ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 48 กลิ่นอายของแผนการร้าย
“เสี่ยวลั่ว นกกระจอกธรรมชาติมันเชื่องที่ไหนล่ะ แน่ใจนะว่าจะเรียกมาเกาะไหล่ได้” หวงเฉิงคุ้นเคยกับนกในสวนดี จึงอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้
หูปู้เฝ่ยยิ้มมุมปาก ผสมโรงหน้าตาย “น้องลั่ว ถ้านายทำได้จริง… เดี๋ยวฉันโชว์หกสูงมือเดียวให้ดูเป็นบุญตาเลยเอ้า”
ลั่วหยางไม่สะทกสะท้าน ริมฝีปากหยักยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้านกน้อย มาเกาะนี่สิ”
สิ้นคำสั่ง นกกระจอกในรังพลันผงกหัวขึ้นมา มันเอียงคอมองเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะสยายปีกพุ่งทะลุบานหน้าต่างเข้ามาเกาะหมับลงบนไหล่ลั่วหยางอย่างว่าง่าย
ชายทั้งสี่ในห้องเบิกตาโพลง ช็อกจนอ้าปากค้าง บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบกริบ
“ทักทายทุกคนหน่อย” ลั่วหยางเอ่ยต่อ
นกกระจอกขานรับด้วยเสียงร้องจิ๊บๆ สองสามครั้งราวกับรู้ความ จากนั้นจึงโฉบกลับไปซุกตัวในรังตามเดิม
จางเหลียนเฟิงตบฉาดเข้าที่หน้าขา ตื่นเต้นจนเนื้อเต้น “สุดยอด เกิดมาจนป่านนี้เพิ่งเคยเห็นวิชาลี้ลับของจริงกับตาก็วันนี้ เป็นบุญตาจริงๆ”
“ไม่เนียนว่ะ น้องลั่ว แอบเล่นมายากลใช่ไหม” หูปู้เฝ่ยยังคงจับผิด ไม่ยอมเชื่อสายตาตัวเอง
เยี่ยอี้หมิงสวนทันควัน “เสี่ยวหู แกกะจะเบี้ยวหกสูงมือเดียวล่ะสิ”
“โธ่ คุณลุงเยี่ย ของแบบนี้มันต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนสิครับ” หูปู้เฝ่ยฉีกยิ้มกะล่อน
ลั่วหยางเลิกคิ้ว “งั้นถ้าผมสั่งให้มันไปคาบใบไม้กลับมา… แบบนี้ยังนับเป็นมายากลอยู่อีกไหม”
“ถ้ามันคาบกลับมาได้จริง ฉันจะหกสูงมือเดียวโชว์ตรงนี้เลย” หูปู้เฝ่ยท้าชน
คำท้ายังไม่ทันขาดคำ นกกระจอกตัวเดิมก็มุดออกจากรังอีกรอบ มันโฉบลงพื้น คาบใบไม้แห้งติดจะงอยปาก แล้วพุ่งทะยานกลับเข้ามาในห้อง วางใบไม้แหมะลงตรงหน้าลั่วหยางอย่างแม่นยำ พร้อมส่งเสียงร้องสองทีเป็นเชิงประจบ ก่อนจะบินกลับรังไปอย่างรู้หน้าที่
“เสี่ยวลั่ว… ร้ายกาจจริงๆ อาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย” หวงเฉิงยอมจำนนด้วยหลักฐาน ยกนิ้วโป้งให้จากใจจริง
เยี่ยอี้หมิงปรายตามองหูปู้เฝ่ย แววตาสื่อความหมายเย้ยหยันชัดเจนว่า ‘ถึงตาแกแล้วไอ้หนุ่ม’
