ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 51 ไม่คุ้นชินถิ่นทาง
หลังจากฝ่าความทุรกันดารมาตลอดคืน รถฮาวาล เอช 9 ของปาถูก๋าเอ่อร์ก็แล่นมาถึงจุดหมายปลายทางในเวลาตีสี่ตรง
โครงสร้างอาคารเหล็กของโรงงานตั้งตระหง่านทะลุความมืดอยู่กลางทะเลทราย ถังเก็บสารเคมีขนาดมหึมาตั้งเรียงราย ปล่องควันสูงเสียดฟ้าพ่นควันสีขาวขุ่นออกมาเป็นสาย เสียงเครื่องจักรทำงานดังกึกก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ทุกองค์ประกอบดิบเถื่อนผสมผสานเข้ากับฉากหลังที่เป็นทะเลทรายดินเค็มเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา มองดูแล้วราวกับหลุดเข้ามาในโลกดิสโทเปียสไตล์ไซเบอร์พังก์ก็ไม่ปาน
ที่นี่คือเหมืองลิเธียมทะเลสาบเกลือภายใต้การดูแลของบริษัทชิงซานเอเนอร์จี นามว่า ‘ชิงซานลี่เยี่ย’
รถเอสยูวีคันโตเบรกดังเอี๊ยดหน้าประตูเหล็กบานยักษ์ รปภ. ในป้อมเดินหรี่ตาออกมา มองประเมินรถที่เปื้อนฝุ่นหนาเตอะด้วยสายตาระแวดระวัง
“พี่ปาถู จอดรอตรงนี้แป๊บนะ ผมขอลงไปเจรจาหน่อย” ลั่วหยางผลักประตูรถก้าวลงไป
“น้องลั่ว ข้างโรงงานมีปั๊มน้ำมันอยู่ เดี๋ยวฉันไปเติมให้เต็มถังก่อนแล้วจะวนมารับ” ปาถูก๋าเอ่อร์ตะโกนบอก
ลั่วหยางฉุกคิดขึ้นได้ รีบชะงักฝีเท้า “พี่ปาถู เดี๋ยวผมโอนค่าน้ำมันให้ล่วงหน้าสักสองพันแล้วกัน”
“เห้ย ไม่ต้องๆ ฉันไม่ได้ทวงเงิน” ชายร่างยักษ์โบกมือปฏิเสธด้วยความเกรงใจ
“รับไปเถอะครับ ช้าเร็วก็ต้องจ่ายอยู่ดี เปิดคิวอาร์โค้ดมาเลย” ลั่วหยางตัดบท ควักสมาร์ตโฟนออกมากดโอนเงินให้อย่างรวดเร็วก่อนจะปิดประตูรถ
ถึงพี่น้องชาวมองโกลจะใจกว้าง แต่คนเขาอุตส่าห์ขับรถมาส่งหลายร้อยกิโลเมตรดึกดื่นป่านนี้ การไม่ยอมจ่ายเงินมัดจำไว้ก่อนย่อมทำให้อีกฝ่ายกังวลใจเป็นธรรมดา
ชายหนุ่มหมุนตัวเดินดุ่มๆ เข้าไปหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
“มาติดต่อใครดึกป่านนี้” รปภ. เอ่ยปากถามเสียงห้วน
ลั่วหยางไม่อ้อมค้อม “ประธานเยี่ยของพวกคุณอยู่ไหน ผมมีธุระด่วนต้องคุยกับเธอ”
“คุณเป็นใคร จะพบประธานเยี่ยต้องนัดล่วงหน้า แหกตาดูเวลาด้วยว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว” รปภ. สวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า
ลั่วหยางไม่สะทกสะท้าน เขาเปิดหน้าโปรไฟล์วีแชตของเยี่ยจือยื่นไปตรงหน้าอีกฝ่าย “ผมเป็นเพื่อนสนิทประธานเยี่ย มีเรื่องคอขาดบาดตายต้องแจ้งให้เธอทราบด่วน แต่เธอปิดเครื่อง คุณช่วยพาผมไปดูที่ห้องพักเธอหน่อย”
รปภ. ชะโงกหน้ามามองหน้าจอ เห็นประวัติการโทรวิดีโอคอลหากันถี่ยิบ ลั่วหยางยังเลื่อนหน้าไทม์ไลน์ โชว์รูปถ่ายคู่ของเขากับเยี่ยจือและซ่งเหม่ยฉีเพื่อยืนยันความสนิทสนม
