ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 55 เผยความในใจ
บาดแผลทั้งหมดได้รับการจัดการจนเสร็จสิ้น
แม้ ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ จะเป็นวิชาแพทย์ของจอมขมังเวทบรรพกาล แต่สรรพคุณกลับล้ำหน้าเหนือกว่าการแพทย์แผนปัจจุบันไปไกลลิบ พลังวิญญาณบริสุทธิ์มีฤทธิ์ต้านอักเสบ ระงับปวด และกระตุ้นเซลล์ให้ซ่อมแซมตัวเองอย่างรวดเร็ว วินาทีที่การรักษาจบลง เยี่ยจือก็แทบไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป บาดแผลฉกรรจ์นับสิบแห่งบนเรือนร่างแม้จะยังไม่ถึงขั้นตกสะเก็ดสมานตัวสนิทในพริบตา ทว่าก็ไม่มีเลือดซึมออกมาอีกแล้ว มองเผินๆ เหมือนแผลที่ทิ้งไว้มาแล้วหลายวัน
“เรียบร้อยแล้วครับ แต่คุณต้องนอนคว่ำท่านี้ไปก่อนนะ รอแผลสมานตัวอีกนิดค่อยขยับ” ลั่วหยางกำชับ พลางยกมือปาดเหงื่อที่ซึมชื้นเต็มหน้าผาก
ความจริงอากาศก้นหลุมไม่ได้ร้อนเลยสักนิด และเขาเองก็ไม่ได้ออกแรงหนักหน่วงอะไร แต่เหงื่อกาฬที่แตกพลั่กขนาดนี้… ร่างกายมันขับออกมาเพราะความอัดอั้นจากสิ่งเร้าล้วนๆ
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา สัญชาตญาณดิบของชายหนุ่มที่รักษาพรหมจรรย์มาตลอดยี่สิบห้าปีเชียวนะ!
ตอนแรกเยี่ยจือคิดจะลุกขึ้นนั่งเพื่อหนีความกระอักกระอ่วน แต่พอเจอคำสั่งหมอเด็ดขาดแบบนั้น เธอจึงทำได้แค่นอนคว่ำหน้าซบหินต่อไปอย่างว่าง่าย
“งะ… งั้นคุณปิดไฟเถอะ จะได้ประหยัดแบต” หญิงสาวโพล่งขึ้นมาเพื่อหาทางออกให้ความอับอาย
ลั่วหยางกดปิดไฟฉายตามคำขอ ทว่าภาพในสายตาของเขากลับไม่ได้มืดมิดตามไปด้วย ทักษะเนตรวิญญาณทำให้เรือนร่างของเยี่ยจืออาบไล้ไปด้วยแสงพรายน้ำสีเขียวอ่อนๆ ส่องประกายเรืองรองกลางความมืด เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจนเต็มสองตาอยู่ดี
พอความมืดเข้าปกคลุม เยี่ยจือที่มองไม่เห็นสายตาของอีกฝ่ายก็เริ่มผ่อนคลายความเกร็งลง “ที่นี่หน้าผาชันขนาดนี้ พวกเราจะปีนออกไปยังไงคะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมเตรียมไว้สองแผน แผนแรกคือให้คุณพักจนร่างกายฟื้นฟูเต็มที่ ขยับตัวได้คล่องเมื่อไหร่ เราค่อยปีนขึ้นไปพร้อมกัน” เขางัดแผนรับมือออกมาบอก
“ฉันไม่น่าจะปีนไหว แผนที่สองคืออะไรคะ” เยี่ยจือรีบสวนกลับ ภาพความทรงจำตอนร่วงกระแทกหน้าผาถึงสองครั้งสองครายังหลอกหลอนจนฝังใจ
“แผนที่สองคือรอคนมาช่วยครับ ผมจ้างคนขับรถท้องถิ่นมาคนหนึ่ง หมอนั่นไว้ใจได้ ก่อนลงมาผมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ของหูปู้เฝ่ยไว้ให้ พร้อมสั่งกำชับว่า… ถ้าเกินยี่สิบชั่วโมงแล้วผมยังไม่กลับขึ้นไป ให้เขารีบขับรถไปหาที่ที่มีสัญญาณแล้วโทรเรียกหูปู้เฝ่ยมาช่วย” ลั่วหยางแจกแจงแผนสำรองอย่างใจเย็น “อีกอย่าง รปภ. สองคนที่โรงงานคุณ พอครบยี่สิบสี่ชั่วโมงก็คงแจ้งความคนหาย ตำรวจท้องที่จะต้องระดมกำลังค้นหา ผมทิ้งสัญลักษณ์บอกทางไว้เป็นระยะแล้ว ทีมกู้ภัยน่าจะแกะรอยมาถึงที่นี่ได้ไม่ยาก”
เยี่ยจือเงยหน้าขึ้นมองฝ่าความมืดด้วยความผวา “ฉันเลือกรอคนมาช่วยค่ะ ให้ปีนกลับขึ้นไปตอนนี้คงไม่ไหวจริงๆ”
“จริงสิ คืนนั้นที่ภัตตาคารเซียงหลานเซ่อ ผมสังเกตเห็นหูปู้เฝ่ยพกปืนติดตัวด้วย เขาทำงานอะไรกันแน่ครับ” ลั่วหยางนึกถึงความผิดปกตินี้ขึ้นมาได้
“ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ เคยถามแล้วแต่เขาเลี่ยงไม่ยอมตอบ ฉันสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเขาเป็นตำรวจ แต่ก็ไม่เคยเห็นใส่เครื่องแบบสักครั้ง ส่วนคุณลุงหูน่ะพอจะรู้อยู่ ท่านเป็นทหารระดับสูง เป็นคนเคร่งขรึมและมีอำนาจมาก”
“หรือเขาจะเป็นสายลับหน่วยงานพิเศษ” ลั่วหยางคาดเดา
“ก็เป็นไปได้ค่ะ ตอนเด็กๆ พวกเราสนิทกันมาก แต่พอเขาเข้ากรมไปเป็นทหารก็แทบขาดการติดต่อ หายตัวลึกลับมาตลอด”
“อืม… คุณนอนพักสักสิบนาทีเถอะ เดี๋ยวผมจะถ่ายพลังรักษาให้คุณอีกรอบ” เขาตัดบท
“ยังต้องรักษาอีกเหรอคะ” หัวใจเยี่ยจือกระตุกวูบ ความประหม่าแล่นริ้วขึ้นมาอีกระลอก
“ความจริงรอบเดียวก็เอาอยู่แล้วครับ แต่ถ้าเสริมอีกรอบ แผลจะสมานตัวไวขึ้น แผนรอคนมาช่วยมันปลอดภัยก็จริง แต่เราจะเอาชีวิตไปแขวนไว้กับความหวังลมๆ แล้งๆ ไม่ได้ เสบียงกับน้ำผมก็พกมานิดเดียว ถ้าผ่านไปสามสิบสี่สิบชั่วโมงแล้วยังไม่มีใครโผล่มา สุดท้ายเราก็ต้องหาทางปีนออกไปเองอยู่ดี”
“คือว่า…” เยี่ยจืออึกอัก คล้ายมีคำพูดจุกอยู่ที่คอ
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ฉันอยากถามคุณเรื่องหนึ่ง แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี”
ลั่วหยางยิ้มบางๆ ท่ามกลางความมืด “มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะครับ ระหว่างเรามีอะไรที่ต้องปิดบังอีกงั้นเหรอ”
หญิงสาวเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกไป “ก้นหลุมนี้ทั้งมืดทั้งชัน ตกลงมาก็มีสิทธิ์ตายคาที่ได้ง่ายๆ คุณรู้อยู่เต็มอกว่าลงมาแล้วอาจจะกลับขึ้นไปไม่ได้… แล้วคุณเสี่ยงชีวิตลงมา… เพื่ออะไรคะ”
ลั่วหยางชะงักกึก คำถามนี้แทงทะลุกลางใจจนเขาไปไม่เป็น
เยี่ยจือยันตัวลุกขึ้นมานั่งตะแคงบนพื้นหิน พยายามเพ่งสายตาฝ่าความมืดเพื่อสบตากับเขา แต่เบื้องหน้ามีเพียงความมืดมิดสนิทที่บดบังทุกสิ่ง
“ลุกขึ้นมาทำไมครับ รีบนอนคว่ำลงไปพักเดี๋ยวนี้เลย” เขารีบดุแก้เก้อ
“คุณอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ตอบคำถามฉันมา” เธอกวาดมือคลำหาไฟฉายบนพื้น และดันจับมันได้พอดี
แกร๊ก...
เสียงสวิตช์ดังคลิก แสงไฟฉายสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง สาดกระทบลานหินแคบๆ ริมหน้าผาและเผยให้เห็นใบหน้าของทั้งคู่
“ไหนบอกจะประหยัดแบตไงล่ะครับ”
พวงแก้มขาวเนียนเห่อร้อนขึ้นมาทันที “คุณนั่นแหละ เลิกเปลี่ยนเรื่องสักที!”
ลั่วหยางลอบถอนหายใจ รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าไม่ยอมรับสารภาพ เธอคงกัดไม่ปล่อยแน่ เขาเรียบเรียงความคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “เวลาที่เราสองคนรู้จักกันมันสั้นนิดเดียวก็จริง… แต่คุณกลับทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นเหมือนเป็นคนในครอบครัว ตอนที่ผมเห็นนิมิตว่าคุณร่วงลงมาติดอยู่ในนรกนี่ ผมจินตนาการออกเลยว่าคุณต้องหวาดกลัวและสิ้นหวังขนาดไหน ผมรู้แค่ว่า… ผมต้องลงมาช่วยคุณ”
เยี่ยจือจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลั่วหยางไม่กะพริบ น้ำเสียงอ่อนลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ “คนในครอบครัว… หมายความว่ายังไงคะ”
ลั่วหยางเริ่มลนลาน พูดตะกุกตะกัก “ก็… ก็หมายความว่า… อื้อ!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง เยี่ยจือก็โน้มใบหน้าเข้ามา รุกจูบปิดปากเขาอย่างดุดัน!