หูปู้เฝ่ยรู้ชะตากรรม ตัวเองลั่นวาจาไว้เองก็ต้องรับผิดชอบ เขาลุกพรวด เตะเก้าอี้หลบทาง ทาบสองมือลงกับพื้นดีดตัวขึ้นหกสูงอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะปล่อยมือซ้ายออก ทรงตัวด้วยแขนขวาข้างเดียว โชว์พละกำลังกล้ามเนื้อแขนที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
ลั่วหยางหรี่ตามอง อาศัยจังหวะชุลมุนลอบเดินพลัง ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ ของ ‘กายาจิตขมังเวท’ ขึ้นอย่างแนบเนียน เขาไม่ได้ตื่นเต้นกับโชว์ปาหี่ตรงหน้า แต่สัญชาตญาณบางอย่างร้องเตือนว่าหมอนี่มีของอันตรายซ่อนอยู่ ทว่าเมื่อครู่ยังสัมผัสได้ไม่ชัดเจนนัก จึงต้องเพ่งสมาธิตรวจสอบให้แน่ใจ
พลังวิญญาณแล่นพล่านทั่วร่าง ประสาทสัมผัสยกระดับทะลุขีดจำกัดมนุษย์ในเสี้ยววินาที ภาพตรงหน้าคมชัดทะลุทะลวงจนเห็นรูขุมขนของหูปู้เฝ่ยทุกตารางนิ้ว เสียงหัวใจเต้นตึกตัก เสียงอวัยวะภายในทำงานดังก้องในโสตประสาท คลื่นกลิ่นอายทุกชนิดที่แผ่ออกมาจากตัวอีกฝ่ายถูกแยกแยะอย่างละเอียดลออ
เพียงพริบตา คำตอบก็กระจ่างแจ้ง
หูปู้เฝ่ยพกปืน และไม่ได้เสียบเหน็บเอวแบบพวกมือสมัครเล่น แต่มัดซ่อนไว้อย่างมิดชิดที่น่องขา ลั่วหยางไม่เพียงมองทะลุเห็นรูปทรงอาวุธสงครามอย่างชัดเจน แต่ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำมันหล่อลื่นและคราบเขม่าดินปืนจางๆ ที่ตกค้างอยู่ในลำกล้อง
ลั่วหยางลอบกลืนน้ำลาย แค่ออกมากินข้าวสังสรรค์ยังต้องพกอาวุธปืนติดตัว ไอ้สกินเฮดนี่ตกลงทำงานอะไรกันแน่
จังหวะที่ขากางเกงคาร์โก้ร่นลงมาจวนจะเผยให้เห็นปลายกระบอกปืน หูปู้เฝ่ยพลันเกร็งแขนดันพื้น อาศัยแรงเหวี่ยงจากช่วงเอวพลิกตัวกลับมายืนหยัดบนสองเท้าอย่างสวยงาม ไร้ที่ติรวดเร็วปานสายฟ้า
“โห เสี่ยวหู ร่างกายนายฟิตปั๋งจริงๆ” จางเหลียนเฟิงเอ่ยชมเปาะ
หูปู้เฝ่ยหัวเราะร่วน “ช่วงนี้ปล่อยปละละเลย ไม่ค่อยได้ฟิตหุ่น ฝีมือเลยตกลงไปนิดหน่อยครับ อายเขาเปล่าๆ”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะครึกครื้น โสตประสาทที่ยังเปิดรับสภาวะเหนือสัมผัสของลั่วหยาง พลันดักจับสุ้มเสียงคุ้นหูจากระยะไกลได้พอดี
“ประธานหลิว นัดผมมาที่นี่ มีเรื่องอะไรจะคุยงั้นเหรอ” เสียงของซ่งไห่ชาง
