ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 54 รักษาบาดแผล
ท่ามกลางความมืดมิดอันหนาวเหน็บ จู่ๆ ก็มีฝ่ามือปริศนาลูบไล้เรือนร่าง… สติของเยี่ยจือเตลิดเปิดเปิง ไอ้วิปริตที่อยู่ข้างหลังอาจเป็นพวกหื่นกาม ฆาตกรโรคจิต หรือเผลอๆ อาจไม่ใช่คนด้วยซ้ำ เส้นความอดทนของเธอขาดผึง
“ผมเอง… ลั่วหยาง” เสียงทุ้มคุ้นหูดังแหวกความมืดมิดเข้ามา
เยี่ยจือชะงักกึก แม้จะมองอะไรไม่เห็น ทว่าน้ำเสียงนี้สลักลึกอยู่ในความทรงจำ ปลายนิ้วร้อนผ่าวที่แตะต้องตัวเธอผละออกไปแล้ว เส้นประสาทที่ขมวดตึงจนแทบขาดจึงค่อยๆ คลายลง ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่อยากเชื่อว่าลั่วหยางจะโผล่มาในนรกขุมนี้ได้ หรือว่าเธอหิวจนประสาทหลอนไปเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกไปจึงสั่นเครืออย่างห้ามไม่อยู่
“คุณ… ลั่วหยาง… ทำไมถึง…”
“พี่เยี่ย ไม่ต้องกลัว” ลั่วหยางประคองขวดน้ำแร่จรดริมฝีปากแห้งผากของหญิงสาว
“จิบน้ำก่อน คุณปลอดภัยแล้ว เดี๋ยวผมพาคุณกลับบ้านเอง”
สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดพุ่งปรี๊ดทันทีที่ความเย็นฉ่ำแตะริมฝีปาก เธอคว้าขวดน้ำมากระดกอึกๆ ลงคออย่างเอาเป็นเอาตาย
“ค่อยๆ ดื่มพรวดพราดเดี๋ยวช็อกเอา” ลั่วหยางปรามเสียงนุ่ม
จังหวะกลืนน้ำของเธอถึงได้ช้าลง
แกร๊ก... ลำแสงสีขาวสว่างวาบจากไฟฉาย กรีดทะลุความมืดมิดที่กดทับมาหลายชั่วโมงจนแตกกระเจิง
วินาทีที่สายตาปรับแสงและเห็นโครงหน้าหล่อเหลาคุ้นตาชัดเจน ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และความตื้นตันใจก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอก เยี่ยจือคุมอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไป ปล่อยโฮออกมาสุดเสียงราวกับทำนบแตก
“ร้องออกมาเถอะ ระบายมันออกมา” เขาลูบไหล่ปลอบประโลม
เยี่ยจือสะอื้นไห้อยู่พักใหญ่ พอน้ำเปล่าตกถึงท้อง อารมณ์ที่พลุ่งพล่านก็ค่อยๆ นิ่งลง เธอมองหน้าเขาด้วยแววตาเปี่ยมคำถาม “ลั่วหยาง… คุณหาฉันเจอได้ยังไง”
ลั่วหยางอธิบาย “เรื่องมันยาว… คงต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่ตอนที่ซ่งเหม่ยฉีมาหาผม”
“เหม่ยฉี?” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
“ผมเองก็ยังทึ่ง” ชายหนุ่มเริ่มลำดับเหตุการณ์ “เมื่อวานเช้า หลิวโย่วสุ่ยมาให้ผมรักษา พอเหม่ยฉีเห็นหน้ามันก็กลัวจนตัวสั่น ตอนมันกลับไป เธอบอกว่ามีคนเลวคิดจะทำร้ายคุณ แถมยังอธิบายฉากล่วงหน้าเป็นฉากๆ ว่าคุณร่วงลงไปในหลุมมืดๆ ที่มีกระดูกขาวโพลนเต็มไปหมด ตอนนั้นผมคิดว่าแกแค่ฝันร้าย เลยลองโทรหาคุณไง”
เยี่ยจือกวาดสายตามองไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณทันที
ลั่วหยางอ่านสายตาเธอออก “ไม่ต้องหาหรอก ที่นี่ไม่มีกระดูกขาวสักชิ้น เด็กคงเห็นภาพนิมิตแล้วเข้าใจผิด… ผลึกเกลือขาวๆ พวกนี้แหละที่แกนึกว่าเป็นกระดูก”
