ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 45 ข้อเสนออันเย้ายวนใจ
แต่เช้าตรู่ หลิวโย่วสุ่ยก็มาปรากฏตัว คนเข็นรถเข็นให้เขายังคงเป็นเจียงเยว่บอดี้การ์ดสาวขายาวคนเดิม
สีหน้าของหลิวโย่วสุ่ยดูสดใสเป็นพิเศษ หลังกล่าวทักทายลั่วหยางอย่างสุภาพ เขาก็หันไปหยอกล้อซ่งเหม่ยฉี “หนูน้อย ลุงมีลูกอมด้วยนะ อยากกินไหมครับ”
ยัยหนูมุดพรวดหลบหลังลั่วหยางทันที หลิวโย่วสุ่ยล้วงอมยิ้มก้านหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท รอยยิ้มอาบหน้า “ไม่ต้องกลัวนะเด็กดี มาเอาสิ”
แต่ซ่งเหม่ยฉีส่ายหน้าดิก สองมือเล็กกำขากางเกงลั่วหยางแน่นไม่ยอมปล่อย
ลั่วหยางจึงเอ่ยตัดบท “คุณหลิว รอสักครู่นะครับ ขอผมพาเด็กเข้าไปในห้องก่อน แล้วจะเริ่มรักษากัน”
“ตามสบายครับ” หลิวโย่วสุ่ยพยักหน้า ก่อนจะยื่นอมยิ้มไปทางเจียงเยว่ “งั้นให้เธอแล้วกัน”
สีหน้าของเจียงเยว่กระตุกวูบอย่างพิลึกพิลั่น หล่อนลังเลอยู่เสี้ยววินาที แต่สุดท้ายก็รับมาแกะห่อแล้วยัดเข้าปากอย่างเสียไม่ได้
ลั่วหยางอุ้มแม่หนูน้อยกลับเข้าไปในห้องนอน
“คุณลุงลั่ว ตาลุงคนนั้นดูนิสัยไม่ดีเลย อย่าไปยุ่งกับเขานะคะ” ซ่งเหม่ยฉีป้องปากกระซิบข้างหู
เขากลั้วหัวเราะ “หนูรู้ได้ยังไงว่าเขานิสัยไม่ดี ยังไม่ทันได้คุยกันสักคำเลยนะ”
“สัญชาตญาณไงคะ แค่เห็นหน้าหนูก็ขนลุกแล้ว” ยัยหนูเถียงคอเป็นเอ็น
“งั้นหนูเก็บตัวอยู่ในห้องนะ เล่นคนเดียวไปก่อน” ลั่วหยางวางเด็กน้อยลงบนเตียง ก่อนจะหมุนตัวกลับออกมาที่ห้องนั่งเล่น
หลิวโย่วสุ่ยย้ายตัวไปนั่งบนโซฟาเรียบร้อยแล้ว เขากำลังกัดฟันพยายามยกขาท่อนล่างขึ้นพาดบนเบาะ เจียงเยว่ทำท่าจะถลาเข้าไปช่วย แต่กลับถูกเจ้านายยกมือห้ามปราบ “ไม่ต้อง ฉันจัดการเอง”
ลั่วหยางเดินเข้ามาสมทบ “คุณหลิว หลังจบการรักษาครั้งนี้ คุณน่าจะเดินได้สองสามก้าวแล้วล่ะ แต่จำไว้ว่าอย่าเพิ่งใจร้อนโหมหนัก หมั่นทำกายภาพบำบัดไปก่อน รอจนกล้ามเนื้อฟื้นฟูเข้าที่เมื่อไหร่ ค่อยเตะรถเข็นทิ้งก็ยังไม่สาย”
ระหว่างที่เขาอธิบาย หลิวโย่วสุ่ยก็ออกแรงฮึดยกขาทั้งสองข้างขึ้นพาดโซฟาได้สำเร็จ แม้ท่าทางจะดูทุลักทุเล ทว่าหากเทียบกับสภาพท่อนไม้ไร้ความรู้สึกก่อนหน้านี้ นี่นับเป็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดอย่างยิ่ง