ลั่วหยางขมวดคิ้ว ซ่งไห่ชางมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง แล้ว ‘ประธานหลิว’ นั่น… ใช่หลิวโย่วสุ่ยหรือเปล่า แต่คิดดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ คราวก่อนหลิวโย่วสุ่ยเพื่อขอให้เขารักษากระดูกให้ ถึงขั้นหักหน้าไล่สองพ่อลูกตระกูลซ่งออกจากบ้านเยี่ยจืออย่างไม่ไยดี แถมเขายังได้คลิปแบล็กเมล์คดีข่มขืนของซ่งตงหมิงมาจากมือหลิวโย่วสุ่ย จนบีบให้ไอ้สวะนั่นคุกเข่ากราบกรานได้สำเร็จ หยามเกียรติกันขนาดนั้น ความแค้นน่าจะลึกจนเผาผีกันไม่ลง แล้วไอ้สองตัวนี้มันจะมานั่งร่วมโต๊ะกันได้ยังไง
ทว่ายังไม่ทันสิ้นความสงสัย น้ำเสียงแหบพร่าทรงอำนาจก็ดังสวนขึ้นมาไขกระจ่าง
“เรื่องคุยมีตั้งเยอะแยะ เหมืองลิเธียมที่ชิงตี้ ลูกสะใภ้ของนายอย่างเยี่ยจือ… คุยได้ทั้งนั้นแหละ”
เป็นหลิวโย่วสุ่ย ตัวเป็นๆ นั่งอยู่ที่นี่จริงๆ
“น้องลั่ว แอบบอกทริคหน่อยสิ เมื่อกี้ทำยังไงเจ้านกนั่นถึงฟังคำสั่งนายได้” หูปู้เฝ่ยทิ้งตัวลงนั่ง พลางหันมาเซ้าซี้ลั่วหยางต่อ
ลั่วหยางลุกพรวด “ขอตัวไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะครับ”
หูปู้เฝ่ยหรี่ตามองแผ่นหลังที่เดินจ้ำอ้าวออกไปจนพ้นประตู ก่อนจะเปรยขึ้นลอยๆ
“น้องลั่วเขาฉุนอะไรหรือเปล่าครับ”
“ไม่หรอก เสี่ยวลั่วอารมณ์ดีจะตาย แค่บางทีชอบทำตัวมีโลกส่วนตัวสูงไปนิด เดี๋ยวแกชนแก้วด้วยสักสองสามจอกก็จบแล้ว” เยี่ยอี้หมิงแก้ต่างให้
จางเหลียนเฟิงหัวเราะร่วน “ว่าแต่เหล่าเยี่ย เมื่อไหร่พวกเราจะได้กินเหล้ามงคลของเสี่ยวเยี่ยกับเสี่ยวลั่วล่ะเนี่ย”
“เลอะเทอะ แกก็เอาตลกกับเขาด้วยอีกคน” เยี่ยอี้หมิงปัดรำคาญ
ทันทีที่พ้นประตู ลั่วหยางเลี้ยวซ้าย ก้าวเท้ายาวๆ ตรงดิ่งไปยังทิศทางต้นเสียง อันที่จริงด้วยพลังสภาวะเหนือสัมผัส ต่อให้นั่งแช่ในห้องเขาก็ได้ยินบทสนทนาของหลิวโย่วสุ่ยกับซ่งไห่ชางทะลุปรุโปร่ง แต่ถ้าขืนนั่งอยู่ตรงนั้น ไอ้หัวสกินเฮดก็คงชวนคุยไม่เลิก ครั้นจะไม่ตอบก็เสียมารยาท แต่ถ้ามัวแต่คุยก็ดักฟังไม่ถนัด การชิ่งหนีมาเข้าห้องน้ำจึงเป็นทางออกที่แนบเนียนที่สุด
หลิวโย่วสุ่ยถึงกับนัดซ่งไห่ชางมาคุยลับหลัง ทั้งเรื่องเยี่ยจือ ทั้งเรื่องเหมืองลิเธียมที่ชิงตี้… สัญชาตญาณดิบเตือนภัยดังลั่นในหัว กลิ่นเหม็นเน่าของแผนการชั่วร้ายลอยคลุ้งมาแต่ไกล
ระยะห่างหดสั้นลงเรื่อยๆ ต้นเสียงดังก้องมาจากห้องวีไอพี ‘เจี้ยนหลาน’ สุดทางเดิน ลั่วหยางเหลือบสายตาไปเห็นเจียงเยว่ยืนคุ้มกันอยู่หน้าประตู บอดี้การ์ดสาวมาในลุคเสื้อยืดสีเขียวทหารรัดรูป ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนส์เข้ารูปอวดเรียวขายาวเรียวสวย สะดุดตาจนยากจะละสายตา
