ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 52 หมายังประเสริฐกว่าแก
รถฮาวาล เอช9 พุ่งทะยานผ่านทะเลสาบเกลือแห่งแล้วแห่งเล่า ภายใต้ผืนฟ้ากระจ่างยามค่ำคืน ผืนน้ำเบื้องล่างสะท้อนประกายราวกับ ‘กระจกเงาแห่งผืนฟ้า’ สีเขียวมรกตที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
พอถึงทางแยก ลั่วหยางจะสั่งปาถูก๋าเอ่อร์เบรกกะทันหัน เขากระโดดลงไปส่องรอยล้อ คว้าก้อนดินเค็มขึ้นมาดมเพื่อล็อกทิศทาง ก่อนจะตบประตูรถแล้วสั่งให้ขับบึ่งต่อไปตามเป้าหมาย
จนในที่สุด ปาถูก๋าเอ่อร์ก็กลั้นความสงสัยไว้ไม่อยู่ “น้องลั่ว จมูกนายรับกลิ่นได้ไวขนาดนั้นเชียว?”
“ก็พอได้ครับ” ลั่วหยางตอบเรียบๆ ขี้เกียจอธิบายให้ยืดยาว
ชายร่างใหญ่เล่าต่อ “ตอนเด็กๆ บ้านฉันเคยเลี้ยงหมาต้อนแกะตัวนึง จมูกมันโคตรดี หมาป่ายังไม่ทันโผล่มา มันดมกลิ่นได้ไกลเป็นร้อยเมตร แต่ให้เก่งแค่ไหน... มันก็ดมกลิ่นจากเศษดินติดล้อรถไม่ออกหรอกนะ”
เจอเปรียบเทียบแบบนี้ ลั่วหยางถึงกับไปไม่เป็น
“เอ่อ ฉันไม่ได้หมายความว่านายเป็นหมานะ แค่…” ปาถูก๋าเอ่อร์เริ่มล่ก หาทางลงให้ตัวเองไม่ถูก
“พี่ปาถู รถเรายังวิ่งได้อีกไกลแค่ไหนครับ” ลั่วหยางตัดบทเปลี่ยนเรื่องทันที
“วางใจเถอะ ตอนแวะปั๊มฉันตุนน้ำมันสำรองมาด้วยสองแกลลอน วิ่งได้อีกเป็นร้อยกิโล อ้อ ซื้อพวกขนมปังกับไส้กรอกมาด้วย นายจะรองท้องหน่อยไหม”
“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” สถานการณ์ตึงเครียดขนาดนี้ ลั่วหยางจะเอาอารมณ์ที่ไหนไปกลืนของกินลงคอ
รถฮาวาล เอช9 ตะลุยฝ่าความมืดไปอีกหลายสิบกิโลเมตรจนกระทั่งสุดทาง ด้านหน้าคือพื้นดินเค็มขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อ ไกลออกไปเป็นเทือกเขาหยาตานที่สลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต บางลูกสูงตระหง่านนับร้อยเมตร ร่องรอยการกัดเซาะของกระแสน้ำโบราณและหน้าผาหินสูงชันปรากฏให้เห็นทุกอณู
รอยล้อรถสองเส้นประทับลึกบนพื้น ทอดยาวหายเข้าไปในดงเทือกเขาหยาตานเบื้องหน้า
รถฮาวาลค่อยๆ แทรกตัวผ่านช่องเขาสองลูกอย่างระมัดระวัง เมื่อลึกเข้ามาอีกหลายสิบเมตร เงาตะคุ่มของรถเอสยูวีโตโยต้าคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใต้หน้าผาหิน ล้อหลังฝั่งขวาแบนติดพื้น ตัวรถเอียงกระเท่เร่จนแทบจะคว่ำ
“น้องลั่วเก่งชะมัด ตามรอยเจอจริงๆ ด้วย” ปาถูก๋าเอ่อร์ร้องลั่นด้วยความทึ่ง
“จอดตรงนี้แหละ เดี๋ยวผมลงไปดูเอง” ลั่วหยางสั่ง
ปาถูก๋าเอ่อร์เหยียบเบรกทันที อันที่จริงเขาเองก็อยากจอดเต็มแก่ เพราะพื้นดินแถวนี้ไม่ใช่ดินเค็มเคลือบเกลือแข็งๆ แต่เป็นทรายร่วนซุย ขืนทะเล่อทะล่าขับเข้าไป มีหวังรถได้ติดหล่มจมทรายแน่
ลั่วหยางผลักประตูรถ ก้าวเท้ายาวๆ ปรี่เข้าไปหาโตโยต้าคันนั้นทันที
ห้องโดยสารว่างเปล่า บริเวณหน้ารถมีรอยเท้าหลายคู่ย่ำสับสน ทอดยาวลึกเข้าไปในความมืด
