ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 43 รีโมตคอนโทรลสิ่งมีชีวิต
ตกเย็น เจี่ยงเสียนหรงลงมือเข้าครัวด้วยตัวเอง ผัดกับข้าวเมนูเด็ดที่ถนัดออกมาสองสามอย่าง
เยี่ยอี้หมิงถึงกับงัดเอาเหล้าเก่าเก็บที่หวงนักหวงหนาออกมาเปิด รั้งตัวลั่วหยางให้อยู่ก๊งเป็นเพื่อน
สองสามีภรรยาเอาใจใส่จนลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็น ชักจะแยกไม่ออกแล้วว่าตกลงนี่บ้านตัวเองหรือบ้านใครกันแน่
หลังมื้อค่ำ ลั่วหยางตั้งใจจะช่วยเก็บกวาดถ้วยชาม แต่เจี่ยงเสียนหรงรีบเบรกไว้ทันที
“เสี่ยวลั่ว ตรงนี้ไม่ต้องลำบากเธอหรอก น้าจัดการเอง ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนลุงเยี่ยเถอะ” เจี่ยงเสียนหรงยิ้มกว้าง
“คุณน้าเป็นแขก จะให้มาล้างจานได้ยังไงล่ะครับ” ลั่วหยางเกรงใจ
“แขกเขิกอะไรกัน ไม่ต้องพูดจาห่างเหินขนาดนั้น ไปเถอะๆ อย่ามาเกะกะแถวนี้เลย” เจี่ยงเสียนหรงดันหลังลั่วหยางออกไปดื้อๆ
ลั่วหยางจะอยู่ก็ไม่ได้ จะไปก็ไม่เชิง รู้สึกทำตัวไม่ถูก
จังหวะนั้นเอง ซ่งเหม่ยฉีก็ขยิบตาให้เขาพลางหัวเราะคิกคัก
“เหม่ยฉี ขำอะไรเนี่ย” ลั่วหยางเลิกคิ้วถาม
ยัยหนูตัวแสบเดินเตาะแตะมาข้างกาย เขย่งเท้ากระซิบเสียงเบา “คุณลุงลั่ว ยินดีด้วยนะคะ ด่านคุณยาย… คุณลุงผ่านฉลุยแล้ว”
ลั่วหยาง “…”
รู้อย่างนี้ไม่น่าถามยัยเด็กแสบนี่เลย ให้ตายเถอะ
“ด่านคุณตาก็น่าจะไร้ปัญหาเหมือนกัน คุณลุงรีบไปสิคะ พูดจาให้มันเข้าหูตาแกหน่อยนะ” ซ่งเหม่ยฉีกระซิบกำชับราวกับผู้ใหญ่สอนเด็ก
ลั่วหยางกลอกตาบนใส่แม่กามเทพตัวน้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ชายต่างวัยสองคนจึงมานั่งจิบชาตากลมอยู่ที่ระเบียง
“เสี่ยวลั่ว ลุงเอาเรื่องของเธอไปเล่าให้พวกตาเฒ่าฟัง แต่ละคนทึ่งกันใหญ่ อยากทำความรู้จักกันทั้งนั้น ลุงเลยบอกขอมาถามเธอดูก่อน” แววตาของเยี่ยอี้หมิงเปี่ยมด้วยความคาดหวัง
ลั่วหยางยิ้มบาง “ได้สิครับ ในเมื่อเป็นเพื่อนของคุณลุงเยี่ย รู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหาย”
เยี่ยอี้หมิงยิ้มจนตาหยี “งั้นตกลงตามนี้นะ ไว้ลุงนัดตาเฒ่าพวกนั้นมารวมตัวกันเมื่อไหร่ จะเชิญเธอมาดื่มด้วยกัน”
ลั่วหยางพยักหน้ารับ “ได้ครับ คุณลุงจัดการเรียบร้อยก็โทรหาผมได้เลย”
เยี่ยอี้หมิงเปลี่ยนเรื่องคุยทันควัน “จริงสิ เงินห้าแสนนั่น…”
“ไม่รีบครับ ผมไม่รีบ” ลั่วหยางตอบรักษามารยาท
ใบหน้าชราของเยี่ยอี้หมิงระบายรอยยิ้มเอาใจ “งั้นฝากไว้ที่ลุงก่อนนะ ไว้เดี๋ยวลุงซื้อรถให้เธอสักคัน ปรมาจารย์อย่างเธอจะออกไปไหนมาไหนโดยไม่มีรถดีๆ ขับได้ยังไง”
