ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 47 โชว์ของสักหน่อย
ม่านราตรีโรยตัวปกคลุม ลั่วหยางเดินตามเยี่ยอี้หมิงผ่านประตูใหญ่ของ ‘เซียงหลานเซ่อ’ เข้าไปด้านใน
ภัตตาคารหรูระดับท็อปของเมืองปาเฉิงแห่งนี้ ต่อให้เป็นลูกค้าระดับวีไอพียังต้องจองล่วงหน้าข้ามวันข้ามคืน ซ้ำราคายังแพงระยับ คนที่เหยียบย่างเข้ามากินข้าวที่นี่ได้ หากไม่ใช่เศรษฐีก็ต้องเป็นชนชั้นนำหัวกะทิของเมืองเท่านั้น
ตัวร้านตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมโบราณสไตล์ฮุยโจว ลานกว้างเจาะช่องเปิดรับแสงตรงกลาง ขนาบด้วยปีกตึกซ้ายขวา ภายในปลูกกล้วยไม้ประดับไว้ละลานตา กลิ่นหอมจางลอยอวลในอากาศ มอบกลิ่นอายคลาสสิกหรูหรา สมกับชื่อ ‘เซียงหลานเซ่อ’ หรือเรือนกล้วยไม้หอมระรวยไม่มีผิดเพี้ยน
ภายในห้องรับรอง ‘โยวหลานทิง’ มีคนนั่งรออยู่ก่อนแล้วสามคน
คนแรกเป็นชายชราไว้เครายาวในชุดถังจวง อายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับเยี่ยอี้หมิง บนคอห้อยประคำอำพันสีทองอมขาว ล้อแสงไฟส่องประกายแวววาว ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่าราคาแพงหูฉี่
ถัดมาเป็นชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบต้น หวีผมเรียบแปล้ปาดหลัง สวมแว่นกรอบดำ อยู่ในชุดสูทสากลผูกไทเต็มยศ วางมาดนักธุรกิจทรงภูมิฐาน
ส่วนคนสุดท้ายเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ตัดผมทรงสกินเฮด รูปร่างกำยำอัดแน่นด้วยมัดกล้าม สวมเสื้อยืดสีดำทะมัดทะแมงคู่กับกางเกงคาร์โก้สีทราย แต่งตัวสบายๆ แผ่กลิ่นอายดิบเถื่อนนิดๆ ไม่ยึดติดพิธีการ
ลั่วหยางปรายตามองสกินเฮดหนุ่มนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย นึกแปลกใจอยู่ลึกๆ ในเมื่อเป็นสหายเก่าของเยี่ยอี้หมิง อายุก็ไม่น่าจะน้อย แต่หมอนี่ดูยังไงก็ห่างไกลจากคำว่า ‘คนแก่’ ลิบลับ
ชายทั้งสามในห้องต่างลอบประเมินลั่วหยางเช่นกัน แววตาแต่ละคนฉายชัดถึงความกังขา เยี่ยอี้หมิงอวยสรรพคุณไว้ล่วงหน้าซะเลิศเลอ แปะป้าย ‘ปรมาจารย์’ ซะใหญ่โต แต่พอเห็นตัวจริงเป็นแค่ไอ้หนุ่มหน้าหล่อที่อายุเพิ่งยี่สิบกว่า ดูยังไงก็ไม่มีรัศมีของปรมาจารย์ผู้ทรงภูมิเลยสักนิด
ลั่วหยางนึกว่าเยี่ยอี้หมิงจะแนะนำตัวเขาเสียอีก แต่ชายชรากลับหันไปทักทายชายหนุ่มสกินเฮดแทน “หูปู้เฝ่ย พ่อนายล่ะ”
