ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 46 ลางสังหรณ์ที่ไม่อาจอธิบายได้
ซ่งเหม่ยฉีเดินกระแทกเท้าปึงปังออกมาจากห้อง ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มบูดบึ้งสนิท
ลั่วหยางเห็นดังนั้นจึงรวบตัวยัยหนูขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “เมื่อกี้ยังอารมณ์ดีอยู่เลย เป็นอะไรไปอีกล่ะเรา”
“หนูรู้สึกว่าแม่…” ซ่งเหม่ยฉีเบะปากเตรียมจะร้องไห้ “มีคนเลวจะทำร้ายแม่… หนูกลัว”
“ไม่ต้องกลัวนะ มีลุงอยู่นี่ทั้งคน ใครหน้าไหนก็แตะต้องหนูกับแม่ไม่ได้ทั้งนั้น” ลั่วหยางตบหลังเด็กน้อยเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ก่อนจะเลิกคิ้วถาม “แล้วทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาได้ล่ะ”
“หนูก็ไม่รู้…” ยัยหนูส่ายหน้าดิก “จู่ๆ ภาพมันก็แวบเข้ามาในหัวเอง”
“ภาพอะไร” ลั่วหยางชักจะประหลาดใจขึ้นมาจริงๆ
เด็กน้อยเม้มปากนึกอยู่ครู่หนึ่ง ถึงยอมหลุดปาก “หนูเห็นแม่ตกลงไปในถ้ำที่ไหนก็ไม่รู้ มันมืดตึ๊ดตื๋อ… แล้วก็มีกระดูกคนกองเต็มไปหมดเลย”
“หนูเห็นตอนไหน” น้ำเสียงของลั่วหยางเริ่มจริงจังขึ้น
“ตอนที่คุณลุงกำลังรักษาตาลุงนิสัยไม่ดีคนนั้นไงคะ”
ลั่วหยางถึงกับหลุดขำ เอื้อมมือไปบีบจมูกรั้นๆ นั่นเบาๆ “หนูต้องดูการ์ตูนสืบสวนเยอะไปแน่ๆ สมองก็เลยเก็บเอาไปมโนเป็นตุเป็นตะ คิดไปเองว่าแม่กำลังตกอยู่ในอันตรายใช่ไหมเนี่ย”
“หนูพูดเรื่องจริงนะ! หนูคิดถึงแม่แล้ว…” นัยน์ตากลมโตเริ่มมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอจวนเจียนจะหยดรอมร่อ
ลั่วหยางเห็นแบบนั้นใจก็พลันอ่อนยวบ “โอเคๆ งั้นไปนั่งที่โซฟากันก่อน เดี๋ยวลุงวิดีโอคอลหาแม่ให้ พอได้ยินเสียงแม่ หนูจะได้เลิกคิดฟุ้งซ่าน ดีไหม”
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ
เขาวางยัยหนูลงบนโซฟาเบาะนุ่ม ล้วงโทรศัพท์ออกมากดต่อสายหาเยี่ยจือทันที
รอเพียงไม่กี่อึดใจ ปลายสายก็กดรับ
“พี่เยี่ย”
“ลั่วหยาง ฉันกำลังนึกอยากโทรหาคุณอยู่พอดีเลย ใจตรงกันเป๊ะ” น้ำเสียงของเยี่ยจือฟังสบายหู
ลั่วหยางปรายตามองยัยตัวเล็กข้างๆ “เหม่ยฉีงอแงคิดถึงคุณน่ะครับ เดี๋ยวผมส่งโทรศัพท์ให้แกคุยด้วยหน่อยนะ”
ทว่าพอเขายื่นโทรศัพท์ให้ เด็กน้อยกลับรีบเอามือไขว้หลัง ส่ายหน้าดิกปฏิเสธท่าเดียว
“อ้าว เป็นอะไรไปฮึ เมื่อกี้ยังบ่นคิดถึงแม่อยู่หยกๆ คุยกับแม่สักคำสองคำสิ” ลั่วหยางขมวดคิ้วมุ่น สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเด็กน้อยในวันนี้ แต่ก็จับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันคืออะไรกันแน่
ยัยหนูก็ยังคงปิดปากเงียบ เอาแต่ส่ายหน้าท่าเดียว
