ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 50 บุกเดี่ยวข้ามพันลี้
บรรยากาศภายในห้องรับรองโยวหลานทิง อาหารเลิศรสและเครื่องดื่มถูกจัดเตรียมไว้จนเต็มโต๊ะ
“เสี่ยวลั่ว ขาดแค่คุณคนเดียวเลย มาๆ รีบนั่งลงสิ” เยี่ยอี้หมิงกวักมือเรียกด้วยรอยยิ้ม
ลั่วหยางมีสีหน้าเคร่งเครียด แววตาแฝงความร้อนรน “ขอโทษจริงๆ ครับผู้อาวุโส พอดีมีเรื่องคอขาดบาดตายต้องรีบไปจัดการ ผมคงอยู่ทานด้วยไม่ได้แล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”
เยี่ยอี้หมิงผุดลุกขึ้นยืนทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง “เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ให้ฉันขับรถไปส่งไหม”
เสี้ยววินาทีนั้น ลั่วหยางเกือบจะหลุดปากบอกความจริงออกไป ทว่าคำพูดที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากกลับถูกกลืนหายลงคอ… บอกไปแล้วจะได้อะไร คนอายุขนาดนี้ขืนรับรู้เรื่องสะเทือนใจกะทันหัน โรคหัวใจอาจกำเริบเอาได้ง่ายๆ ซ้ำร้ายต่อให้บอกไปก็ไม่อาจพลิกสถานการณ์ได้ทัน เผลอๆ จะกลายเป็นแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียเปล่า
“ไม่เป็นไรครับ ผมเรียกแท็กซี่ไปเองได้ เวลาจวนตัวแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบชายหนุ่มก็หมุนตัวสาวเท้าก้าวพรวดออกไปทันที
รถแท็กซี่ที่เรียกผ่านแอปพลิเคชันพุ่งทะยานฝ่าความมืดมิด มุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติปาเฉิงด้วยความเร็วสูงสุด ระหว่างทาง ลั่วหยางพยายามกดโทรออกหาเยี่ยจือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เสียงตอบรับที่ได้กลับมามีเพียงประโยคเดิม… ‘หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้’
ติ๊ง!
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบพร้อมการแจ้งเตือนข้อความวีแชต
ผู้ทวนกระแส: “น้องชาย ถ้ามีเรื่องอะไรอยากให้ช่วยก็บอกมาได้เลย คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจ”
‘ผู้ทวนกระแส’… แอคเคานต์นี้คือหูปู้เฝ่ย
ลั่วหยางรัวนิ้วพิมพ์ตอบกลับรวดเร็ว: “ขอบคุณครับพี่หู ถ้ามีเรื่องให้รบกวนเดี๋ยวผมติดต่อไป ว่าแต่… ขอเสียมารยาทถามหน่อย พี่ทำงานอะไรกันแน่ครับ”
ผู้ทวนกระแส: “บอกยากแฮะ เอาไว้สักวันฉันจะบอกนายเอง แต่มันยังไม่ใช่ตอนนี้”
อันที่จริง ลั่วหยางพอจะปะติดปะต่อจิ๊กซอว์ในหัวได้บ้างแล้ว คนที่สามารถพกปืนติดตัวเดินไปไหนมาไหนได้ มีแค่สองประเภท… ไม่นอกกฎหมายสุดขั้ว ก็อยู่ในเครื่องแบบที่ทรงอำนาจสุดขีด หูปู้เฝ่ยเติบโตมาในเขตบ้านพักข้าราชการระดับบิ๊กเบิ้ม แถมบิดาของเขายังสนิทสนมกับเยี่ยอี้หมิงราวกับพี่น้องสายเลือดเดียวกัน โอกาสที่จะเป็นมือปืนเถื่อนจึงแทบเป็นศูนย์ ส่วนคนที่ครอบครองอาวุธปืนได้อย่างเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมายในระดับนั้น… เดาได้ไม่ยากเลยว่าตำแหน่งหน้าที่การงานต้องไม่ธรรมดา
ผู้ทวนกระแส: “น้องชาย ฉันขอเสียมารยาทถามบ้างนะ นายไปเจอเรื่องคอขาดบาดตายอะไรมา”
ลั่วหยางจ้องหน้าจอ นัยน์ตาสะท้อนความลังเล ชั่งใจว่าจะบอกความจริงออกไปดีหรือไม่
หนึ่งนาทีต่อมา อีกฝ่ายก็พิมพ์ส่งมาใหม่: “ถ้าไม่สะดวกใจ ก็ถือซะว่าฉันไม่ได้ถามแล้วกัน”
