ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 53 ยอดนักสืบโดยกำเนิด
แม้บนพื้นทรายจะไร้รอยเท้า แต่ลั่วหยางอาศัยกลิ่นจางๆ ที่ดักจับได้ตามซอกหินปะติดปะต่อสถานการณ์ทั้งหมดได้กระจ่าง ผู้ช่วยจงหลินกับเติ้งชงแยกตัวออกไปทางทะเลทรายโกบีฝั่งซ้าย ส่วนเยี่ยจือเดินลึกเข้าไปในหุบเขาเพียงลำพัง
หรือว่าไอ้สองคนนั้นจะมีเอี่ยวด้วย? ลั่วหยางหรี่ตาลง วิเคราะห์ความเป็นไปได้ขณะเร่งฝีเท้าสะกดรอยตามต่อ
ยิ่งลึกเข้าไปในหุบเขา ข้อสันนิษฐานของเขาก็ยิ่งชัดเจน เติ้งชงไม่ได้เฉียดกรายเข้ามาที่นี่เลยแม้แต่น้อย เขาพบเพียงรอยเท้าผู้หญิงคู่หนึ่งประทับอยู่บนพื้นทราย ปลายเท้าหันกลับไปทางปากทางเข้าหุบเขา อาศัยทักษะแกะรอยที่ใช้มาตลอดทาง มองแวบเดียวเขาก็รู้ทันทีว่าเป็นรอยเท้าของจงหลิน
จงหลินเป็นหนอนบ่อนไส้จริงๆ ด้วย… ยัยนั่นหลอกพาเยี่ยจือเข้ามาทิ้งไว้ในนี้ แล้วลอบหนีกลับออกไป หลิวโย่วสุ่ยมันเส้นใหญ่ขนาดไหนกัน ถึงซื้อตัวผู้ช่วยคนสนิทให้ยอมทำงานสกปรกแบบนี้ได้ ลั่วหยางขบกรามแน่น นึกไม่ออกเลยว่าทำไมคนระดับจงหลินถึงกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องผิดกฎหมาย
ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าลึกเข้าไปอีก ภูมิประเทศภายในหุบเขายิ่งสลับซับซ้อนราวกับเขาวงกตมรณะ ผาหินสองข้างทางบีบตัวสูงชันขึ้นเรื่อยๆ ร่องน้ำโบราณที่เกิดจากการกัดเซาะปรากฏให้เห็นถี่ยิบ บางจุดกว้างเป็นสิบเมตร ทว่าบางจุดกลับแคบจนต้องกลั้นหายใจเดินตะแคงตัวแทรกผ่าน
พอถึงทางแยก รอยเท้าของจงหลินก็โผล่มาอีกครั้ง คราวนี้ปลายเท้าหันกลับไปทางเก่า และกลิ่นของเธอก็ขาดหายไปดื้อๆ
ลั่วหยางเบี่ยงตัวเข้าไปในคูน้ำแคบๆ สายหนึ่ง เดินไปไม่กี่ก้าวก็เจอหลักฐานชิ้นโบแดง… พื้นทรายมีรอยเปียกชื้นวงใหญ่ ขนาบข้างด้วยรอยเท้าผู้หญิงที่ประทับแบะออกเป็นรูปตัววีกลับหัว แถมด้านหลังยังมีกระดาษทิชชูใช้แล้วขยำทิ้งไว้อีกก้อน
จัดฉากได้สมจริงดี แต่ไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปดมใกล้ๆ เขาก็เดาได้ทะลุปรุโปร่ง
ยัยจงหลินคงอ้างว่าปวดเบา ขอตัวมาทำธุระตรงนี้ แล้วอาศัยจังหวะทีเผลอย่องหนีกลับไปแน่ๆ ลั่วหยางแค่นเสียงเย็นในลำคอ มั่นใจว่าตัวเองอ่านเกมไม่พลาด
แสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันสาดส่องลงมาตรงๆ ขับไล่ความมืดมิดในคูน้ำแคบๆ ให้สว่างโร่ ลั่วหยางหยุดพักกระดกน้ำเปล่าอึกใหญ่ ยัดขนมปังแห้งๆ เข้าปากเพื่อเติมพลังงาน ก่อนจะออกตัวแกะรอยตามกลิ่นและรอยเท้าที่ขาดๆ หายๆ ของเยี่ยจือต่อไปทันที
ยิ่งตามลึกเข้าไป เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวัง ลองจินตนาการดูสิ ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้กลางนรกภูมิประเทศแบบหยาตานแบบนี้ จิตใจของเธอจะแตกสลายและหวาดผวาขนาดไหน
ร่องรอยหลังจากที่จงหลินหายตัวไปสะท้อนความตื่นตระหนกอย่างชัดเจน รอยเท้าของเยี่ยจือย่ำสะเปะสะปะไปทั่วคูน้ำ บางจุดร่องรอยบอกชัดว่าเธอสติแตกถึงขั้นพยายามตะเกียกตะกายปีนหน้าผาหินสูงชันขึ้นไปดื้อๆ แต่แน่นอนว่าล้มเหลว บนโขดหินมีรอยขูดขีดกระจุยกระจาย พร้อมคราบเลือดหยดเล็กๆ ทิ้งไว้… มือของเธอคงโดนหินบาดจนเลือดสาดไปแล้ว
ชายหนุ่มเร่งความเร็วทะลวงเข้าคูน้ำอีกสาย แกะรอยต่อไปได้ราวร้อยเมตร จู่ๆ ตรงกลางทางเดินแคบๆ ก็มีหลุมยุบขนาดใหญ่ขวางหน้า ผนังหินขอบหลุมเต็มไปด้วยรอยตะกุยและคราบเลือดเปรอะเปื้อน
หัวใจของลั่วหยางกระตุกวูบ ร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาสับเท้าวิ่งหน้าตั้งพุ่งเข้าไปดูทันที
มันคือหลุมยุบสดใหม่ พื้นที่ประมาณสี่ห้าตารางเมตรถล่มลงไปจนตัดขาดเส้นทางในคูน้ำอย่างสมบูรณ์ ลั่วหยางชะโงกหน้าลงไปสำรวจ ด้านล่างเป็นทางลาดชันกว่าสี่สิบห้าองศา ผนังหินฉาบด้วยเกลือผลึกมันปลาบ และที่สำคัญ… มีรอยครูดไถลยาวเหยียดลงไปสู่ก้นบึ้งอย่างชัดเจน
ภาพเหตุการณ์ถูกจำลองขึ้นในหัวเขาทันที เยี่ยจือหลงทางจนตรอก สติแตกพยายามปีนหน้าผาหนีตายอีกรอบ แต่ด้วยสภาพที่ทั้งหิวและเหนื่อยล้า ไร้อุปกรณ์เซฟตี้ สุดท้ายก็หมดแรงร่วงหล่นลงมา โชคร้ายซ้ำซ้อนที่พื้นตรงนั้นเป็นโพรงถ้ำหินปูนซ่อนอยู่ แรงกระแทกทำให้พื้นทรายถล่ม ร่างของเธอจึงร่วงทะลุลงไปในขุมนรกเบื้องล่าง
ลั่วหยางกำหมัดแน่นจนข้อต่อขาวซีด สถานการณ์บัดซบที่กังวลที่สุดดันเกิดขึ้นจริง ตอนปาถูก๋าเอ่อร์เตือนเรื่องถ้ำหินปูน เขาแทบไม่ได้ใส่ใจเพราะมั่นใจในประสาทสัมผัสตัวเอง แต่นึกไม่ถึงว่าคนที่ดวงซวยไปเหยียบกับดักนรกนี่ดันเป็นเยี่ยจือ
“พี่เยี่ย!” เขาตะโกนก้องลงไปในความมืดมิด