เมื่อจนปัญญา ลั่วหยางจึงตัดสินใจกดเปิดสปีกเกอร์โฟน
เสียงนุ่มนวลของเยี่ยจือดังทะลุลำโพงออกมา “เหม่ยฉี… ฟังแม่อยู่หรือเปล่าลูก”
ทันทีที่ได้ยินเสียงแม่ น้ำตาที่กลั้นไว้ก็พังทลายร่วงแหมะลงมาเป็นสาย “คุณแม่… เมื่อไหร่จะกลับมาคะ หนูคิดถึงแม่จะแย่แล้ว”
เยี่ยจือรีบเอ่ยปลอบโยน “คนเก่งของแม่ไม่ร้องไห้สิลูก แม่อีกไม่กี่วันก็กลับแล้ว ระหว่างนี้หนูต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังคุณลุงลั่วนะ เข้าใจไหม”
“อื้อ…” ยัยหนูพยักหน้าสะอื้น แต่จู่ๆ ก็โพล่งเตือนขึ้นมาเสียงสั่น “คุณแม่… ต้องระวังคนเลวนะคะ”
ปลายสายหัวเราะเบาๆ “เหม่ยฉีของแม่เป็นเด็กดีที่สุดเลย แต่ไม่ต้องห่วงนะ รอบตัวแม่ไม่มีคนเลวหรอกจ้ะ เอาล่ะ… เดี๋ยวแม่ขอคุยธุระกับคุณลุงลั่วหน่อยนะ หนูไปเล่นรอแม่ก่อนนะลูก”
ลั่วหยางคว้าโทรศัพท์กลับมาแนบหู น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นชั่วขณะ “พี่เยี่ยครับ ลางสังหรณ์เด็กบางทีก็แม่นจนขนลุกนะครับ คุณระวังตัวไว้หน่อยก็ไม่เสียหาย”
“รับทราบค่ะ พอดีระบบระบายอากาศที่เหมืองมีปัญหาขัดข้องนิดหน่อย ฉันคงต้องอยู่บัญชาการแก้ปัญหาที่นี่อีกสักพักถึงจะกลับได้ ระหว่างนี้… คงต้องรบกวนคุณช่วยรับบทพี่เลี้ยงเด็กดูแลเหม่ยฉีให้ฉันไปก่อน จะลำบากไหมคะ”
ลั่วหยางตอบรับหนักแน่น “เรื่องแค่นี้สบายมากครับ คุณพี่เยี่ยลุยงานให้เต็มที่เลย เหม่ยฉีแกเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ผมรับมือไหวอยู่แล้ว”
“ขอบคุณมากนะคะ งั้นตกลงตามนี้ ทางนี้ฉันต้องเข้าประชุมด่วนแล้ว ขอวางสายก่อนนะ ไว้ค่ำๆ ฉันโทรหาใหม่” เยี่ยจือตัดสายทิ้งไป
ลั่วหยางเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ทิ้งตัวลงนั่งข้างยัยหนูแล้ววางมือลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ “เห็นไหม แม่หนูสบายดี ไม่ต้องคิดมากแล้วนะคนเก่ง”
ซ่งเหม่ยฉีพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะโถมตัวมุดเข้าซุกในอ้อมกอดของลั่วหยางราวกับลูกแมวหาไออุ่น
ลั่วหยางรู้สึกอุ่นวาบในอก ลึกๆ เขาก็แอบทึ่งกับตัวเองเหมือนกัน เด็กคนนี้ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันสักหยด แต่กลับผูกพันสนิทสนมกันประหนึ่งพ่อลูกแท้ๆ ต่อให้พ่อบังเกิดเกล้าของยัยหนูยังมีชีวิตอยู่… ก็ไม่แน่ว่าจะได้รับความไว้วางใจขนาดนี้
ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง! เสียงกริ่งหน้าประตูดังขัดจังหวะ
“คุณตากับคุณยายมาแน่เลย! หนูไปเปิดเอง!” ซ่งเหม่ยฉีเด้งตัวพรวดลงจากโซฟา สับขาจิ๋ววิ่งตึกตักออกไปอย่างรวดเร็ว
ลั่วหยางรีบสาวเท้าตามไปพลางตะโกนไล่หลัง “อย่าวิ่งลูก เดี๋ยวสะดุดล้ม!”
