ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 44 การใช้งานอาวุธเวทสมัยใหม่ข้างถนน
รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกที ท้องฟ้าด้านนอกก็สว่างโร่แล้ว
สิ่งแรกที่ลั่วหยางทำหลังลุกจากเตียงคือคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กดูทันที
ดวงตาอวี่เหรินด้านหลังตัวเครื่องยังคงปิดสนิท
เขานึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนมัวแต่วุ่นจนลืมชาร์จแบตเตอรี่ จึงกดปลุกหน้าจอเพื่อเช็กสถานะ
หน้าจอสว่างวาบ ภาพพื้นหลังแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวอื๋อแผ่กลิ่นอายวังเวงชวนขนลุก แต่พอคิดว่าต้นเพลิงอย่างดวงตาอวี่เหรินก็คือวิญญาณร้ายตั้งแต่แรก อาการแปลกใจก็มลายหายไป
ไอคอนแบตเตอรี่มุมจอเปลี่ยนเป็นสีเขียวทะมึน ซ้ำขีดพลังงานยังลดฮวบจนแตะเส้นแดงกะพริบเตือน
ลั่วหยางดึงสายชาร์จมาเสียบเข้าก้นเครื่อง ทว่าหน้าจอกลับนิ่งสนิท ไร้การแจ้งเตือนใดๆ
เขาลองถอดแล้วเสียบใหม่ซ้ำๆ หน้าจอก็ยังคงมืดบอด ระดับแบตเตอรี่ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“หรือว่ามันไม่ต้องใช้ไฟฟ้าแล้ว” ลั่วหยางฉุกคิดขึ้นมาได้ มือถือเครื่องนี้วิวัฒนาการกลายเป็นอาวุธเวทไปแล้ว ขืนมัวแต่เสียบปลั๊กชาร์จไฟก็คงโง่เต็มทน สิ่งที่มันต้องการคือการชาร์จ ‘พลังวิญญาณ’ ต่างหาก
ไวเท่าความคิด เขาจรดดัชนีแพทย์ไท่ชูลงบนดวงตาอวี่เหริน รีดเร้นพลังวิญญาณอัดฉีดเข้าไปในตัวเครื่องทันที
ได้ผล ไอคอนแบตเตอรี่บนหน้าจอเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง แถบพลังงานสีเขียวหม่นค่อยๆ ขยับเพิ่มระดับขึ้นทีละมิลลิเมตร
มือถือลอกคราบกลายเป็นอาวุธเวทสมบูรณ์แบบ มันโบกมือลาพลังงานไฟฟ้า แล้วเปลี่ยนมากิน ‘พลังวิญญาณ’ เป็นอาหารแทน
ถึงกระนั้น ดวงตาอวี่เหรินก็ยังคงหลับใหล ปิดสนิทไร้การเคลื่อนไหว
ลั่วหยางชาร์จพลังวิญญาณไปพลางขบคิดไปพลาง อันที่จริงเขาไม่เห็นต้องมาหมกมุ่นให้เปลืองสมอง ต่อให้มันลืมตาขึ้นมาแล้วยังไง ในเมื่อสื่อสารกันไม่ได้สักคำ บางที… เขาควรหาวัสดุที่แฝงพลังวิญญาณมาสักชิ้น แล้วใช้วิชาประทับวิญญาณบรรพกาลอัปเกรดความขลังให้มือถือเครื่องนี้ซะ หากเปลี่ยนมันเป็นของวิเศษได้ การผสานรวมกับดวงตาอวี่เหรินก็จะยิ่งทวีความสมบูรณ์แบบ พลังอำนาจก็ย่อมก้าวกระโดดตามไปด้วย… ปัญหาเดียวคือ เขาจะไปขุดหาวัตถุวิญญาณพวกนี้จากหลุมไหน