“คุณก็เลยเชื่อคำพูดเด็ก แคลงใจว่าฉันตกอยู่ในอันตราย แล้วตามมาถึงก้นนรกนี่เนี่ยนะ” เยี่ยจือยังไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“เปล่า ตอนแรกผมไม่ได้คิดมาก จนกระทั่งตกดึก… ลุงเยี่ยนัดผมไปกินข้าวที่ภัตตาคารเซียงหลานเซ่อ” เขาสรุปเรื่องการแอบฟังบทสนทนาลับระหว่างหลิวโย่วสุ่ย ซ่งไห่ชาง และซ่งตงหมิง ในห้องวีไอพีให้ฟังแบบรวบรัด
“ร้านอาหารคนพลุกพล่าน เสียงดังขนาดนั้น คุณไปดักฟังความลับพวกมันได้ยังไง” เยี่ยจือแย้ง
“ลืมไปแล้วหรือไงว่าผมเป็นใคร” ลั่วหยางกระตุกยิ้มมุมปาก
เยี่ยจือชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นทึ่งแกมเหลือเชื่อ
“นี่คุณ… มีวิชาอาคมจริงๆ เหรอเนี่ย”
ลั่วหยางพยักหน้ารับเงียบๆ ทว่าหางตาดันเผลอเหลือบไปมองบั้นท้ายขาวเนียนที่โผล่พ้นรอยขาดของกางเกงแวบหนึ่ง ในหัวกำลังประมวลผลหาคำพูดอ้อมๆ ว่าจะสั่งให้เธอนอนคว่ำเพื่อทำแผลต่อยังไงไม่ให้โดนด่าว่าหื่นกาม
“แล้วมาโผล่ที่ก้นหลุมนี่ได้ยังไง” นี่เป็นอีกจุดที่เยี่ยจือคิดให้ตายก็คิดไม่ออก
ลั่วหยางอธิบายรวบรัด “ผมจองเที่ยวบินด่วนมาลงฮว๋าถู่โกว ตรงไปที่โรงงาน รปภ.ที่ชื่อเหลียงเชาเปิดกล้องวงจรปิดให้ดู ผมแกะรอยตามล้อรถโตโยต้าที่พวกคุณนั่งมา… แล้วก็ดมกลิ่นตามมาจนเจอ”
“ดมกลิ่น?”
“กลิ่นประจำตัวคุณไง ผมจำได้แม่น” ลั่วหยางตอบหน้าตาย “บวกกับเหลียงเชาหาเสื้อผ้าเก่าของยัยผู้ช่วยกับคนขับรถมาให้ ผมเลยดมกลิ่นตามรอยพวกคุณมาได้สบายๆ”
“จมูกคุณดีระดับนั้นเลย” หญิงสาวเบิกตาโต
ลั่วหยางขี้เกียจอธิบายความสามารถเหนือมนุษย์ให้ยืดยาว รีบตัดบทเข้าประเด็นหลัก “ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ… ยัยจงหลินผู้ช่วยคุณกับไอ้เติ้งชงคนขับรถ มันรวมหัวกันหลอกพาคุณมาทิ้งไว้ที่นี่ ถ้าเดาไม่ผิด พอกลับไปพวกมันคงจัดฉากแจ้งความว่าคุณหายตัวไปกลางทะเลทราย ขาดน้ำขาดอาหารอย่างคุณอยู่ได้ไม่เกินสามวันหรอก จากนั้นพวกมันก็จะลอยนวลไร้ความผิด”
“จงหลินเนี่ยนะ… เธอจะหักหลังฉันทำไม”
“ในหุบเขานี้ผมเจอแค่รอยเท้าคุณกับยัยนั่น ภูมิประเทศกว้างสุดลูกหูลูกตาแบบนี้ ยัยนั่นจงใจทิ้งคุณไว้กลางทางแล้วลอบหนีกลับไปทางเดิมชัดๆ ถ้าไม่รู้เห็นเป็นใจ ทำไมไม่เดินเกาะกลุ่มกันไว้ล่ะ”
จิ๊กซอว์ในหัวเยี่ยจือต่อกันติดสนิท ความโกรธแค้นแล่นพล่านขึ้นมาจุกอก “นังงูพิษ… ฉันดีกับมันขนาดไหน ตอนลูกชายมันจะสอบเข้าหน่วยงานรัฐ ฉันก็เป็นคนวิ่งเต้นใช้เส้นสายให้ ไม่นึกเลยว่าจะแว้งกัดกันได้แสบขนาดนี้”
ลั่วหยางถอนหายใจยาว “รู้หน้าไม่รู้ใจครับ ว่าแต่พวกมันใช้อะไรอ้าง ถึงหลอกลากคุณออกมาถึงนรกนี่ได้โดยที่คุณไม่ระแวงเลย”
“จงหลินรายงานว่าที่เหมืองเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากความประมาทของคนงาน ให้ฉันรีบไปบัญชาการด่วน เรื่องความปลอดภัยมันเรื่องคอขาดบาดตาย ถ้ามีคนตายหรือสารเคมีรั่วไหล ผลกระทบมันมหาศาล โรงงานฝั่งนี้กว่าจะเซตระบบผ่านจนเดินสายพานได้เลือดตาแทบกระเด็น ถ้าโดนสั่งระงับการผลิตล่ะก็เจ๊งยับ พอร้อนใจฉันก็เลยรีบโดดขึ้นรถตามมา… ใครจะไปคิดว่าไอ้เดรัจฉานพวกนั้นมันขุดหลุมพรางรอไว้” เยี่ยจือกัดฟันกรอด