ลั่วหยางชะงักกึกไปชั่วขณะ
นี่มันสถานการณ์บ้าอะไรกันเนี่ย
จิบชาเสร็จ เยี่ยอี้หมิงกับเจี่ยงเสียนหรงก็ขอตัวกลับ ส่วนซ่งเหม่ยฉียังรั้งอยู่ต่อ
ยัยหนูนั่งดูการ์ตูนอยู่บนโซฟาโดยมีลั่วหยางนั่งเป็นเพื่อน ปกติเวลานี้เยี่ยจือมักจะวิดีโอคอลมาหา ทว่าคืนนี้กลับเงียบเชียบ ลั่วหยางรู้สึกโหวงในใจอย่างประหลาด ราวกับขาดอะไรบางอย่างไป
“คุณลุงลั่ว เรามาคุยกันหน่อยดีกว่า” จู่ๆ ซ่งเหม่ยฉีก็กดปิดทีวี
ลั่วหยางเลิกคิ้วแปลกใจ “หนูอยากคุยอะไรล่ะ”
“ก็เรื่องที่คุณตาบอกจะซื้อรถให้คุณลุงไงคะ จะมีเรื่องอะไรอีก”
ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็น เขาใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเล็กๆ นั่นเบาๆ “ในหัวหนูเนี่ย… เอาพื้นที่ไปจำพวกบทกวีหรือแม่สูตรคูณบ้างเถอะ ตัวแค่นี้ จะมาวุ่นวายเรื่องผู้ใหญ่ทำไมฮึ”
“ก็คุณลุงซื่อบื้อขนาดนี้ หนูจะไม่วุ่นวายได้ยังไงล่ะ หนูไม่ได้ไปยุ่งเรื่องของคนอื่นสักหน่อย”
ลั่วหยาง “…”
“หนูบอกว่าคุณลุงบื้อ คุณลุงก็ยอมรับมาเถอะ ที่คุณตาบอกจะซื้อรถให้น่ะ… คุณลุงรู้ไหมคะว่ามันหมายความว่ายังไง” ซ่งเหม่ยฉีทำหน้าเอือมระอา
“แล้วหนูรู้เหรอ”
“นั่นมันสินสอดแม่หนูไงคะ คุณลุงลั่วนี่บื้อจริงๆ หนูละปวดหัวกับคุณลุงเลยเนี่ย” ยัยหนูตัวจ้อยยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากลั่วหยางคืนหนึ่งที
ลั่วหยางถึงกับช็อกค้าง กลายเป็นหินไปในพริบตา
======
ซ่งเหม่ยฉีผล็อยหลับไปแล้ว
พอกลับเข้าห้อง ลั่วหยางก็ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา วุ่นวายมาทั้งวัน เพิ่งจะมีเวลาว่างมานั่งศึกษามือถือที่ผสานเข้ากับดวงตาอวี่เหรินอย่างจริงจัง
หน้าจอมือถือไม่ได้ดูต่างจากมือถือทั่วไปนัก เพียงแต่สีไม่ได้ดำสนิทเหมือนเมื่อก่อน กลับมีประกายสีเขียวเจือปนอยู่ในเนื้อสีดำ ส่งผลให้ผิวสัมผัสไม่เรียบลื่นเหมือนกระจก แต่ให้ความรู้สึกสากคล้ายกับ ‘หิน’
พลิกดูด้านหลัง ‘เส้นเลือด’ สีแดงปรากฏชัดเจนและเพิ่มจำนวนขึ้น บางเส้นแตกแขนงราวกับมีชีวิต ฝาหลังสีดำแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอมดำ โดยมีพื้นที่สีแดงลุกลามจนกินพื้นที่เกือบทั้งหมด
“อวี่เหริน” ลั่วหยางลองส่งเสียงเรียก
ไร้การตอบสนอง
เขาลองเรียกซ้ำอีกสองครั้งก็ยังเงียบกริบ จึงตัดสินใจใช้วิชาดัชนีแพทย์ไท่ชูจรดนิ้วลงตรงหางตาของดวงตาอวี่เหริน ถ่ายทอดพลังวิญญาณอัดเข้าไป