สรรพสิ่งในโลกล้วนมีวิญญาณ ตามทฤษฎีแล้ว ต่อให้เป็นก้อนหินริมทางก็ยังมีพลังสถิต ทว่ามันเบาบางจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ค่า ขืนดันทุรังใช้วิชาประทับวิญญาณบรรพกาลสกัดออกมา คงได้แค่ฝุ่นผง
มื้อเช้าผ่านพ้นไปอย่างเรียบง่าย
ซ่งเหม่ยฉีกะพริบตาปริบๆ ช้อนสายตาออดอ้อนมองลั่วหยาง “คุณลุงลั่ว พาหนูไปสวนสัตว์หน่อยสิคะ หนูอยากดูแพนด้าใจจะขาดแล้ว”
“เอ่อ…” ลั่วหยางอึกอัก เขาไร้อารมณ์สุนทรีย์กับการเดินเบียดเสียดในสวนสัตว์โดยสิ้นเชิง แต่สมองกลับตื้อตัน หาข้ออ้างมาปัดตกไม่ได้
ยัยหนูตัวแสบไม่รอช้า พุ่งพรวดเข้ามากอดหมับที่ต้นขาเขาทันที “คุณลุงลั่วสุดหล่อ พาหนูไปเถอะน้าๆๆ”
ลั่วหยางโดนลูกตื๊อจนแทบถอดใจ แต่แล้วประกายความคิดวิปลาสก็แล่นปลาบเข้ามาในหัว เขาลอบล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง กำมือถือแน่น หันเลนส์กล้องทะลุเนื้อผ้าเล็งเป้าไปที่เด็กน้อย แล้วเพ่งสมาธิสั่งการในใจ ‘เหม่ยฉี วันนี้หนูอยากอยู่บ้านฝึกคัดลายมือ’
“หนูจะฝึกคัดลายมือ” ซ่งเหม่ยฉีคลายอ้อมกอดออกดื้อๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นราบเรียบ ก่อนจะหมุนตัวเดินตัวปลิวไปที่โต๊ะน้ำชา
บนโต๊ะมีกระเป๋านักเรียนใบจิ๋ววางอยู่ ภายในอัดแน่นไปด้วยกล่องดินสอ สมุดบันทึก และหนังสือภาพสำหรับเด็กอนุบาล
ได้ผลแฮะ!
ความรู้สึกผิดจางๆ แล่นริ้วขึ้นมาในอกลั่วหยาง
ใช้พลังเวทบิดเบือนเจตจำนงเด็กแบบนี้… จะดูชั่วร้ายเกินไปหน่อยไหมเนี่ย
แต่เสี้ยววินาทีต่อมา ซ่งเหม่ยฉีก็เบรกเอี๊ยด หันขวับกลับมาขมวดคิ้วมุ่น “เดี๋ยวสิ หนูไม่ได้โง่นะ จะไปคัดลายมือทำไม หนูจะไปดูแพนด้าต่างหาก”
ลั่วหยาง “…”
ยัยหนูเดินเตาะแตะกลับมาล็อกต้นขาเขาหนึบอีกรอบ “คุณลุงลั่วสุดหล่อ สงสารหนูเถอะนะคะ หนูอยากดูแพนด้าจริงๆ นะ”
ลั่วหยางนวดยกขมับตัวเองเบาๆ ยอมจำนนต่อโชคชะตา “โอเคๆ ไปดูแพนด้ากัน”