“หมอเทวะลั่ว ได้ยินมาว่าคุณเพิ่งช่วยพิพิธภัณฑ์ซานซิงตุยคลี่คลายปัญหาใหญ่มา พอจะเล่าเป็นวิทยาทานให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ” หลิวโย่วสุ่ยจ้องหน้าลั่วหยาง นัยน์ตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งทอประกายคมกริบราวกับเหยี่ยว
“คุณหลิวไปเอาข่าวนี้มาจากไหนหรือครับ” ลั่วหยางถามกลับด้วยสีหน้าราบเรียบ ซ่อนความประหลาดใจไว้มิดชิด
มาเฟียเฒ่าคลี่ยิ้มบาง “บ้านเกิดผมอยู่ที่ลั่วเฉิง เครือข่ายเพื่อนฝูงก็อยู่ที่นั่นเยอะ ญาติของเพื่อนคนหนึ่งทำงานอยู่ในพิพิธภัณฑ์ พอเขากลับบ้านก็เลยหลุดปากเล่าเรื่องนี้ออกมา บังเอิญเมื่อคืนผมไปนั่งจิบชากับเพื่อนคนนี้พอดี เขาก็เลยหยิบมาเล่าสู่กันฟัง… คุณว่าโลกเรามันกลมไหมล่ะครับ”
“โลกกลมจริงๆ ครับ แต่ว่า… วันนี้คุณหลิวตั้งใจมารักษาตัว หรือตั้งใจมาฟังนิทานกันแน่” ลั่วหยางย้อนถาม
“แน่นอนว่าต้องมารักษาตัวสิครับ”
ลั่วหยางพยักหน้ารับ “งั้นเริ่มกันเลยดีกว่า รบกวนนอนคว่ำลงด้วยครับ”
หลิวโย่วสุ่ยพลิกตัวนอนคว่ำหน้าลงบนเบาะโซฟาอย่างว่าง่าย
ชายหนุ่มเลิกชายเสื้อคนไข้ขึ้น จรด ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ ลงบนแนวกระดูกสันหลังส่วนเอว รีดเร้น ‘พลังวิญญาณ’ ให้ไหลทะลักผ่านปลายนิ้ว ซึมซาบเข้าไปซ่อมแซมเครือข่ายเส้นประสาทส่วนปลายที่ตายด้านให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เจียงเยว่คาบอมยิ้มไว้ในปาก นัยน์ตาเฉี่ยวคมจ้องเขม็งจับผิดทุกการเคลื่อนไหวของลั่วหยางไม่กะพริบ แต่ต่อให้เพ่งจนตาถลน หล่อนก็ยังมองไม่ออกอยู่ดีว่าไอ้หมอเก๊กนี่ใช้แค่นิ้วสองนิ้วสร้างปาฏิหาริย์พลิกฟื้นคนพิการได้อย่างไร
สิบห้านาทีผ่านไป
ลั่วหยางถอนนิ้วออกแล้วปาดเหงื่อบางๆ “เรียบร้อยครับ ลองหยัดกายลุกขึ้น แล้วเดินดูสักสองก้าวสิ”
หลิวโย่วสุ่ยเบิกตากว้าง น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความตื่นเต้น “ผม… ผมเดินได้แล้วจริงๆ หรือ”
ลั่วหยางเพียงพยักหน้ารับเงียบๆ
มาเฟียวัยกลางคนพลิกตัวกลับมานั่ง สองมือฝืนยันเบาะโซฟา หมายจะหยัดท่อนขาที่ไร้ความรู้สึกมานานนับปีให้ยืนขึ้น ทว่าร่างกายกลับทรุดฮวบ
เจียงเยว่ถลาจะเข้าไปประคอง แต่ลั่วหยางยกแขนขวางกั้นไว้ทันที “อย่าสปอยล์ ปล่อยให้เขาพึ่งตัวเอง”
บอดี้การ์ดสาวตวัดสายตาขวางขุ่นใส่คนห้าม ทว่าสุดท้ายหล่อนก็ยอมกลืนคำด่าลงคอและถอยกลับไปยืนนิ่ง