เสียงสะท้อนดังก้องกังวานตีกลับมาเป็นทอดๆ ไร้เสียงตอบรับใดๆ จากหญิงสาว ลั่วหยางตะโกนซ้ำอีกสองสามหนก่อนจะเลิกล้มความตั้งใจ ต่อให้เธอไม่ตอบ เขาก็ต้องมุดหัวลงไปลากตัวเธอกลับขึ้นมาให้ได้อยู่ดี
ไม่มีเชือก ไม่มีสลิง ไม่มีอุปกรณ์เซฟตี้อะไรทั้งนั้น ลั่วหยางไม่สนใจอะไรอีก เขาหย่อนตัวลงไปในหลุมมืด ใช้ปลายนิ้วสอดจิกตามซอกหินแล้วไต่ระดับลงไปอย่างระมัดระวัง จังหวะไหนไร้ซอกให้ยึดเกาะ เขาก็ใช้วิธีกำผลึกเกลือบนผนังแล้วโหนตัวลงมา ตอนแรกยังแอบเสียวว่ามันจะเปราะแตก แต่พอลงน้ำหนักจริงถึงรู้ว่าผลึกเกลือพวกนี้แข็งปั๋งราวกับเหล็กกล้า รับน้ำหนักตัวเขาได้สบายเหลือเฟือ
ยิ่งไต่ลึกลงไป แสงสว่างก็ยิ่งถูกกลืนกินจนมืดมิดสนิท เพื่อรีดเค้นพละกำลังและรักษาความคล่องตัว ลั่วหยางเร่งโคจรพลังวิญญาณทั่วร่าง อัดฉีด ‘กายาจิตขมังเวท’ เข้าสู่สภาวะเหนือสัมผัสอย่างเต็มกำลัง ในสภาวะนี้ แม้ดวงตาจะบอดสนิทจากความมืด แต่ประสาทสัมผัสกลับวาดแผนที่ภูมิประเทศเบื้องหน้าขึ้นมาในสมองได้อย่างแม่นยำ โลกทั้งใบถูกย้อมด้วยภาพจำลองสีเขียวเรืองแสงราวกับสวมกล้องไนท์วิชั่นชั้นยอด ท่ามกลางความมืดมิดระดับนี้ ไฟฉายในกระเป๋าจึงกลายเป็นของไร้ค่าไปโดยปริยาย
เวลาผ่านไปเพียงอึดใจ ลั่วหยางก็ทะลุลงมาถึงก้นหลุม และพบร่างของเยี่ยจือ
เธอนอนขดตัวคุดคู้หมดสติอยู่บนลานหินขรุขระ ห่างออกไปไม่กี่คืบคือเหวลึกที่เกิดจากทางน้ำใต้ดินมืดมิด ชายหนุ่มเงี่ยหูฟังเสียงลมหายใจรวยรินของเธอ ก่อนจะลอบพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก ถือว่าสวรรค์ยังเมตตา ถ้าหล่อนลื่นไถลร่วงลงไปในเหวน้ำใต้ดินนั่น ต่อให้เขามีพลังระดับพระเจ้า ก็คงงมขึ้นมาได้แค่ศพ
ลั่วหยางพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างหล่อน เสื้อยืดและกางเกงของเธอถูกเศษหินบาดจนขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี ตั้งแต่แผ่นหลัง สะโพก ลากยาวไปจนถึงหลังต้นขา เต็มไปด้วยรอยครูดและแผลฉกรรจ์ บางจุดหนังถลอกหลุดลอกจนเห็นชั้นเนื้อแดงเถือกชุ่มเลือด
หัวใจของเขาบีบรัดด้วยความสงสาร “พี่เยี่ย… ผมลั่วหยางเองนะ” เขาตบแก้มเธอเบาๆ แต่หญิงสาวไร้การตอบสนองสิ้นเชิง
“ไม่ต้องกลัวแล้ว ผมมาพาพี่กลับบ้าน... แต่ต้องห้ามเลือดก่อน” ลั่วหยางพึมพำ เขาขยับจัดท่านอนของเธอ ค่อยๆ จับขาทั้งสองข้างเหยียดตรง แล้วพลิกตัวหญิงสาวให้นอนคว่ำหน้าราบไปกับโขดหินผลึกเกลือ