ตอนนี้เขาเริ่มจับทางได้แล้ว หากดวงตาด้านหลังฝาเครื่องเบิกโพลง นั่นหมายถึงดวงตาอวี่เหรินกระโจนเข้ามาแทรกแซงโดยตรง เหมือนเคสไอ้สวะหม่าจวินเมื่อวาน ที่โดนแฮ็กสมองจนคว้าไม้ไปฟาดหัวเมียตัวเอง แต่ตราบใดที่ดวงตาอวี่เหรินยังหลับใหล มันจะอยู่ในโหมด ‘รีโมตคอนโทรลสิ่งมีชีวิต’ แค่แทรกแซงเจตจำนงเป้าหมายได้เพียงไม่กี่วินาที พอหมดเวลา ฤทธิ์ก็จะเสื่อมและเป้าหมายจะหลุดจากการควบคุมทันที
ทว่า ต่อให้ผลลัพธ์จะคงอยู่แค่ชั่วอึดใจ… แต่มันก็โคตรจะร้ายกาจและโกงจนน่าขนลุกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น สัญชาตญาณส่วนลึกยังคอยเตือนว่า ห้ามปล่อยให้ดวงตาอวี่เหรินเบิกตาควบคุมใครสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด มันอันตรายเกินควบคุม หากมันสูบพลังจนฟื้นฟูสภาพกลับไปเทียบเท่าตอนก่อน ‘ผ่าตัดปลูกถ่าย’ ความหายนะจะพุ่งทะยานเป็นร้อยเท่า อาการของทีมสำรวจโบราณคดีนั่นแหละคืออนุสาวรีย์เตือนใจชั้นดี
จัดการแต่งตัวออกจากบ้าน ลั่วหยางจูงมือซ่งเหม่ยฉีมายืนกดแอปเรียกรถรออยู่ริมฟุตพาท
มนุษย์ป้าร่างท้วมคนหนึ่งกำลังเดินนวยนาดมาพร้อมหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวเบ้อเริ่ม มันรูปร่างใหญ่โตระดับน้องๆ ลูกวัว แต่ป้าแกกลับมักง่ายไม่ยอมใส่สายจูง พอเจ้าหมาเหล่มองเห็นลั่วหยางกับซ่งเหม่ยฉี มันก็พุ่งปรี่ตรงดิ่งเข้ามาหาทันที
“คุณลุงลั่ว หนูกลัว” ซ่งเหม่ยฉีหน้าถอดสี รีบมุดหลบไปด้านหลังลั่วหยาง ทว่าจังหวะถอยเท้าดันไปสะดุดขอบฟุตพาท ร่างเล็กเสียหลักล้มคะมำลงไปกองกับพื้นถนน
ลั่วหยางใจหายวาบ รีบยื่นมือคว้าตัวเด็กน้อยขึ้นมาอุ้มไว้แนบอกทันที
เจ้าโกลเด้นเดินเตาะแตะเข้ามาดมๆ ฟุดฟิดที่ขาของลั่วหยางอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะเดินสะบัดหางผละไป
ตลอดเหตุการณ์ มนุษย์ป้าเจ้าของหมากลับตีหน้ามึน ไม่มีแม้แต่คำขอโทษหลุดออกจากปากสักครึ่งคำ
ลั่วหยางขมวดคิ้ว ทนความมักง่ายไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น “พาหมาตัวเบ้อเร่อมาเดินเล่นในที่สาธารณะ ทำไมไม่ใส่สายจูงล่ะครับคุณป้า”