หลิวโย่วสุ่ยสูดลมหายใจลึก รวบรวมกำลังฮึดส่งแรงจากช่วงเอวลงสู่ปลายเท้า ร่างหนาค่อยๆ หยัดยืนขึ้นอย่างสั่นเทา ก่อนจะฝืนลากขาที่สั่นระริกก้าวออกไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ทันทีที่ทิ้งน้ำหนักลง ร่างกายเขาก็โงนเงนวูบวาบราวกับจะหน้าคะมำ ทว่าในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เขากลับเกร็งกล้ามเนื้อและหยัดยืนทรงตัวเอาไว้ได้สำเร็จ
“ฮ่าๆๆ… ผม… ผมเดินได้แล้วจริงๆ” หลิวโย่วสุ่ยหัวเราะลั่น ดีใจจนร่างกายสั่นสะท้าน
“ลองก้าวมาทางนี้สิครับ” ลั่วหยางถอยหลังทิ้งระยะห่าง
หลิวโย่วสุ่ยกัดฟันลากขาตรงดิ่งไปหา ก้าวแรก... ก้าวที่สอง… ทว่าพอถึงก้าวที่สาม กล้ามเนื้อที่ฝ่อลีบมานานก็ถึงขีดจำกัด ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบ ร่างหนาทรุดฮวบถลาคะมำไปด้านหน้า
ลั่วหยางยื่นมือออกไปรั้งตัวอีกฝ่ายไว้ได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะช่วยพยุงร่างที่หอบแฮกกลับไปนั่งแปะลงบนรถเข็นดังเดิม
“กระบวนการรักษาเสร็จสมบูรณ์แล้วครับ ต้นเหตุที่ทำให้คุณอัมพาตคือระบบประสาทส่วนปลายเสียหาย ตอนนี้ผมซ่อมแซมเส้นประสาทพวกนั้นให้กลับมาเชื่อมต่อกันแล้ว ที่ขายังไม่มีแรงเป็นเพราะกล้ามเนื้อคุณฝ่อจากการไม่ได้ใช้งานมานาน หลังจากนี้ แค่หมั่นทำกายภาพบำบัด อัดโปรตีนและแคลเซียมเสริมเข้าไป ไม่เกินสองเดือน… คุณจะกลับมาเดินปร๋อเหมือนคนปกติแน่นอน” ลั่วหยางร่ายยาวแจกแจงอาการแบบมืออาชีพ
“แล้ว ‘ไป๋อวี้เกา’ ที่คุณทาให้ผมคราวก่อนล่ะครับ” หลิวโย่วสุ่ยยังคงหมกมุ่นกับยาวิเศษขนานนั้นไม่เลิก
ลั่วหยางอมยิ้ม “เคสของคุณตอนนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งยาระดับนั้นแล้วครับ แค่อัดโภชนาการให้ถึงก็พอ”
“นายก็หัดใจป้ำหยิบออกมาสักขวด ให้พ่อบุญธรรมฉันหน่อยจะเป็นไรไป” เจียงเยว่แขวะขวับ ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างขัดใจ
ลั่วหยางยักไหล่แบมือสองข้าง “ของวิเศษแบบนั้นสกัดยากระดับรากเลือดครับ ตอนนี้สต็อกผมก็เกลี้ยงแล้วเหมือนกัน”
เจียงเยว่ขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าฟ้องชัดว่า ‘ใครเชื่อก็โง่แล้ว’
“เอาเถอะ ในเมื่อหมอเทวะลั่วประเมินว่าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องใช้มันหรอก” หลิวโย่วสุ่ยห้ามทัพ ก่อนจะวกกลับเข้าประเด็นสำคัญ “หมอเทวะลั่ว สำหรับค่าเหนื่อยทั้งหมด… จะให้ผมจัดการยังไงดีครับ”