พลังวิญญาณไหลทะลักเข้าไปสายแล้วสายเล่า ทว่าดวงตาอวี่เหรินก็ยังคงแน่นิ่ง
เวลาผ่านไปสิบห้านาที
ลั่วหยางต้องถอนนิ้วออก เขาไม่ใช่จอมขมังเวทระดับตำนานที่มีพลังวิญญาณไร้ขีดจำกัด ยื้อมาได้ถึงสิบห้านาที ร่างกายก็ถึงขีดจำกัดแล้ว
“เหมียว…” เสียงแมวร้องดังแว่วมาจากนอกระเบียง
ลั่วหยางหันขวับไปมอง นอกหน้าต่างกระจกปรากฏร่างแมวส้มอ้วนจ้ำม่ำ ขนสีส้มมันขลับเงางาม ท่าทางหยิ่งยโสราวกับคุณชายลูกผู้ดี คงเป็นแมวเลี้ยงของเศรษฐีบ้านไหนสักหลังในหมู่บ้านที่หนีออกมายืดเส้นยืดสายยามวิกาล
มันนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนราวระเบียงหิน ส่งเสียงร้องหนวกหูเป็นระยะ
ลั่วหยางรำคาญ จึงสะบัดมือไล่ “ไปให้พ้น”
วินาทีที่สะบัดมือ เขากลับสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานประหลาดขุมหนึ่งแผ่ซ่านออกมา
เจ้าส้มอ้วนสะดุ้งสุดตัว ลุกพรวดจากราวระเบียง กระโจนข้ามไปเกาะยอดไม้ที่ห่างออกไปหลายเมตร ก่อนจะหันขวับกลับมาจ้องลั่วหยางตาเขม็ง
ลั่วหยางรีบพลิกมือถือในมือขึ้นมาดูทันที นึกว่าดวงตาอวี่เหรินเบิกกว้างขึ้นแล้ว แต่เปล่าเลย มันยังคงปิดสนิท
“แปลก... เมื่อกี้สัมผัสได้ชัดๆ เลยนี่หว่า” เขาพึมพำ อธิบายความรู้สึกเมื่อครู่ไม่ถูก
แต่แล้ว จู่ๆ ความคิดพิเรนทร์บางอย่างก็แล่นปลาบเข้ามาในหัว
“กลับมา” ลั่วหยางยกมือถือเล็งไปที่เจ้าแมวส้มบนยอดไม้
คลื่นพลังงานสุดแสนประหลาดพุ่งทะยานออกไปอีกครั้ง
เจ้าส้มหันขวับ ร่างอ้วนท้วนกระโจนพรวด พุ่งตัวข้ามอากาศกลับมาตุ้บลงบนระเบียงอย่างแม่นยำ
ลั่วหยางจ้องมือถือในมือด้วยสายตาเหลือเชื่อ
“ไปให้พ้น”
เจ้าส้มกระโดดเด้งกลับไปเกาะยอดไม้
“กลับมา”
เจ้าส้มลอยละลิ่วกลับมาตุ้บที่ระเบียง
เขาสั่งการสลับไปมาติดกันเจ็ดแปดครั้ง และมันก็ได้ผลเป๊ะทุกครั้งราวกับสั่งได้ดั่งใจ
จนกระทั่งรอบที่เก้า เจ้าส้มเริ่มหมดสภาพ แรงส่งกระโดดไม่พอ ร่างอ้วนกลมจึงร่วงผล็อยหล่นตุ้บลงจากระเบียงไปตามระเบียบ
ลั่วหยางชะโงกหน้าลงไปดู เห็นเพียงเจ้าส้มอ้วนตะเกียกตะกายขึ้นมาจากแปลงดอกไม้ ร้องเหมียวๆ เสียงขุ่นเหมือนกำลังก่นด่าสาปแช่งบรรพบุรุษเขาก่อนจะสะบัดก้นเดินจากไป
ครั้งนี้ลั่วหยางไม่ได้เรียกมันกลับมาอีก ในที่สุดเขาก็ตาสว่าง การที่ดวงตาอวี่เหรินผสานเข้ากับมือถือ เท่ากับว่าตอนนี้เขาครอบครองอาวุธเวทสมัยใหม่เป็นของตัวเองแล้วจริงๆ
ถึงวิธีใช้จะดูทุเรศทุรังไปสักหน่อย แต่มันก็คือความจริง
พูดให้ถูกคือ… เจ้านี่มันไม่ใช่แค่มือถือ แต่มันคือ ‘รีโมตคอนโทรลสิ่งมีชีวิต’ ชัดๆ!