“ถึงงั้นก็เถอะ… ถ้าไม่ได้นัดไว้ พรุ่งนี้หลังเก้าโมงเช้าค่อยมาใหม่แล้วกัน เวลานี้ผมปล่อยคนนอกเข้าไปซี้ซั้วไม่ได้จริงๆ” ท่าทีของ รปภ. อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงยึดตามกฎ
“ผมบอกไปแล้วนะว่านี่คือเรื่องคอขาดบาดตาย” ลั่วหยางกดเสียงต่ำ นัยน์ตาฉายแววคุกคาม “ถ้าคุณถ่วงเวลาจนเสียการ ผมรับรองได้เลยว่าประโยคแรกที่ผมจะคุยกับประธานเยี่ย คือคำสั่งไล่คุณออก”
รปภ. ชะงักกึก หน้าถอดสีทันที
ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ตั้งตัว ลั่วหยางก็ตบไหล่เบาๆ แล้วโยนแครอทชิ้นโตล่อใจต่อทันที “แต่ถ้าคุณพาผมไป แล้วผมจัดการธุระสำคัญนี้สำเร็จ… ผมก็รับประกันได้เหมือนกัน ว่าคุณจะได้เลื่อนขั้นอัปเงินเดือนแบบก้าวกระโดด”
เจอทั้งพระเดชและพระคุณกระหน่ำใส่แบบนี้ รปภ. จึงยอมจำนนในที่สุด
“ตามผมมา”
การงัดเล่ห์เหลี่ยมข่มขู่พนักงานระดับล่างไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจนัก แต่มันไม่มีทางเลือก สำหรับลั่วหยางที่กำลังมืดแปดด้านในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย ขืนมัวแต่รักษามารยาททำตามขั้นตอน มีหวังได้เสียเวลาไปเปล่าๆ และตอนนี้สิ่งที่เขามีค่าเกินกว่าจะทิ้งขว้างได้… ก็คือเวลา
รปภ. กึ่งเดินกึ่งวิ่งพาลั่วหยางมุ่งหน้าเข้าสู่โซนอาคารสำนักงาน
“ว่าแต่คุณชื่ออะไรล่ะ พอเจอประธานเยี่ยแล้ว ผมจะได้พูดอวยเรื่องเลื่อนขั้นให้ถูกคน” ลั่วหยางเอ่ยถามตีสนิท
รปภ. หนุ่มกลั้นรอยยิ้มประจบเอาไว้ไม่อยู่ “ผมชื่อเหลียงเชาครับ แล้วเถ้าแก่แซ่อะไรล่ะครับเนี่ย”
“ผมแซ่ลั่ว เพื่อนสนิทประธานเยี่ยนั่นแหละ ขอแค่คุณช่วยอำนวยความสะดวกให้ผมคืนนี้ นอกจากจะได้เลื่อนขั้นแล้ว ทางผมยังมีอั่งเปาก้อนโตตบรางวัลให้อีกต่างหาก” ลั่วหยางหว่านล้อมซื้อใจต่อ
“โธ่ เถ้าแก่ลั่วพูดซะผมเกรงใจเลย คนอย่างผมน่ะถนัดเรื่องบริการแขกวีไอพีอยู่แล้วครับ” เหลียงเชายิ้มกว้างจนตาหยี กระตือรือร้นขึ้นมาทันตาเห็น
อาคารสำนักงานเป็นตึกปูนสีขาวทรงเหลี่ยมสูงสามชั้น
เหลียงเชานำทางมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องพักสุดทางเดินชั้นสาม ท่าทีของเขานอบน้อมขึ้นหลายระดับ “นี่ห้องพักประธานเยี่ยครับ แต่ดึกป่านนี้ผมคงไม่กล้าเสียมารยาทเคาะ รบกวนเถ้าแก่ลั่วจัดการเองแล้วกันนะครับ”
ลั่วหยางยืนจ้องบานประตูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อันที่จริงไม่ต้องลงมือเคาะ เขาก็รู้แก่ใจว่าข้างในว่างเปล่า ภายใต้สภาวะเหนือสัมผัสของ ‘กายาจิตขมังเวท’ ไม่มีเสียงลมหายใจหรือจังหวะหัวใจใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถสูดดมกลิ่นอายจางๆ ผ่านช่องว่างใต้ประตูเพื่อประเมินสถานการณ์ภายในห้องได้ทะลุปรุโปร่ง