ลั่วหยางตอบกลับหน้าตาย “คฤหาสน์หลังนี้ก็เกินพอแล้วครับ ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มแล้ว วันหน้าหากคุณหลิวรู้สึกเจ็บไข้ได้ป่วยตรงไหน หรือต้องการหมอส่วนตัว… กริ๊งหาผมได้ตลอดเวลา”
ถึงเบื้องลึกเขาจะเหม็นขี้หน้าผู้มีอิทธิพลสายดาร์กอย่างหลิวโย่วสุ่ย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอิทธิพลมืดของอีกฝ่ายมีประโยชน์ในการเคลียร์ปัญหาบางอย่างได้ชะงัดนัก การเลี้ยงคอนเนกชันกับพยัคฆ์ซ่อนเล็บแบบนี้ไว้ ย่อมมีข้อดีมากกว่าเสีย
“หมอเทวะลั่ว… ผมมีข้อเสนอชิ้นโบแดงมานำเสนอ รับรองว่าคุณต้องตาโตแน่” หลิวโย่วสุ่ยทอดเสียงนุ่ม
“ข้อเสนออะไรหรือครับ”
มาเฟียเฒ่ายิ้มพราย “หมอเทวะลั่วคือเพชรน้ำงาม การต้องมานั่งตรวจโรคจับชีพจรไปวันๆ แบบนี้มันเสียของแย่… สู้มาจับมือเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทผมดีกว่า ผมพร้อมมอบเก้าอี้รองประธานให้คุณนั่งบริหาร ส่วนตัวเลขเงินเดือน… คุณกรอกเองได้เลยตามสบาย”
ลั่วหยางแค่นหัวเราะในลำคอ “ผมมันก็แค่หมอบ้านนอกคนหนึ่ง เรื่องธุรกิจผมไม่กระดิกหรอกครับ ความหวังดีของคุณหลิว ผมขอรับไว้แค่ใจก็แล้วกัน”
นัยน์ตาที่เคยหรี่เล็กของหลิวโย่วสุ่ยพลันเบิกกว้าง ประกายตาตวัดจ้องลั่วหยางราวกับใบมีด “หมอเทวะลั่ว คุณไม่ได้เป็นแค่หมอธรรมดาๆ หรอกนะ… คุณคือจอมขมังเวทตัวจริงเสียงจริงต่างหาก ผมพูดถูกไหมครับ”
ลั่วหยางชะงักกึกไปชั่วลมหายใจ ความระแวดระวังผุดพรายขึ้นในอก เครือข่ายข่าวกรองของมาเฟียเฒ่าคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว นับจนถึงวินาทีนี้ คนที่ล่วงรู้ความลับเรื่องจอมขมังเวทมีแค่สี่คนถ้วน สามคนคือศาสตราจารย์ซูชางหมิง ไป๋จิ้ง และสือเฟย จากทีมสำรวจโบราณคดีที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ส่วนคนที่สี่คือเยี่ยจือที่เขาเป็นคนเปิดปากบอกเอง แล้วตาลุงนี่ไปมุดรู้ความลับระดับโลกนี้มาจากหลุมไหน
“ท่านมหาขมังเวทลั่ว ผมขอพูดเปิดอกตรงๆ เลยแล้วกัน หากคุณตกลงมาร่วมงานกับบริษัทผม ผมจะเนรมิตเวทีระดับโลกให้คุณได้แสดงอิทธิฤทธิ์ ผมกล้าเอาหัวเป็นประกัน ภายในเวลาไม่ถึงสิบปี… ทรัพย์สินระดับร้อยล้านพันล้านจะมากองแทบเท้าคุณแน่นอน”
เวทีระดับโลก ทรัพย์สินร้อยล้านพันล้าน… ข้อเสนอระดับพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ ชีวิตที่ใครหน้าไหนฟังก็ต้องตาวาวน้ำลายสอ ทว่าลั่วหยางกลับยืนนิ่ง สีหน้าไร้ระลอกคลื่นใดๆ