“เข้าใจล่ะ ความจริงกระจ่างแล้ว เอาไว้ค่อยไปเช็กบิลพวกมันทีหลัง” ลั่วหยางเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจัง “แต่ตอนนี้… ผมต้องทำแผลให้คุณต่อให้เสร็จ”
สิ้นประโยคนี้ เยี่ยจือเพิ่งนึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ได้ เธอสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมองสะโพกตัวเองทันที กางเกงคาร์โก้เอาต์ดอร์สีทรายขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี ซ้ำร้ายกางเกงชั้นในตัวจิ๋วก็ขาดกระจุย เผยให้เห็นผิวขาวจัดตัดกับรอยแผลฉกรรจ์ ความรู้สึกอับอายพุ่งปรี๊ดขึ้นหน้าจนร้อนฉ่า เธอตะครุบมือปิดบังบั้นท้ายไว้ตามสัญชาตญาณ
แต่ลั่วหยางเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น “ผมเป็นหมอ ในสายตาผมตอนนี้มีแค่คนไข้ ไม่มีอะไรต้องอาย”
พวงแก้มเยี่ยจือแดงเถือกเห่อร้อนไปถึงใบหู “คุณน่ะไม่อายอยู่แล้ว แต่ฉัน…”
“ถ้าไม่รีบห้ามเลือดแล้วเคลียร์แผลให้จบ มันจะอักเสบเป็นหนอง แถมทิ้งรอยแผลเป็นน่าเกลียดไว้ตลอดชีวิตนะ… คุณเลือกเอาเองก็แล้วกัน” ลั่วหยางปล่อยมือเธอพร้อมยื่นคำขาด
หญิงสาวเม้มปากแน่น ชั่งใจอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะค่อยๆ คลายมือออกอย่างจำยอม
“ผมจะเริ่มแล้วนะ” เสียงชายหนุ่มขรึมลง
เธอกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ครางรับในลำคอเบาๆ “อืม…”
ลั่วหยางสูดหายใจลึกรวบรวมสมาธิ ยื่น ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ แตะลงบนแผลเหนือเนินสะโพกอย่างแผ่วเบา
ทันทีที่ปลายนิ้วร้อนผ่าวสัมผัสโดนผิว เยี่ยจือก็สะดุ้งโหยงด้วยความวาบหวาม สมาธิของลั่วหยางที่กำลังถ่ายทอด ‘พลังวิญญาณ’ กระเจิงหายวับ ปลายนิ้วสะท้านจนกระแสพลังขาดห้วง
“คุณอย่าขยับสิ”
“นายอย่าขยับสิ”
ทั้งคู่อุทานสวนขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย บรรยากาศเงียบกริบ ความกระอักกระอ่วนแผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วก้นหลุมมืดมิดทันตาเห็น
ลั่วหยางกระแอมไอแก้เก้อ “พี่เยี่ย… อย่าเกร็งสิ ทำใจให้สบาย หรือไม่ก็หลับตานอนพักไปเลย เสร็จแล้วเดี๋ยวผมปลุก”
เยี่ยจือครางรับคำ พยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นแล้วหลับตาลง
ลั่วหยางโคจรพลังวิญญาณมาที่ปลายนิ้วอีกรอบ กดดัชนีแพทย์ไท่ชูลงบนรอยแผลเดิมอย่างทะนุถนอม
เยี่ยจือนอนตะแคงหน้าแนบกับพื้นหิน ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมองลอดความมืด ภายใต้แสงสว่างวาบจากไฟฉาย… ใบหน้าหล่อเหลาของผู้ชายคนนั้นกำลังจดจ่ออยู่กับเรือนร่างช่วงล่างของเธอ สายตาของเขาแน่วแน่ ไม่วอกแวกแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
ทว่าในก้นบึ้งหัวใจของเธออดตั้งคำถามไม่ได้เลยว่า… ลึกๆ แล้ว ภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึมระดับรูปปั้นนั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่