หูปู้เฝ่ยตอบเสียงเรียบ “พ่อเพิ่งรับสายไปประชุมด่วน มาไม่ได้แล้ว ผมเลยมาแทน คุณลุงเยี่ยคงไม่ขัดข้องนะครับ”
เยี่ยอี้หมิงหัวเราะร่วน “เห็นนายมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย จะขัดข้องอะไรได้ มาๆ ฉันจะแนะนำให้รู้จัก… นี่คือลั่วหยาง ปรมาจารย์ลั่ว”
โดนโยนตำแหน่งเบอร์ใหญ่ใส่หน้า ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็น เขาเคยหลุดปากอ้างคำว่า ‘ปรมาจารย์’ กับเยี่ยอี้หมิงแค่หนเดียว แถมตอนนั้นยังพูดกึ่งเล่นกึ่งจริง ใครจะไปคิดว่าตาเฒ่านี่จะเอามาโปรโมตจริงจังเบอร์นี้
ทั้งสามคนพยักหน้าทักทายอย่างแกนๆ ลั่วหยางก็ผงกหัวรับตามมารยาท
เยี่ยอี้หมิงผายมือไปทางชายชราเครายาว “คนนี้เพื่อนสมัยเด็กฉัน จางเหลียนเฟิง ผู้กำกับชื่อดัง แถมยังเป็นเจ้าของเหลียนเฟิงมีเดียด้วย”
ลั่วหยางยื่นมือทั้งสองข้างออกไปจับทันที “สวัสดีครับผู้อาวุโสจาง”
บารมีกับอายุรุ่นราวคราวลุงบวกกับสถานะเพื่อนสนิทเยี่ยอี้หมิง ผู้น้อยอย่างเขาจะยื่นมือไปข้างเดียวแบบขอไปทีได้ยังไง
จางเหลียนเฟิงไม่ถือตัว ยื่นสองมือมาจับตอบพลางแย้มยิ้ม “คลื่นลูกใหม่น่าจับตาจริงๆ เสี่ยวลั่ว… สนใจมาแคสต์งานที่บริษัทฉันไหม รูปร่างหน้าตาแบบนี้ ลองเอาดีทางวงการบันเทิงดูน่าจะรุ่งนะ”
ลั่วหยางยิ้มถ่อมตัว “ยินดีครับ วันหลังถ้ามีโอกาส ผมขอไปเดินผ่านกล้องเป็นตัวประกอบในกองถ่ายผู้อาวุโสจางสักฉากนะครับ”
“ตัวประกอบอะไรกัน ฉันเห็นนายแวบแรกก็สัมผัสได้ถึงออร่าซุปตาร์ ถ้านายยอมมาเล่นหนังฉันจริงๆ ฉันดันให้เป็นพระเอกเบอร์หนึ่งเลยเอ้า” จางเหลียนเฟิงพูดหน้าตาย ไม่เหมือนกำลังล้อเล่น
เยี่ยอี้หมิงรีบดึงแขนลั่วหยางมาหลบหน้าชายสูทเนี้ยบ ไม่วายหันไปค่อนขอดเพื่อนเก่า “เสี่ยวลั่วเขาเป็นปรมาจารย์ของแท้ จะลดตัวไปเล่นหนงเล่นหนังอะไรเล่า พูดเป็นเล่นไปได้”
จางเหลียนเฟิงบ่นอุบอิบกลั้วหัวเราะ “หวงนักนะ… กลัวดาราสาวๆ ในสังกัดฉันมาแย่งว่าที่ลูกเขยนายไปล่ะสิ”
“นายว่าไงนะ” เยี่ยอี้หมิงหูตึงฟังไม่ถนัด
อีกฝ่ายตีหน้าซื่อยิ้มแฉ่ง “ฉันบอกว่า… น่าเสียดายของจริงๆ”
ลั่วหยางหูไว ได้ยินคำแซวเรื่อง ‘ลูกเขย’ เมื่อครู่ชัดเต็มสองหู ในใจลอบปาดเหงื่อ แต่เบื้องหน้าทำได้แค่ปั้นหน้านิ่ง แกล้งโง่ทำเป็นหูทวนลมต่อไป