“โอกาสทองฝังเพชรแบบนี้ไม่ได้ลอยมาให้เห็นง่ายๆ หรอกนะ ชาตินี้นายอาจจะเจอแค่ครั้งเดียว รีบๆ คว้าไว้ซะสิ” เจียงเยว่โพล่งแทรกขึ้นมา
ลั่วหยางระบายยิ้มบาง “ขอบคุณสำหรับความกรุณาของคุณหลิว และขอบใจสำหรับคำเตือนของคุณเจียงด้วยครับ แต่บังเอิญผมมันพวกนกไร้รัง รักอิสระจนชิน ไม่ชอบระบบกรงทองของบริษัท อีกอย่าง อุดมการณ์ผมคือการเป็นหมอรักษาคน คงต้องขอปฏิเสธข้อเสนอนี้… ทำให้ผิดหวังแล้วล่ะครับ”
หลิวโย่วสุ่ยขมวดคิ้วมุ่น ความหงุดหงิดแล่นริ้วพาดผ่านนัยน์ตา “คุณไม่คิดจะเก็บไปนอนคิดอีกสักคืนหน่อยหรือครับ”
ลั่วหยางส่ายหน้าช้าๆ แววตาเด็ดเดี่ยว “ขอบคุณอีกครั้งครับ แต่ผมตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพิจารณาอะไรอีก”
หลิวโย่วสุ่ยระบายลมหายใจยาวเหยียด “เอาล่ะ ถือซะว่าบุญพาวาสนาส่งไม่ถึงกัน แต่ประตูบริษัทผมยังเปิดต้อนรับคุณเสมอ เปลี่ยนใจเมื่อไหร่… เดินมาหาผมได้ทุกเมื่อ”
“รับทราบครับ” ลั่วหยางรับคำ
“เจียงเยว่ กลับกันเถอะ”
เจียงเยว่หมุนรถเข็นหันหลังกลับ ทว่าเดินไปได้แค่สองก้าว บอดี้การ์ดสาวก็หันขวับกลับมาตวัดสายตาคมกริบประเมินลั่วหยางหัวจรดเท้าอีกรอบ ลั่วหยางเพียงฉีกยิ้มกวนอวัยวะเบื้องล่างตอบกลับไป
ว่ากันตามตรง ข้อเสนอของหลิวโย่วสุ่ยนั้นหอมหวานเย้ายวนจนแทบทำให้สติหลุด วินาทีนั้นเขาเองก็แอบเผลอใจแกว่งไปเหมือนกัน ทว่าทันทีที่ภาพกลุ่มชายฉกรรจ์รังสีอำมหิตที่เขาปะทะหน้าในภัตตาคารปู้เซียงจวีแวบเข้ามาในหัว สติสัมปชัญญะของเขาก็ถูกกระชากกลับมาเข้าที่ทันควัน
หลิวโย่วสุ่ยไต่เต้ามาจากวงการมาเฟียใต้ดิน สองมืออาบเลือดแบกรับตราบาปมานับไม่ถ้วน และจากกลิ่นอายคาวเลือดของกลุ่มชายชุดดำพวกนั้น มันคือหลักฐานมัดตัวชั้นดีว่าไอ้แก่จอมเจ้าเล่ห์คนนี้ยังไม่ได้ล้างมือในอ่างทองคำ และไม่เคยคิดจะวางมือจากวงการมืดอย่างแท้จริง
การโยนเศษเนื้อชิ้นโตเพื่อดึงตัวเขาไปร่วมก๊วน แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นความหวังดีบ้าบออะไรเลย หลิวโย่วสุ่ยก็แค่อยากได้เบี้ยตัวใหม่ไปหลอกใช้ เพื่อสูบเลือดสูบเนื้อตักตวงผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองเท่านั้น ขืนเขาหลวมตัวกระโดดลงไปคลุกโคลนด้วย ดีไม่ดี… ยังไม่ทันได้สัมผัสเงินร้อยล้านพันล้าน ก็คงโดนหางเลขจับโยนเข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุกเสียก่อน!