“แล้วมันไปหนักหัวแกเรอะ มันกัดแกเข้าแล้วหรือไง ต่อให้มันขย้ำแกจริงๆ ก็แค่ไปฉีดยากันบาดทะยัก ฉันมีปัญญาจ่ายก็แล้วกัน” ปากของมนุษย์ป้ารัวเป็นปืนกล สาดกระสุนน้ำลายใส่หน้าเขากลับมาเป็นชุดอย่างไร้ยางอาย
“ช่างเถอะ ผมขี้เกียจเถียงกับคนประเภทนี้” ลั่วหยางส่ายหน้า ตัดบทไม่อยากลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว
“แกคิดว่าฉันอยากลดตัวไปเถียงกับแกนักรึไง ไอ้หน้าโง่ เสือกไม่เข้าเรื่อง” มนุษย์ป้าด่ากราดทิ้งท้าย ก่อนจะเชิดหน้าสะบัดก้นเดินหนีไป
เจอคนพาลตีมึนแบบนี้… ถ้าไม่จัดบทเรียนความโหดร้ายของสังคมให้ลิ้มรสเสียหน่อย ก็คงเสียชื่อปรมาจารย์หมด
ลั่วหยางอุ้มเด็กด้วยแขนข้างเดียว อีกมือล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง หันเลนส์กล้องเล็งแผ่นหลังหนาเตอะนั่น แล้วกดเสียงต่ำสั่งการในใจ ‘ตบหน้าตัวเองซะ’
มนุษย์ป้าร่างท้วมหยุดกึกราวกดปุ่มสต็อป มือขวาเงื้อขึ้นเหนือหัว ก่อนจะฟาดฉาดเข้าที่แก้มตัวเองเต็มแรง
น่าเสียดายที่แรงขับเคลื่อนยังไม่พอ เสียงตบจึงดังแค่แปะเบาๆ ไม่สะเทือนใบหน้าหนาๆ นั่นเท่าไหร่นัก
มนุษย์ป้าได้สติกลับมา ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันขวับกลับมามอง พอเห็นลั่วหยางกำลังเล็งมือถือมาทางตน ก็มโนเป็นตุเป็นตะว่าถูกแอบถ่าย หล่อนจึงแผดเสียงปรี๊ดแตกด่าทออย่างเกรี้ยวกราด “แกจะถ่ายคลิปบ้าอะไรฮะ! ไร้มารยาท! สันดานเสียแบบนี้เลี้ยงเด็กก็มีแต่จะพาเด็กไปเสียคน ลูกสาวแกชาตินี้คงสอบเข้ามหา’ลัยไม่ได้หรอก! มองอะไร ยังจะมามองหน้าฉันอีก!”
ลั่วหยางทำหูทวนลม ลดมือถือลงแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเกียจคร้าน
“ไอ้หน้าโง่ ไอ้กระจอกเอ๊ย” มนุษย์ป้าสบถด่าทิ้งท้าย พอพ่นพิษจนหนำใจก็เชิดหน้าเดินนวยนาดต่อไป
ลั่วหยางยกมือถือขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาฉายแววเย็นเยียบ คราวนี้เขาเปลี่ยนเป้าหมาย เล็งเลนส์กล้องไปที่เจ้าหมาโกลเด้นตัวนั้นแทน ก่อนจะร่ายคำสั่งมรณะในใจ
‘ขย้ำมันซะ’
คลื่นคลั่งพลังงานไร้รูปพุ่งทะลวงอากาศ กระแทกเข้าสู่ร่างของสัตว์สี่เท้าทันที
เจ้าโกลเด้นหูตั้งชัน ดวงตาเบิกโพลง ร่างใหญ่โตของมันพุ่งพรวดไปด้านหน้า อ้าปากกว้างแล้วฝังเขี้ยวลงบนบั้นท้ายอันอวบอัดของมนุษย์ป้าเต็มเปา!