ลั่วหยางสูดลมหายใจลึก ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วรัวแป้นพิมพ์: “ผมขอรอดูสถานการณ์ฝั่งนี้ก่อน ถ้าจวนตัวจริงๆ ผมจะบอกพี่แน่นอนครับ”
ไม่ใช่ว่าเขาอยากโชว์ออฟสวมบทฮีโร่ฉายเดี่ยว แต่นี่คือการประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็นที่สุด ต่อให้หูปู้เฝ่ยเป็นนายตำรวจยศใหญ่ระดับประเทศ แต่การข้ามเขตพื้นที่ไปไกลขนาดนั้น อำนาจก็คงถูกริดรอนลงไปมาก ยิ่งไปกว่านั้น หากความลับรั่วไหลไปถึงหูเยี่ยอี้หมิงผ่านทางหูปู้เฝ่ย มันก็จะวนกลับไปลูปเดิม… สู้เขาบอกตาเฒ่าเยี่ยไปตั้งแต่แรกซะไม่ดีกว่าหรือ
ที่สำคัญกว่านั้น… สิ่งที่เขารับรู้เป็นเพียงการแอบฟังบทสนทนาลับๆ ระหว่างมาเฟียเฒ่าหลิวโย่วสุ่ยกับพวกสวะตระกูลซ่ง ไม่มีหลักฐานมัดตัว แถมหลิวโย่วสุ่ยจะลงมือจริงหรือไม่ก็ยังไม่อาจฟันธง โทรศัพท์ของเยี่ยจือติดต่อไม่ได้ก็จริง แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของพื้นที่ทุรกันดารที่อับสัญญาณ หากเธอแค่ทำงานอยู่ในมุมที่ไม่มีคลื่น แต่เขาดันตื่นตูมแหกปากขอความช่วยเหลือระดับชาติว่าเธอตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต... ขืนความจริงปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันคงกลายเป็นเรื่องตลกฝืดที่ขำไม่ออก
ในเมื่อเป้าหมายคือการบินไปชิงตี้เพื่อดูให้เห็นกับตาอยู่แล้ว สู้รอไปให้ถึงที่เกิดเหตุ ยืนยันสถานการณ์ให้ชัดเจนแล้วค่อยงัดไพ่ใบต่อไปออกมาเล่นก็ยังไม่สาย
สี่ชั่วโมงต่อมา ณ สนามบินฮว๋าถู่โกว เมืองชิงตี้
ทันทีที่สองเท้าก้าวพ้นประตูสนามบิน มวลอากาศร้อนระอุแห้งผากที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นทรายก็พัดกระแทกเข้าเต็มหน้า ราวกับจะสูบความชุ่มชื้นออกจากผิวหนังในเสี้ยววินาที ลั่วหยางยืนนิ่งริมถนน ทอดสายตามองฝ่าเปลวแดดออกไปสุดลูกหูลูกตา ไกลออกไปเบื้องหน้าคือเขตทะเลทรายโกบีอันกว้างใหญ่ไพศาล ฉากหลังเป็นเทือกเขาทรายสลับซับซ้อนทอดยาวสุดขอบฟ้า น่าเหลือเชื่อที่ยอดเขาสูงตระหง่านบางลูกยังคงมีหิมะขาวโพลนปกคลุมอยู่ ทั้งที่อากาศเบื้องล่างร้อนระอุแทบจะแผดเผาทุกสิ่งเป็นจุณ
สำหรับคนที่คุ้นชินกับความชุ่มชื้นของลมฝนและพืชพรรณสีเขียวขจีในพื้นที่ราบลุ่มอย่างเขา การถูกโยนเข้ามาท่ามกลางความดิบเถื่อนและเวิ้งว้างของที่ราบสูงเช่นนี้ เป็นความรู้สึกที่กดดันและทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าความดื่มด่ำกับธรรมชาติก็อยู่ได้เพียงอึดใจ ลั่วหยางถูกกระชากกลับมาสู่ความจริงอันโหดร้ายทันทีที่มองซ้ายมองขวา… สนามบินบ้านนอกแห่งนี้มันเล็กกะทัดรัดเกินไป ริมถนนโล่งโจ้งไร้เงารถแท็กซี่สักคัน ตอนที่เขานั่งรอขึ้นเครื่องที่ปาเฉิง ได้เปิดแผนที่คำนวณระยะทางไว้แล้ว จุดหมายปลายทางคือใจกลางทะเลทรายดินเค็มที่ห่างออกไปถึงสามร้อยกิโลเมตร ตลอดเส้นทางเวิ้งว้างว่างเปล่า ไร้เงาหมู่บ้านหรือสิ่งมีชีวิต การจะหวังพึ่งสองเท้าเดินฝ่าเข้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินลงหลุมศพตัวเอง
“เถ้าแก่ หารถอยู่รึเปล่า” น้ำเสียงทุ้มห้าวดังแว่วมาจากด้านหลัง