กระจกฝั่งคนขับแง้มเปิดไว้เล็กน้อย ลั่วหยางโน้มตัวเข้าไปใกล้ รวบรวมสมาธิแล้วสูดลมหายใจลึก เพียงชั่วพริบตา เขาก็แยกแยะกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเยี่ยจือออกมาได้ กลิ่นคุ้นเคยที่ทำให้จิตใจอันตึงเครียดของเขาผ่อนคลายลงเปลาะหนึ่ง ส่วนกลิ่นของอีกสองคนก็ถูกล็อกเป้าได้อย่างแม่นยำ ตรงกับกลิ่นเสื้อผ้าที่เขานำมาเป็นตัวอย่างไม่ผิดเพี้ยน กลิ่นหนึ่งคือเติ้งชงคนขับรถ อีกกลิ่นคือจงหลินผู้ช่วยสาว
ชายหนุ่มอ้อมไปหน้ารถ กวาดสายตาวิเคราะห์รอยเท้าบนพื้นทรายอย่างละเอียด
รอยเท้าสามคู่นี้เหยียบย่ำปะปนกัน รอยเท้าขนาดใหญ่ที่จมลึกสุดน่าจะเป็นของชายฉกรรจ์อย่างเติ้งชง ส่วนรอยเท้าที่เล็กและตื้นกว่า เป็นของเยี่ยจือกับจงหลินแน่นอน
เขาหมอบลงกับพื้นทราย จ่อจมูกเข้าใกล้รอยประทับเหล่านั้น ทันทีที่เข้าสู่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ ของ ‘กายาจิตขมังเวท’ ประสาทรับกลิ่นก็ถูกขยายจนถึงขีดสุด กลิ่นทรายอันเบาบางตีคลุ้งขึ้นมาจางๆ ทว่าท่ามกลางกลิ่นเหล่านั้น เขา ‘ดึง’ กลิ่นหอมจางๆ อันคุ้นเคยออกมาได้… กลิ่นของเยี่ยจือ
ชัดเจนแล้ว ไม่ใช่แค่ร่องรอยการเดินทางของเยี่ยจือ… แต่กลิ่นอายของอันตรายที่แฝงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ก็ชัดเจนไม่แพ้กัน
ลั่วหยางลุกพรวดขึ้นมา ล้วงมือถือออกมากดดูหน้าจอ ไร้คลื่นสัญญาณโดยสิ้นเชิง
ปาถูก๋าเอ่อร์เดินตามมาสมทบ “น้องลั่ว เมื่อกี้ฉันลองแล้ว ที่นี่จุดอับสัญญาณ โทรหาใครไม่ได้หรอก”
“พี่ปาถู แบ่งน้ำกับเสบียงในรถให้ผมหน่อย พี่สแตนด์บายรอผมอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วผมยังไม่ออกมา พี่โทรไปเบอร์นี้นะ”
เขาเลื่อนเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ ค้นหาเบอร์ของหูปู้เฝ่ย
“ฉันจำเบอร์ไม่ได้หรอก ขอถ่ายรูปเก็บไว้ก่อน” ปาถูก๋าเอ่อร์หยิบมือถือมาแชะภาพหน้าจอไว้ พลางขมวดคิ้วถาม “แล้วถ้าโทรติด ฉันต้องบอกเขาว่าไง”
“บอกเขาว่าลั่วหยางอยู่ที่ทะเลทรายหมางหยาในชิงตี้ เยี่ยจือกำลังตกอยู่ในอันตราย ให้เขารีบยกขบวนมาช่วยด่วนที่สุด”
“งั้นฉันก็ต้องถอยรถกลับไปหาคลื่นถึงจะโทรได้สิ แล้วจะให้ฉันรออยู่ที่นี่นานแค่ไหน” ปาถูก๋าเอ่อร์ถามย้ำ
ลั่วหยางคำนวณเวลาในหัว “ยี่สิบชั่วโมงก็พอ ถ้าผมยังไม่ออกมา พี่สตาร์ทรถออกไปหาคลื่นโทรศัพท์ได้เลย แล้วแจ้งความตามที่ผมเพิ่งบอก”
ปาถูก๋าเอ่อร์ตบไหล่ชายหนุ่มหนักๆ สีหน้าจริงจังขึ้นมา “น้องลั่ว นายอย่าเดินลึกเข้าไปนักนะ หลงทางในทะเลทรายมันตายสถานเดียว ที่สำคัญ… แถวนี้เป็นทะเลทรายดินเค็ม ใต้พื้นทรายมีถ้ำหินปูนกลวงๆ ซ่อนอยู่เพียบ ถ้าเหยียบพลาดร่วงลงไป ดีไม่ดีจะไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย”
“ถ้ำหินปูนเหรอ” ลั่วหยางขมวดคิ้ว ความกังวลแล่นพล่านในอก สำหรับเขาต่อให้เดินหลับตาก็ไม่มีทางหลง เพราะอาศัยจมูกดมกลิ่นหาทางกลับได้เสมอ แต่ถ้าเยี่ยจือเกิดโชคร้ายตกลงไปในถ้ำหินปูนพวกนั้น… กลิ่นของเธอจะถูกตัดขาด และเขาอาจจะหาเธอไม่พบอีกเลย
“ใต้ทรายนี่มีแต่เกลือ พอเจอความร้อนเกลือมันจะละลายเป็นน้ำไหลออกไป ทิ้งโพรงอากาศขนาดใหญ่ไว้ข้างใต้ คนเดินอยู่ข้างบนไม่มีทางดูออกหรอก นายต้องระวังตัวให้ดี” ปาถูก๋าเอ่อร์กำชับเสียงเครียด