“มาๆ เสี่ยวลั่ว คนนี้คือหวงเฉิง เมื่อก่อนเคยอยู่หน่วยงานเดียวกับฉัน ฝีมือฉกาจมาก สิบปีก่อนลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว เขาเนี่ยแหละเถ้าแก่ภัตตาคารเซียงหลานเซ่อตัวจริง”
ลั่วหยางค้อมศีรษะ ยื่นสองมือไปจับทักทายอย่างนอบน้อม “สวัสดีครับคุณอาหวง”
อายุห่างกันกว่าหนึ่งรอบ แถมนับรุ่นเป็นน้องเยี่ยอี้หมิง มารยาทสังคมจุดนี้เขาไม่ยอมให้ขาดตกบกพร่องอยู่แล้ว
หวงเฉิงยิ้มกว้าง แฝงนัยลึกซึ้ง “หน่วยก้านไม่เลวเลย หัวหน้าเก่านี่สายตาเฉียบคมไม่เปลี่ยนเลยนะครับ”
ลั่วหยางชะงักกึก… สายตาเฉียบคม? ประโยคนี้มันแฝงความหมายทะแม่งๆ ชอบกล
เยี่ยอี้หมิงกระแอมไอขัดจังหวะ ดึงลั่วหยางไปหาคนสุดท้าย “เสี่ยวลั่ว ชื่อตาคนนี้เธอคงได้ยินแล้ว พ่อของเสี่ยวหูรู้จักกับฉันตั้งแต่สมัยโดนส่งไปใช้แรงงานในชนบท ตอนหลังก็สอบติดมหา’ลัยเดียวกัน คบหากันมาหลายสิบปีสนิทยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมา พวกนายสองคนอายุไล่เลี่ยกัน วันข้างหน้าก็ไปมาหาสู่สนิทสนมกันให้มากๆ เข้าล่ะ”
ฟังดูพิลึกๆ ประหนึ่งพ่อตากำลังพาว่าที่ลูกเขยมาเดินสายเปิดตัวกับญาติผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าสาวยังไงยังงั้น
ลั่วหยางกระอักกระอ่วนจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง แต่ต้องปั้นหน้ายิ้ม ยื่นมือไปทักทาย “สวัสดีครับพี่หู”
หูปู้เฝ่ยจับมือตอบอย่างเป็นกันเอง “น้องลั่ว แอดวีแชตกันไว้สิ วันหลังจะได้ติดต่อกันง่ายๆ”
ลั่วหยางควักมือถือออกมาเปิดวีแชตทันที “พี่หูเปิดคิวอาร์โค้ดเลยครับ เดี๋ยวผมสแกนเอง”
หูปู้เฝ่ยเปิดนามบัตรวีแชตให้สแกน ระหว่างนั้นสายตาคมกริบของเขาก็เหลือบไปเห็นลวดลายดวงตากับเส้นเลือดประหลาดบนหลังมือถือลั่วหยางเข้าพอดี ความสงสัยฉายวาบ “น้องลั่ว เคสมือถือนี่เท่ดีนะ ดีไซน์โคตรมีเอกลักษณ์… ไปจัดมาจากร้านไหนล่ะ”
“ผม DIY เอาเองน่ะครับ” ลั่วหยางตอบเนียนๆ พลางกดส่งคำขอแอดเพื่อน
ขืนบอกว่าสั่งจากเถาเป่าหรือจิงตง แล้วอีกฝ่ายขอดูลิงก์ร้านขึ้นมา เขาคงจนปัญญาจะขุดแอปผีสิงที่ไหนมาให้ดู
“คนครบแล้ว งั้นผมสั่งเด็กลงอาหารกับเหล้าเลยละกันนะ” หวงเฉิงตัดบท
เยี่ยอี้หมิงจัดแจงลากตัวลั่วหยางมานั่งขนาบข้างตัวเอง ส่วนอีกฝั่งของเขาคือผู้กำกับจางเหลียนเฟิง
“ผมจำได้ว่าหัวหน้าชอบอากาศโปร่งๆ งั้นผมเปิดหน้าต่างรับลมหน่อยดีกว่า” หวงเฉิงเดินไปดันบานหน้าต่างไม้แกะสลักออก