ลั่วหยางหันขวับ ชายร่างกำยำผิวคล้ำแดดจนไหม้เกรียมยืนอยู่ตรงนั้น บนตัวโชยกลิ่นสาบของเนื้อวัวและเนื้อแกะจางๆ อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาว ตัดกับผิวเข้มจัดอย่างชัดเจน
“กำลังหาอยู่พอดีเลยครับพี่ชาย แต่รถพี่จอดอยู่ไหนล่ะ” ลั่วหยางกวาดสายตามองถนนที่ว่างเปล่า
“แถวนี้เขาห้ามรับผู้โดยสารซี้ซั้ว รถฉันจอดหลบอยู่ตรงลานกว้างข้างนอกนู่น ว่าแต่… เถ้าแก่จะไปไหนล่ะ”
“เหมืองลิเธียมหมางหยา ตำแหน่งตามนี้เลยครับ” ลั่วหยางควักสมาร์ตโฟนออกมากดเปิดรูปภาพพิกัดที่แคปไว้ให้ดู
ชายร่างยักษ์ก้มลงมองแวบเดียว คิ้วดกหนาก็ขมวดมุ่นชนกันทันที “โห… ไกลโคตร ฉันก็นึกว่าจะเข้าเมือง จะได้ให้ติดรถไปลงกลางทาง ที่ที่นายจะไปมันตั้งอยู่กลางดงทะเลทรายเพียวๆ เลยนะ ขืนรถไปน็อกกลางทางหรือเกิดปัญหาขึ้นมา ได้กลายเป็นผีเฝ้าทรายกันพอดี”
ลั่วหยางไม่ยอมแพ้ “เครื่องบินไฟลท์ผมน่าจะเที่ยวสุดท้ายของวันแล้ว พี่คงหาผู้โดยสารคนอื่นไม่ได้แล้วล่ะ เอาแบบนี้… พี่ว่าราคามาเลย ขอแค่ไปส่งถึงที่ก็พอ”
ชายคนนั้นลูบปลายคางครุ่นคิดหนัก ก่อนจะกัดฟันพูด “หนึ่งพันหยวน ถ้าน้อยกว่านี้… จ้างให้ก็ไม่ไป”
“ผมให้ห้าพัน” ลั่วหยางสวนกลับหน้าตาเฉย
“หา!” ชายร่างยักษ์เบิกตาโพลง ช็อกจนอ้าปากค้าง นึกว่าตัวเองหูฝาดไป
“ผมอาจจะต้องตระเวนเข้าไปในทะเลทรายสักรอบ สองวันนี้พี่ไม่ต้องไปรับงานที่ไหนแล้ว เป็นคนขับรถส่วนตัวให้ผมก็พอ ผมสั่งให้ไปไหนพี่ก็แค่เหยียบมิดไมล์ไปตรงนั้น ส่วนค่าน้ำมัน… เดี๋ยวผมเหมาจ่ายเอง”
“จัดไปเถ้าแก่ สบายมาก ตามฉันมาเลย” ชายคนนั้นตบต้นขาฉาดใหญ่ ยิ้มกว้างจนตาหยี รีบหมุนตัวเดินนำทางไปอย่างกระตือรือร้น
“จะว่าไป พี่พูดจีนกลางชัดเป๊ะเลย เป็นชาวฮั่นเหรอครับ” ลั่วหยางชวนคุยเพื่อละลายพฤติกรรมขณะสาวเท้าตามไป
“หน้าตาเถื่อนๆ แบบฉันเนี่ยนะเหมือนชาวฮั่น” ชายคนนั้นหันกลับมาหัวเราะร่วน รอยยิ้มขับเน้นริ้วรอยหยาบกร้านบนใบหน้าให้ดูชัดเจนขึ้น
ลั่วหยางยิ้มรับพลางส่ายหน้า
“ฉันเป็นชาวมองโกล ชื่อ ‘ปาถูก๋าเอ่อร์’ แปลเป็นภาษาจีนว่า ‘มือเหล็กอันแข็งแกร่ง’ ลองดูสิว่าแกร่งสมชื่อไหม” ปาถูก๋าเอ่อร์กำหมัดขวาโชว์ หมัดใหญ่มหึมาราวกับลูกตุ้มเหล็ก มัดกล้ามเนื้อบนท่อนแขนปูดโปนตึงเปรี๊ยะราวกับจะปริขาด เป็นมือเหล็กที่ทรงพลังสมชื่อจริงๆ
“สมชื่อจริงๆ ด้วย… พี่ปาถู พี่ชำนาญเส้นทางแถวนี้ใช่ไหมครับ” ลั่วหยางถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
“หลับตาขับยังได้ บ้านฉันก็อยู่หมางหยานี่แหละ เปิดร้านอาหารอยู่ร้านนึง แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจมันฝืด ก็เลยต้องมาขับรถหาลำไพ่พิเศษยาไส้ ว่าแต่… เถ้าแก่แซ่อะไรล่ะ”
“ผมชื่อลั่วหยาง เรียกน้องลั่วก็พอครับ”
“จัดไป น้องลั่ว!”
ทันทีที่เดินมาถึงลานกว้าง ลั่วหยางก็เห็นรถเอสยูวีฮาวาล เอช9 สัญชาติจีนจอดตระหง่านอยู่ ฝุ่นทรายหนาเตอะเกาะกรังเต็มกระจกและฝากระโปรงจนรถสีขาวถูกย้อมกลายเป็นสีเหลืองหม่น สมกับเป็นรถสายลุยแห่งทะเลทราย
ทั้งสองกระโจนขึ้นรถ ปาถูก๋าเอ่อร์บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงกระหึ่ม ก่อนจะเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถ เข้าสู่ถนนหลวง แล้วมุ่งหน้าแหวกทะลุความเวิ้งว้างของทะเลทรายไปอย่างรวดเร็ว