แต่ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังต้องยกมือขึ้นเคาะประตูตามมารยาท ขืนเหลียงเชาอุตส่าห์พามาถึงที่ แต่เขาดันยืนเก๊กแล้วตรัสรู้เองว่าไม่มีคนอยู่ มันคงจะดูเป็นพวกต้มตุ๋นเล่นของพิลึก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
ทุกอย่างเป็นไปตามคาด ภายในห้องเงียบกริบ ไร้เสียงตอบรับ
ลั่วหยางเคาะซ้ำอีกสองสามครั้ง ก่อนจะหันไปถามเหลียงเชา “ผู้ช่วยประธานเยี่ยชื่ออะไร พักอยู่ห้องไหน”
“ชื่อจงหลินครับ พักอยู่ห้องติดกันนี่แหละ”
ลั่วหยางแผ่กระแสจิตตรวจสอบ... ห้องข้างๆ ก็ว่างเปล่าไร้ร่องรอยสิ่งมีชีวิตเช่นกัน
เขาคร้านจะเสียเวลาเคาะประตูให้เมื่อยมือ จึงหันไปสั่งการเด็ดขาด “พาผมไปห้องควบคุมกล้องวงจรปิดเดี๋ยวนี้”
“เอ่อ… ห้องควบคุมน่ะไปได้ครับ แต่ว่า…” เหลียงเชามีสีหน้าอึกอัก ลำบากใจ
“คุณรู้จักคนคุมห้องวงจรปิดกะนี้ไหม”
“เป็นเพื่อนผมเองครับ แต่โรงงานเรากฎเหล็กเข้มงวดมาก ผมคงอ้าปากขอให้มันเปิดกล้องซี้ซั้วไม่ได้ เถ้าแก่ลั่วคงต้องไปเจรจาเอาเอง… ว่าแต่ ตกลงคุณมีธุระอะไรกันแน่ครับเนี่ย ทำไมดูรีบร้อนขนาดนี้”
“ห้าพันหยวน” ลั่วหยางสวนกลับสั้นๆ ทรงพลัง
“หา…”
“ผมจ่ายห้าพันหยวน แลกกับการให้เพื่อนคุณเปิดกล้องให้ดู พอจะคุยกันรู้เรื่องไหม”
“เชิญทางนี้เลยครับลูกพี่!” เหลียงเชากระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบหมุนตัวเดินนำลิ่ว
รปภ. ตามหมู่บ้านทั่วไป แค่ยัดบุหรี่ซองเดียวก็ยอมเปิดทางให้แล้ว ประสาอะไรกับ รปภ. โรงงานบ้านนอก กฎระเบียบมันก็แค่ตัวหนังสือบนกระดาษ โลกแห่งความเป็นจริงมันขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ทั้งนั้น ในถิ่นทุรกันดารที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ ‘อำนาจเงินตรา’ คือใบเบิกทางที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดเสมอ
ภายในห้องควบคุม หน้าจอวงจรปิดถูกเปิดไล่ดูทีละกล้อง เพื่อนของเหลียงเชารับเงินไปแล้วก็ทำงานคุ้มค่าตัว ช่วยไล่ไทม์ไลน์หาเบาะแสช่วงเวลาที่เยี่ยจือปรากฏตัวครั้งสุดท้ายอย่างขะมักเขม้น
กระทั่งเจอภาพบันทึกเวลา 19:03 น. รถเอสยูวีโตโยต้าคันหนึ่งขับออกจากประตูโรงงาน วิ่งไปตามเส้นทางล้อรถบรรทุกแร่ที่ประทับอยู่บนถนนดินเค็ม มุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตทะเลทราย
“กรอวิดีโอกลับไปก่อนหน้านี้หน่อย” ลั่วหยางสั่งเสียงตึงเครียด
ภาพบนหน้าจอถอยหลังกลับไปเรื่อยๆ จนถึงจังหวะก่อนที่เยี่ยจือจะก้าวขึ้นรถ
“หยุดตรงนี้”
ภาพวงจรปิดหยุดนิ่งทันที
บนหน้าจอเผยให้เห็นผู้หญิงผมสั้นวัยสี่สิบต้นๆ เดินประกบข้างเยี่ยจือ ท่าทางดูกระฉับกระเฉงคล่องตัว ส่วนอีกคนเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่กำยำ หน้าตาดุดัน กำลังก้าวขึ้นประจำที่นั่งคนขับ