ภายใต้สภาวะเหนือสัมผัส ลั่วหยางจับจังหวะการบิดเกร็งของกล้ามเนื้อคอเจียงเยว่ได้ก่อนที่เธอจะหันมา เขาพุ่งตัวหลบวูบเข้าหลังเสากลมต้นใหญ่ในเสี้ยววินาที เจียงเยว่ตวัดสายตาคมกริบกวาดมองมาทางระเบียง เมื่อเห็นแต่ความว่างเปล่าจึงดึงสายตากลับไปยืนนิ่งตามเดิม
ลั่วหยางหยุดฝีเท้า ซ่อนตัวเงียบเชียบอยู่หลังเสา เขาไม่จำเป็นต้องขยับเข้าไปใกล้กว่านี้ เพราะประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์จับจังหวะลมหายใจและกลิ่นกายของบุคคลที่สามในห้องได้อย่างชัดเจน
ซ่งตงหมิง… ไอ้สวะนั่นก็อยู่ข้างในด้วย
หลังความเงียบโรยตัวครู่หนึ่ง ซ่งตงหมิงก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบกระด้าง
“ประธานหลิว! ไอ้หมาลอบกัดแซ่ลั่วนั่นมันเอาคลิปเวรนั่นมาขู่ บังคับให้ผมต้องคุกเข่ากราบเท้ามันถึงกระท่อมตู้ฝู่! คุณรู้ไหมว่าผมแค้นจนแทบกระอักเลือดแค่ไหน อย่ามาอ้างนะว่าไอ้เด็กนั่นไม่ได้คลิปไปจากมือคุณ!”
“ใช่ ฉันให้มันไปเองแหละ” หลิวโย่วสุ่ยยอมรับหน้าตาเฉย น้ำเสียงราบเรียบไร้ความละอาย
ซ่งตงหมิงแค่นเสียงขึ้นจมูก ฉุนกึก “เล่นกันขนาดนี้ แล้วคุณยังกล้าหน้าด้านนัดพวกผมมาคุยอะไรอีก”
“ร่วมมือกันไงล่ะ” หลิวโย่วสุ่ยสวนกลับนิ่มๆ
“หึ… คนอย่างพวกเรามีเรื่องอะไรต้องร่วมมือกับคุณ” ซ่งตงหมิงตอกกลับเสียงแข็ง
“ตงหมิง หุบปาก! แกมีสิทธิ์อะไรไปเห่าใส่ประธานหลิวแบบนั้น จะพูดอะไรหัดใช้สมองคิดซะบ้าง” ซ่งไห่ชางตวาดลั่นตัดบทลูกชาย
ซ่งตงหมิงฮึดฮัดแต่จำต้องหุบปาก
หลิวโย่วสุ่ยหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความเหี้ยมเกรียม “เหล่าซ่ง ไม่เป็นไรหรอก ฉันกลับชอบความใจกล้าของตงหมิงมันนะ ตอนนั้นที่ฉันยอมหักหน้าพวกนายสองพ่อลูก แถมยังโยนคลิปนั่นให้มัน ก็เพื่อรักษาขาสองข้างของฉัน แต่ตอนนี้ขาฉันหายดีแล้ว ไอ้เด็กเวรนั่นก็หมดประโยชน์ หมดยุคที่ต้องง้อหัวมันแล้ว พวกนายวางใจเถอะ เรื่องบาดหมางที่ผ่านมา… ฉันมีของกำนัลชดเชยให้ รับรองว่าพวกนายต้องพอใจแน่นอน”
เขาเว้นจังหวะ ปล่อยรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เรื่องหยุมหยิมเอาไว้ก่อน เข้าเรื่องหลักเลยดีกว่า ฉันต้องการเสียบหุ้นในบริษัทชิงซานเอเนอร์จี… ฉันคนนี้น่ะไม่โลภหรอก ขอสอยเก้าอี้ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองก็พอ”
“ฮ่าๆๆ…”
สิ้นประโยค สองพ่อลูกตระกูลซ่งพลันประสานเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังก้องทะลุประตูออกมา