ชายหนุ่มฉีกชายเสื้อยืดตัวเองออกเป็นริ้วยาว เทน้ำแร่ลงไปจนชุ่ม แล้วลงมือบรรจงเช็ดทำความสะอาดบาดแผลอย่างเบามือที่สุด เศษผลึกเกลือที่ฝังลึกในเนื้อแดงถูกเขี่ยออกทีละเม็ดจนเกลี้ยง คราบเลือดกรังรอบแผลถูกเช็ดจนสะอาดสะอ้าน
แต่พอต้องขยับมาเคลียร์บาดแผลบริเวณสะโพกและต้นขา ลั่วหยางก็ถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอ มือแกร่งเริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่าด้วยสัญชาตญาณความเป็นหมอ เขาก็กัดฟันข่มความรู้สึก แล้วจัดการทำความสะอาดจนเสร็จสิ้น
เมื่อเตรียมการเสร็จสรรพ ลั่วหยางก็รวบรวมพลังวิญญาณมาไว้ที่ปลายนิ้ว กระตุ้น
‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ เพื่อสมานแผลให้เธอ การกดจุดรักษาบริเวณแผ่นหลังผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น แต่พอลากนิ้วต่ำลงมาถึงช่วงสะโพก สมาธิของเขาก็แทบกระเจิง มือไม้สั่นหนักกว่าเก่าจนกดพลาดเป้าไปหลายจังหวะ
ไอ้เวรเอ๊ย แกเป็นหมอนะโว้ย จะมามือสั่นใจเต้นอะไรตอนนี้! ลั่วหยางสบถด่าตัวเองในใจ ทีพวกหมอสูติผู้ชายเจอคนไข้แก้ผ้าตรวจ เขายังไม่เห็นเป็นไร ถ้ามัวแต่ล่กแบบนี้จะรักษาคนได้ยังไงวะ! นิ่งไว้… นิ่งเข้าไว้! เขาพยายามสะกดจิตตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง… เยี่ยจือก็ส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ ปรือขึ้น สมองของเธอยังคงว่างเปล่ามึนงง แต่สัมผัสวาบหวามบริเวณสะโพกปลุกประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวเต็มพิกัด เธอรับรู้ได้ทันทีว่ามีผู้ชายคนหนึ่งคร่อมอยู่ด้านหลัง… แถมปลายนิ้วของหมอนั่นกำลังขยับไปมาอยู่บนบั้นท้ายของเธอ!
เส้นประสาทของหญิงสาวขาดผึงในเสี้ยววินาที
“กรี๊ดดดด! ช่วยด้วยยย!”
พลังเสียงทะลุปรอทแตกจนแก้วหูแทบพัง ต่อให้เอาโทรโข่งกระจายข่าวของหมู่บ้านมาเปิดจ่อหู ก็ยังดังสู้เสียงกรีดร้องของเธอตอนนี้ไม่ได้!
ลั่วหยางสะดุ้งเฮือกตกใจสุดขีดจนสติกระเจิง ปลายนิ้วที่อาบด้วยพลัง ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ จึงลื่นไถลพลาดเป้าจากรอยแผล รูดพรวดไปโดนจุดอื่นเสียอย่างนั้น
“กรี๊ดดดด!” เยี่ยจือแหกปากร้องเสียงหลงอีกระลอก ความหวาดกลัวทะลุขีดสุดไปทะลวงสวรรค์เรียบร้อยแล้ว