ลั่วหยางพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากครับ”
ครู่ต่อมา ลั่วหยางสะพายกระเป๋าผ้าใบเก่าคร่ำครึขึ้นบ่า แล้วก้าวเท้าออกเดินทาง
มันคือกระเป๋าทหารสำหรับใส่เครื่องมือของปาถูก๋าเอ่อร์ ภายในยัดขนมปังหกถุง น้ำแร่สี่ขวด ไส้กรอกเจ็ดแปดแท่ง และไฟฉายอีกหนึ่งกระบอก ตอนมาถึง ลั่วหยางร้อนใจเกินไปจนลืมสั่งให้ตุนเสบียงก้อนใหญ่ แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว มีเท่าไหร่ก็ต้องประทังชีวิตไปเท่านั้น
รอยเท้าทั้งสามคู่ยังคงทอดยาวลึกเข้าไปในดงเทือกเขาหยาตาน
ลั่วหยางระมัดระวังไม่เหยียบทับรอยเท้าพวกนั้น เขาเดินขนาบข้างไปเรื่อยๆ ทิ้งรอยเท้าของตัวเองไว้เป็นเส้นขนาน หากหูปู้เฝ่ยหรือตำรวจตามมาถึง รอยเท้าเหล่านี้แหละจะเป็นเบาะแสชี้เป็นชี้ตาย
หลังจากลากสังขารมากว่าสิบกิโลเมตร เนินเขาเตี้ยๆ ก็เริ่มกลายสภาพเป็นผาสูงชัน หินตะกอนที่ถูกกระแสน้ำโบราณกัดเซาะเผยชั้นหินสลับซับซ้อน บางจุดถึงขั้นมองเห็นฟอสซิลเปลือกหอยและปลาฝังแน่นอยู่ ทัศนียภาพรอบด้านปราศจากสีเขียวของสิ่งมีชีวิต มีเพียงผืนทรายสีเหลืองทอง โขดหินสีน้ำตาลทึมทึบ และความเงียบสงัดที่บาดลึกถึงกระดูก บรรยากาศเวิ้งว้างราวกับกำลังเดินหลงอยู่บนดาวเคราะห์ร้างดวงอื่น
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มแปรสภาพจากทรายร่วนเป็นชั้นหินแข็ง ก้อนหินสีเทาอมเขียวและดำทะมึนแบบทะเลทรายโกบีเริ่มปรากฏหนาตาขึ้น ในขณะเดียวกัน… รอยเท้าที่เขาใช้แกะรอยก็เริ่มจางลง และขาดหายไปในที่สุด
ลั่วหยางหยุดชะงักฝีเท้าลงตรงรอยประทับรอยสุดท้าย
เบื้องหน้าคือหุบเขาลึกลับที่ถูกขนาบด้วยยอดเขาหยาตานสูงเสียดฟ้านับร้อยเมตร ฐานเขากว่าครึ่งถูกฝังกลบอยู่ใต้ผืนทราย เผยให้เห็นแค่ยอดแหลมที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้า เมื่อยืนอยู่ตรงปากทางเข้า หน้าผาหินที่ตั้งฉากเก้าสิบองศาบดบังแสงสว่างจากภายนอกจนหมดสิ้น ปล่อยให้ภายในหุบเขาจมดิ่งอยู่ในความมืดสลัวราวกับปากถ้ำของสัตว์ร้ายที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง
พื้นที่ทะเลทรายโกบีทางด้านซ้ายของหุบเขาแข็งกระด้างจนไร้รอยเท้าใดๆ ประทับไว้ ทว่าก็ยังมีความเป็นไปได้ที่พวกเยี่ยจือจะไม่ได้เข้าไปในหุบเขา แต่เลือกเดินอ้อมไปทางซ้ายแทน
ชายหนุ่มหมอบแนบพื้นอีกครั้ง คลานดมกลิ่นไปตามกองหินระเกะระกะ โชคดีที่ไม่มีลมพัดทำลายหลักฐาน แม้กลิ่นที่หลงเหลือบนพื้นหินจะเจือจางจนแทบสัมผัสไม่ได้ แต่ด้วย ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ เขาก็ยังดักจับร่องรอยกลิ่นที่ซุกซ่อนอยู่ตามซอกหินได้อยู่ดี
เขาแทบจะใช้สองมือตะกุยพื้นคลานเข้าไปจนถึงปากทางเข้าหุบเขา ทว่าทันทีที่หยุดอยู่ตรงจุดนั้น… บรรยากาศรอบกายกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเงียบงันบีบรัดเข้ามา รังสีอำมหิตบางอย่างกดทับจนอกแทบพังทลาย ประสาทสัมผัสทุกส่วนของลั่วหยางตึงเครียดทะลุขีดสุด