบผมมาก่อนข้อหนึ่ง”
“ได้ค่ะ ถามมาเลย” ไป๋จิ้งช้อนตาขึ้นมอง
“ที่คุณกัดไม่ปล่อยตามสืบเรื่องผมเนี่ย… คงไม่ใช่แค่ต่อมเผือกทำงานหรอกมั้ง คุณต้องการอะไรกันแน่” ลั่วหยางยิงคำถามตรงประเด็น
“คุณเก่งนักก็เดาดูสิคะ” ไป๋จิ้งสวนกลับหน้าตาย
ลั่วหยางถึงกับสะอึก “… ”
“ดูหน้าก็รู้ว่าสมองตันแล้ว ยอมบอกก็ได้… ฉันอยากเรียนวิชาขมังเวทกับคุณค่ะ” รอยยิ้มหวานหยดอาบไล้บนใบหน้าหญิงสาว
ลั่วหยางชะงักตะเกียบที่คีบเนื้อค้างอยู่กลางอากาศ
เมื่อกี้สมองเขาประมวลผลไปไกลลิบ แอบระแวงด้วยซ้ำว่าแม่นี่กะจะแบล็กเมล์รีดไถขอแบ่งเปอร์เซ็นต์ค่าเหนื่อยหลักล้านของเขา ใครจะไปคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงจะหลุดโลกไปขนาดนี้
“เงียบแปลว่าตกลงนะคะ” รอยยิ้มของเธอยิ่งหวานเยิ้ม
ลั่วหยางขมวดคิ้วมุ่น “คุณเป็นถึงนักศึกษาปริญญาโทสายโบราณคดี จะมาเสียเวลาเรียนวิชาอาคมไปทำไม”
ไป๋จิ้งเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายอย่างจริงจัง “ก็เพราะฉันเรียนโบราณคดีไงคะ ฉันถึงหลงใหลในศาสตร์ของจอมขมังเวทบรรพกาล ถ้าคุณชอบงานศิลปะ คุณก็ต้องไปเรียนวาดรูป ยิ่งฉันขุดค้นประวัติศาสตร์ลึกลงไปเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งค้นพบว่าในอารยธรรมหัวเซี่ยยุคโบราณ จอมขมังเวทคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริง ซานหวง สิงเทียน ต้าอวี่… พวกเขาล้วนเป็นจอมขมังเวท อาณาจักรสู่โบราณเมื่อเกือบห้าพันปีก่อน กษัตริย์องค์แรกอย่างช่านฉงที่เป็นลูกชายของต้าอวี่ก็คือจอมขมังเวท หน้ากากสำริดตาโปนในพิพิธภัณฑ์นั่นแหละค่ะ คือใบหน้าจำลองของช่านฉง”
ลั่วหยางนึกย้อนถึงหน้ากากสำริดทรงประหลาดนั่น ตอนที่เห็นเขาดูไม่ออกสักนิดว่ามันคือใบหน้าของกษัตริย์องค์แรกแห่งอาณาจักรสู่ ยิ่งเรื่องที่ว่าเป็นจอมขมังเวทยิ่งแล้วใหญ่ ชายหนุ่มลอบนับถือฐานข้อมูลในสมองของหญิงสาวเงียบๆ แต่ก็ยังไม่หลุดปากรับปากใดๆ
“ก่อนเจอคุณ ฉันคิดว่าเรื่องจอมขมังเวทบรรพกาลเป็นแค่นิทานหลอกเด็ก บนโลกนี้ไม่มีเวทมนตร์หรือจอมขมังเวทบ้าบออะไรนั่นหรอก... จนกระทั่งคุณโผล่มาทุบตรรกะทั้งหมดของฉันจนแหลกละเอียด ฉันถึงรู้ว่าโลกใบนี้มันมีอะไรซ่อนอยู่อีกเยอะ ฉันหลงใหลในศาสตร์วิชานี้… ฉันก็ต้องศึกษาให้ถึงแก่น ฉันอยากจะเก่งกาจแบบคุณบ้าง” ไป๋จิ้งชูหมัดเล็กๆ ขึ้นมาตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
หญิงสาวพยายามทำท่าขึงขังดุดัน แต่ด้วยเครื่องหน้าจิ้มลิ้มกับผิวขาวจั๊วะเหมือนหยวกกล้วย แถมกำปั้นก็เล็กจิ๋วเท่ามังคุด ภาพที่ออกมามันเลยดูเหมือนลูกกระต่ายขนฟูพยายามแยกเขี้ยวขู่ราชสีห์ซะมากกว่า
ลั่วหยางจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโต “แล้วถ้าผมปฏิเสธล่ะ”
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นทันที “ฉันก็จะตามตื๊อเกาะแกะคุณไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะใจอ่อนนั่นแหละ”