แต่ยัยหนูตัวแสบฟังที่ไหน พริบตาเดียวก็วิ่งฉิวหายวับไปถึงหน้าโถงทางเข้าแล้ว ลั่วหยางเดินตามมาถึง ก็เห็นเยี่ยอี้หมิงกับเจี่ยงเสียนหรงหอบหิ้วถุงวัตถุดิบพะรุงพะรังเดินเข้ามาพอดี ภายในใจลอบกลืนน้ำลายลงคอ… ลางสังหรณ์ยัยหนูนี่จะแม่นเวอร์เกินไปไหมเนี่ย เพิ่งบ่นถึงก็โผล่มาปั๊บ
ทว่าผิดคาด ปกติซ่งเหม่ยฉีจะต้องพุ่งเข้าไปคุ้ยถุงหาขนมกินเล่นแล้ว แต่วันนี้พอเปิดประตูเสร็จ กลับเดินคอตกหน้าสลดถอยกลับมาเงียบๆ
“อ้าว เหม่ยฉี เป็นอะไรไปลูกหน้ามุ่ยเชียว” เจี่ยงเสียนหรงตกใจ รีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“หนูคิดถึงแม่…” ยัยหนูตอบเสียงอู้อี้ น้ำตาปริ่มจะหยดอีกระลอก
เจี่ยงเสียนหรงรีบวางถุงของ โผเข้าไปอุ้มหลานสาวสุดที่รักขึ้นมาแนบอก “โถ… คนเก่งของยาย ไม่ร้องนะลูกนะ คุณแม่งานยุ่ง เดี๋ยวก็กลับแล้ว ยังมียายอยู่นี่ทั้งคนไง”
พอพ้นหน้าประตู เยี่ยอี้หมิงก็วางถุงวัตถุดิบในมือลง หันมาขยิบตาให้ลั่วหยาง “เสี่ยวลั่ว วันนี้ไม่ได้มีนัดที่ไหนใช่ไหม”
ลั่วหยางเลิกคิ้ว “ว่างครับ คุณลุงมีธุระอะไรหรือเปล่า”
เยี่ยอี้หมิงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นตีนกา “ก็เรื่องที่ลุงเกริ่นไว้คราวก่อนไง ตาแก่พวกนั้นอยากเจอหน้าเธอจนตัวสั่น เซ้าซี้ลุงจนหูจะชาอยู่แล้ว ลุงก็เลยกะว่า… คืนนี้จัดหนักกันสักตั้งเลยดีไหม ลุงเป็นเจ้ามือเอง เธอว่าไง”
ลั่วหยางพยักหน้ารับ “ได้ครับ ไม่มีปัญหา”
เยี่ยอี้หมิงขยับเข้ามาใกล้ กดเสียงกระซิบกระซาบแผนการลับ “เดี๋ยวตกบ่าย ลุงจะไล่ให้คุณน้าเจี่ยงพาเหม่ยฉีกลับไปนอนบ้านก่อนนะ คืนนี้พวกเราจะได้ก๊งกันให้สุดเหวี่ยง ยิ่งมีเธอเป็นยันต์กันผี… ยัยแก่บ้านลุงคงไม่กล้าโทรมาด่าเช็ดหรอก”
ลั่วหยางหางตากระตุก ชำเลืองมองข้ามไหล่ตาเฒ่าไปทางห้องครัว เจี่ยงเสียนหรงกำลังเดินกอดอกออกมาพอดี หล่อนหรี่ตาจับผิด “สองหนุ่มนั่น… สุมหัวกระซิบกระซาบอะไรกันน่ะฮึ”
ลั่วหยางอึกอัก “เอ่อ พวกเรา…”
ตาเฒ่าเยี่ยอี้หมิงหน้าด้านชิงตัดบทหน้าตาเฉย “อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก เสี่ยวลั่วกำลังแนะทริคบำรุงกำลังวังชาให้ฉันอยู่น่ะ!”
ลั่วหยางตวัดสายตามองค้อนตาเฒ่าจอมกะล่อนไปหนึ่งที… ให้ตายเถอะ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของลุงน่ะ เอาไปโยนทิ้งลงชักโครกหมดแล้วใช่ไหม!