หลังบานหน้าต่างคือสวนหย่อมเล็กๆ ด้านนอกมีต้นหอมหมื่นลี้แผ่กิ่งก้านใบเขียวชอุ่ม ใต้ร่มไม้มีรังนกเล็กๆ ซ่อนอยู่ ซี่งมีหัวกลมๆ ขนฟูของนกกระจอกตัวน้อยโผล่พ้นขอบรังออกมาให้เห็น
ลั่วหยางชวนคุยทำลายความเงียบ “บรรยากาศร้านคุณอาหวงร่มรื่นมากเลยนะครับ ขนาดบนต้นไม้ยังมีรังนกมาทำรังด้วย”
หวงเฉิงยิ้มรับคำชม “ถ้าชอบ วันหลังก็แวะมาบ่อยๆ สิ”
“ได้เลยครับ แน่นอนอยู่แล้ว” ลั่วหยางรับคำอย่างแกนๆ
จางเหลียนเฟิงหันขวับกลับมามองลั่วหยางด้วยสายตาจับผิด แฝงความอยากรู้อยากเห็นเต็มประดา “เสี่ยวลั่ว เหล่าเยี่ยคุยโวว่านายเป็นปรมาจารย์ บอกว่าวิชาแพทย์ขั้นเทพแถมยังรู้วิชาลี้ลับปาฏิหาริย์… ไหนๆ ก็มาแล้ว โชว์ของเปิดหูเปิดตาให้พวกเราดูหน่อยเป็นไง”
ลั่วหยางยังไม่ทันอ้าปาก เยี่ยอี้หมิงก็หน้าตึง ขมวดคิ้วแทรกขึ้นทันควัน “เหล่าจาง คืนนี้เรามากินเหล้ารำลึกความหลัง แกอย่ามาหาเรื่องป่วนได้ไหม ถ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหน จะให้เสี่ยวลั่วตรวจดูก็ได้ แต่วิชาลี้ลับอะไรนั่นปล่อยผ่านไปเถอะ”
จางเหลียนเฟิงหัวเราะหึๆ ไม่ยอมถอย “เหล่าเยี่ย ฉันไม่ได้เจ็บป่วยอะไร แค่อยากดูวิชาลี้ลับนิดๆ หน่อยๆ มันจะตายหรือไง แกเล่นอวยเสี่ยวลั่วซะหยดย้อยขนาดนั้น ฉันก็ต้องอยากเห็นเป็นบุญตาสิวะ”
“นั่นสิครับคุณลุงเยี่ย ให้น้องลั่วโชว์ฝีมือหน่อยเถอะ ผมเองก็ชักจะอยากเห็นเหมือนกัน” หูปู้เฝ่ยผสมโรงเข้าล้อมกรอบอีกคน
เยี่ยอี้หมิงถลึงตาขวางใส่หูปู้เฝ่ย “ไอ้เด็กนี่ แกก็เอากับเขาด้วยเรอะ”
ลั่วหยางหยิบมือถือขึ้นมาหมุนเล่นในมือ ริมฝีปากกระตุกยิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรครับคุณลุงเยี่ย นานๆ ทีบรรยากาศจะครึกครื้นกันขนาดนี้… ผมโชว์ของเล่นสนุกๆ ให้ทุกคนดูสักหน่อยก็แล้วกัน”
“เอา… เอางั้นก็ได้” อันที่จริงลึกๆ แล้วเยี่ยอี้หมิงเองก็อยากเห็นฝีมือเต็มๆ ของลั่วหยางเหมือนกัน
ลั่วหยางชี้นิ้วไปทางสวนหย่อม “พวกคุณดูนกกระจอกบนกิ่งไม้นั่นนะ มันหลับไปแล้ว… ผมจะเรียกมันให้บินมาเกาะไหล่ แล้วทักทายทุกคน เป็นไงครับ”
สิ้นประโยค ชายวัยกลางคนและคนแก่ทั้งสี่ในห้องต่างเบนสายตากลับมาจ้องหน้าลั่วหยางเขม็ง บนหน้าผากแต่ละคนแทบจะประทับตราคำว่า ‘โคตรไร้สาระ’ เอาไว้ตัวเบ้อเริ่ม