“สองคนนี้คือใคร” ลั่วหยางหันไปถาม
“ผู้หญิงนั่นคือผู้ช่วยจงหลินครับ ส่วนไอ้หน้ายักษ์นั่นคือคนขับรถชื่อเติ้งชง หมอนั่นนิสัยกร่างจะตายชัก” เหลียงเชามองแวบเดียวก็จำได้แม่น
ลั่วหยางตบไหล่เหลียงเชาหนักๆ นัยน์ตาคมกริบ “จำเวลาที่รถคันนี้ขับออกไปให้ดี พอครบยี่สิบสี่ชั่วโมงปุ๊บ ให้คุณโทรแจ้งตำรวจทันที บันทึกให้ชัดเจนว่าประธานเยี่ยหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และมีแนวโน้มว่าจะถูกลักพาตัว”
รปภ. ทั้งสองเบิกตาโพลง ช็อกจนอ้าปากค้าง
“ตั้งสติแล้วฟังให้ดี นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนพลิกชีวิตของพวกคุณเลยก็ได้ ขอแค่ประธานเยี่ยกลับมาได้อย่างปลอดภัย พวกคุณสองคนก็จะกลายเป็นคนสำคัญที่มีความดีความชอบชิ้นโบแดง… เข้าใจที่ผมสื่อไหม” ลั่วหยางสะกดจิตด้วยผลประโยชน์ก้อนโต
รปภ. สองคนกลืนน้ำลายลงคอ รีบพยักหน้ารับคำเหมือนไก่จิกข้าว
“ตอนนี้ พวกคุณไปไขกุญแจห้องจงหลินกับไอ้เติ้งชง ไปรื้อเอาเสื้อผ้าที่พวกมันเคยใส่มาให้ผมอย่างละชิ้น เน้นว่าต้องเป็นเสื้อผ้าเปื้อนเหงื่อที่ยังไม่ได้ซัก” ลั่วหยางออกคำสั่งเฉียบขาด
เหลียงเชาเริ่มหน้าเสีย ลนลาน “ถะ… เถ้าแก่ลั่ว ประธานเยี่ยของเราโดน...”
“รูดซิปปาก ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น ไปจัดการตามที่ผมสั่งก็พอ” ลั่วหยางตวาดตัดบท
สอง รปภ. ลอบสบตากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะรีบวิ่งกุลีกุจอออกไปทำตามคำสั่งทันที
สิบห้านาทีต่อมา ลั่วหยางหิ้วเสื้อผ้าสองชิ้นเดินออกมาตรงถนนดินเค็มนอกประตูโรงงาน เขานั่งยองๆ เอื้อมมือหยิบเศษดินแห้งกรังจากรอยบุ๋มล้อรถบรรทุกขึ้นมาจรดจมูก สูดดมกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ปาถูก๋าเอ่อร์ที่นั่งรออยู่หลังพวงมาลัยได้แต่มองตามตาปริบๆ พยายามทำความเข้าใจการกระทำพิลึกพิลั่นนั่น แต่คิดจนสมองแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ลั่วหยางโยนเศษดินทิ้ง ปัดมือลวกๆ แล้วกระโจนขึ้นรถฮาวาล เอช9 “พี่ปาถู เหยียบมิดไมล์ไปตามรอยล้อเส้นนี้เลย ผมสั่งให้หักเลี้ยวทางไหนก็หักตามนั้น”
“แต่ข้างหน้ามันดงทะเลทรายของแท้เลยนะเว้ย” ปาถูก๋าเอ่อร์ขมวดคิ้วท้วง
“ผมรู้ ทะลวงเข้าไปเลย เดี๋ยวผมบวกทิปเพิ่มให้อีกห้าพัน”
“น้องลั่ว คาดเข็มขัดนิรภัยให้แน่นๆ เลยนะ เรื่องเงินทองน่ะฉันไม่ซีเรียสอยู่แล้ว… พอดีฉันมันพวกคลั่งไคล้ความดิบเถื่อนตอนขับออฟโรดตะลุยทะเลทรายแค่นั้นแหละ” ปาถูก๋าเอ่อร์ฉีกยิ้มกว้าง
เครื่องยนต์คำรามลั่น รถฮาวาล เอช9 พุ่งทะยานแหวกม่านความมืด บุกตะลุยเข้าสู่ดินแดนแห่งความเวิ้งว้างของทะเลทรายดินเค็มทันที