ชายหนุ่มเริ่มนวดขมับตัวเอง ไม่ใช่กลัวโดนตื๊อ แต่ปัญหาคือแม่นี่กุมความลับเรื่องดวงตาอวี่เหรินเอาไว้ แถมยังรู้ทันอีกว่าเขาใช้มันปั่นหัวไอ้หม่าจวินเมื่อเช้า ขืนปฏิเสธส่งเดชมีหวังโดนแบล็กเมล์แฉยับแน่
แต่พอลองชั่งน้ำหนักดู การมีลูกศิษย์ที่เป็นสารานุกรมประวัติศาสตร์เดินได้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ตัวเขาเองก็กำลังคลำทางหารากเหง้าของวิชาขมังเวทบรรพกาลเพื่อยกระดับพลังของตัวเองอยู่พอดี มีเธอมาเป็นฐานข้อมูลให้ก็ถือว่าวิน-วินทั้งคู่
“เมื่อกี้คุณยิงคำถามผมมาตั้งเยอะ แล้วนี่จะมาขอฝากตัวเป็นศิษย์อีก... โลภไปหน่อยมั้ง เลือกมาแค่อย่างเดียว” ลั่วหยางโยนหินถามทางเพื่อทดสอบความตั้งใจ
“ฉันเลือก…” ไป๋จิ้งอ้าปากตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด
“เตือนไว้ก่อนนะ ถึงผมยอมสอน ก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะเรียนสำเร็จ วิชาพวกนี้มันเลือกคน” ลั่วหยางเบรกหัวทิ่ม
“ต่อให้ยากแค่ไหน ฉันก็จะเรียนวิชากับคุณค่ะ” ไป๋จิ้งฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี
ลั่วหยางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ เป็นอันตกลง
“งั้น… อาจารย์อยากทานชิ้นไหนคะ เดี๋ยวศิษย์ผู้นี้จะปิ้งถวายเอง” ไป๋จิ้งสวมบทบาทรวดเร็วปานกิ้งก่าเปลี่ยนสี
ลั่วหยางถึงกับกลอกตา “เลิกเรียกผมว่าอาจารย์ได้ไหม ฟังแล้วขนลุก”
“รับทราบค่ะ… อาจารย์”
ลั่วหยาง “… ”
มื้อยากินิคุจบลงที่บิล 528 หยวน เถ้าแก่ร้านใจป๋าปัดเศษทิ้งให้เหลือถ้วนๆ ทั้งคู่เดินย่อยอาหารออกจากร้านมาตามริมถนน
“อาจารย์คะ สรุปจะเริ่มคลาสแรกเมื่อไหร่ดีคะ” หญิงสาวเซ้าซี้ไม่เลิก
ลั่วหยางนวดขมับอีกรอบ “ไม่ต้องรีบร้อนหรอกน่า ผมขอเวลากลับไปจูนเคล็ดวิชาที่มันเหมาะกับคนธรรมดาอย่างคุณก่อน เอาเป็นว่าจัดการธุระที่นี่เสร็จเมื่อไหร่ ค่อยไปหาผมที่เมืองปาเฉิงละกัน”
“ดีลค่ะ ศิษย์จะทำตามที่อาจารย์สั่งทุกอย่าง” ไป๋จิ้งรับคำแข็งขัน
“งั้นคุณก็กลับไปทำงานที่พิพิธภัณฑ์ต่อเถอะ ผมก็ต้องเตรียมตัวตีตั๋วกลับปาเฉิงแล้วเหมือนกัน”
ทันใดนั้น ไป๋จิ้งก็ล้วงเอาซองอั่งเปาสีแดงสดออกมาจากกระเป๋ากางเกง ยัดใส่มือลั่วหยางอย่างรวดเร็ว “นี่ของขวัญฝากตัวเป็นศิษย์ค่ะ รับไว้ด้วยนะคะ”
ลั่วหยางทั้งฉุนทั้งขำ “มาเล่นมุกตลกอะไรตรงนี้ เอาคืนไปเลย ผมไม่รับ”
แต่ยังไม่ทันได้ยัดคืน หญิงสาวก็หมุนตัวสับขาหนีไปไกลลิบเสียแล้ว เธอหันกลับมาหัวเราะร่าพลางตะโกนลั่นถนน “ก็แค่อาจารย์เตรียมของขวัญรับศิษย์มาแลกกันก็เจ๊าแล้วปะคะ”
ลั่วหยางเกือบจะสับเท้าวิ่งไล่ตามไปยัดซองคืน แต่พอคิดภาพตัวเองวิ่งไล่จับผู้หญิงกลางถนนมันคงดูไม่จืด จึงทำได้แค่ยืนถอนใจ
ชายหนุ่มแกะซองอั่งเปาออกดูของข้างใน สิ่งที่หล่นใส่มือคือ… ปากกาหมึกซึมหนึ่งด้าม
ลั่วหยางยืนทำหน้าพิกลคิ้วขมวดเข้าหากัน
ฝากตัวเป็นศิษย์สายมูเตลูขมังเวท… แต่ให้ปากกาหมึกซึมเนี่ยนะ ธรรมเนียมโลกไหนวะเนี่ย!