“กรี๊ดดดดดด!” มนุษย์ป้าแผดเสียงโหยหวนราวกับหมูโดนเชือด ร่างอวบอ้วนเสียหลักล้มลุกคลุกคลานลงไปกองคลุกฝุ่นกับพื้นถนน
ทว่าเจ้าโกลเด้นที่โดนแฮ็กสัญชาตญาณกลับไม่ยอมปล่อย มันขบกรามแน่น ฝังเขี้ยวจมมิดแล้วสะบัดกระชากอย่างบ้าคลั่ง เพียงชั่วอึดใจ เลือดสีแดงฉานก็สาดกระเซ็นย้อมกระโปรงของมนุษย์ป้าจนชุ่มโชก
“ไอ้หมาบ้า ปล่อยสิวะ! ฉันเป็นแม่แกนะ… โอ๊ยยย ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย” มนุษย์ป้ากรีดร้องเสียงหลง ตะเกียกตะกายหนีตายอย่างน่าเวทนา
ลั่วหยางยกมือข้างที่ว่างขึ้นมาปิดตาซ่งเหม่ยฉีเอาไว้ เพื่อกันภาพสยดสยองตรงหน้า
ไม่กี่วินาทีต่อมา ฤทธิ์รีโมตคอนโทรลก็หมดลง เจ้าโกลเด้นได้สติกลับมาจึงคลายกรามปล่อยเหยื่อ สภาพของมันตอนนี้ปากเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยคาวเลือด ซ้ำตามซอกเขี้ยวก็ยังมีเศษเนื้อติดอยู่ให้เห็นตำตา
จังหวะนรกช่างพอดีเป๊ะ รถยนต์ที่เรียกผ่านแอปแล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตพาท
ลั่วหยางเปิดประตู ก้าวขึ้นรถพร้อมกับอุ้มซ่งเหม่ยฉีเข้าไปด้านในอย่างไร้เยื่อใย
“คุณลุงลั่ว ทำไมหมาตัวนั้นถึงหันไปกัดคุณป้าล่ะคะ ไม่ใช่หมาของคุณป้าเขาเหรอ” อันที่จริงซ่งเหม่ยฉีแอบกางนิ้วมองลอดช่องเห็นช็อตเด็ดเมื่อครู่จนเต็มสองตา
ลั่วหยางตีหน้าขรึม ตอบกลับหน้าตาย “เพราะคุณป้าเขาเป็นคนนิสัยไม่ดีไง หมามันก็เลยหมั่นไส้กัดเอา”
“งั้นหนูจะเป็นเด็กดีที่สุดเลย” ซ่งเหม่ยฉีขนลุกซู่ รีบกอดแขนของลั่วหยางหนึบ
“เหม่ยฉีของลุงเป็นเด็กดีที่สุดในโลก แล้วก็สวยที่สุดด้วย” ลั่วหยางฉวยโอกาสเปลี่ยนประเด็นหน้าตาเฉย “ไหนๆ หนูเป็นเด็กดีขนาดนี้แล้ว งั้นพวกเราเปลี่ยนใจกลับบ้านไปคัดลายมือกันดีไหม”
“ฝันไปเถอะ” เด็กน้อยสวนขวับทันควัน
ลั่วหยาง “…”
ออกตะลอนตั้งแต่เช้าตรู่ กว่าจะกระเตงกันกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิท
ซ่งเหม่ยฉีใช้พลังงานไปกับการเที่ยวสวนสัตว์จนหมดก๊อก ยังไม่ทันได้ฟังนิทานก่อนนอน พอหัวถึงหมอนปุ๊บก็สลบเหมือดปั๊บ
ลั่วหยางลากสังขารกลับเข้าห้อง หมดอารมณ์จะมานั่งงมวิจัยดวงตาอวี่เหรินต่อ อาบน้ำชำระร่างกายเสร็จก็ทิ้งตัวลงนอนสลบไสล เขาต้องชาร์จแบตเตอรี่ร่างกายให้เต็มหลอด เพราะวันพรุ่งนี้คือวันนัดหมายรักษาหลิวโย่วสุ่ยครั้งสุดท้าย
ค่ำคืนนั้นเขาก้าวเข้าสู่ห้วงนิทราและดำดิ่งลงสู่ความฝันอันพิลึกพิลั่น… ในฝันเขาสวมชุดสูททักซิโด้สีดำสนิท กลัดดอกกุหลาบสีแดงสดตรงหน้าอก เยี่ยจืออยู่ในชุดแต่งงานสีขาวบริสุทธิ์งดงาม ควงแขนเขาแนบแน่นด้วยแววตารักใคร่สุดซึ้ง ซ่งเหม่ยฉียืนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้าง ทว่า… เมื่อปรายตามองลงไปยังเบื้องล่าง บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมเป็นพยานในงานวิวาห์ กลับกลายเป็นฝูงมนุษย์สำริดที่ยืนเรียงรายเบียดเสียด พวกมันกำลังพร้อมใจกันแผดเสียงตะโกนกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น… บีบบังคับให้เขากับเยี่ยจือจูบกันเดี๋ยวนี้!