ริมฝีปากอ่อนนุ่มทาบทับลงมา ร่างกายลั่วหยางช็อกตาตั้ง แข็งทื่อเป็นหินไปในพริบตา ทั้งประหม่า ตื่นเต้น และสมองขาวโพลนจนไม่กล้าแม้แต่จะกระดิกตัว
ทว่าหญิงสาวกลับเป็นฝ่ายรุกคืบอย่างเร่าร้อน เธอเมินเฉยต่อความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกรั้งตึง สองมือออกแรงผลักลั่วหยางให้นอนหงายราบลงไปบนพื้นหิน ก่อนจะขยับกายขึ้นคร่อมทาบทับร่างของเขาไว้เต็มแรง
สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิดของลั่วหยางพังทลายลงไม่เป็นท่า สัญชาตญาณดิบเถื่อนถูกปลุกให้ตื่นขึ้น เขาตวัดแขนโอบกอดเรือนร่างนุ่มนิ่มไว้แน่น ฝ่ามือลูบไล้เลื้อยไปตามสัดส่วนโค้งเว้าอย่างห้ามไม่อยู่ เพื่อค้นหาต้นตอที่ทำให้เลือดในกายสูบฉีดพลุ่งพล่านขนาดนี้…
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ปลายนิ้วของเขากลับดันไปสะดุดเข้ากับกระดุมแข็งๆ เม็ดหนึ่ง
“ลั่วหยาง… ฉันตกหลุมรักคุณเข้าแล้ว ทำยังไงดีคะ” เยี่ยจือกระซิบเสียงหอบกระเส่าชิดริมฝีปาก
มือหนาเพิ่งจะปลดกระดุมที่เกะกะเม็ดนั้นออกไปได้สำเร็จ เดิมทีอารมณ์ชายหนุ่มกำลังพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด แต่พอประโยคนี้ลอยเข้าหู… เขากลับเหมือนถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด เหยียบเบรกเข้าเกียร์ถอยหลังกะทันหัน!
“คุณ… เป็นอะไรไปคะ” เยี่ยจือสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
ลั่วหยางจัดการติดกระดุมเม็ดนั้นกลับเข้าที่เดิม แล้วค่อยๆ ดึงมือกลับมา แม้ลมหายใจจะยังสั้นกระชั้น ทว่าแววตาที่เคยขุ่นมัวด้วยตัณหาเริ่มกลับมาเยือกเย็นและมีสติอีกครั้ง
“คุณไม่ชอบฉันเหรอ” แววตาของเยี่ยจือหม่นแสงลง ความผิดหวังและเจ็บปวดฉายชัดบนใบหน้า
เขาส่ายหน้าช้าๆ
“แล้วคุณ… หยุดทำไม” เธอเค้นเสียงถาม
“ผมชอบคุณ… บางคืนยังเก็บเอาไปฝันถึงด้วยซ้ำ” ลั่วหยางกัดฟันสารภาพความในใจ “แต่ก็เพราะชอบนี่แหละ ผมถึงทำลายชีวิตคุณไม่ได้”
เยี่ยจือเบิกตาโต พลันกระจ่างแจ้งถึงต้นตอของปัญหาทันที “ที่คุณหยุด… เป็นเพราะพินัยกรรมที่พ่อของเหม่ยฉีทิ้งไว้ใช่ไหม? กฎที่บอกว่าถ้าฉันแต่งงานใหม่ ฉันจะโดนยึดสิทธิ์เลี้ยงดูเหม่ยฉี และถูกริบอำนาจบริหารบริษัทชิงซานเอเนอร์จีทั้งหมด… คุณกลัวเรื่องนี้ใช่ไหมคะ”
ลั่วหยางพยักหน้ารับเงียบๆ เขาก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาเธอ เพราะกลัวว่าถ้าเห็นรอยน้ำตาแห่งความผิดหวัง เขาจะตบะแตกคุมตัวเองไม่อยู่แล้วจับเธอกดลงตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
“คิก… ฮ่าๆๆ…” จู่ๆ เยี่ยจือก็หลุดเสียงหัวเราะร่วนออกมา
ลั่วหยางขมวดคิ้ว ตวัดสายตาขึ้นมองอย่างงุนงง “คุณหัวเราะอะไรครับ”
หญิงสาวหรี่ตาลง จิกกัดด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ “ใครบอกว่าจะลากนายไปจดทะเบียนสมรสตอนนี้ล่ะ… กลัวอะไรไม่เข้าเรื่อง?”
ลั่วหยางชะงักอ้าปากค้าง
เออว่ะ… ที่นี่มันก้นเหวลึกกลางทะเลทรายไร้ผู้คน ในฐานะลูกผู้ชายอกสามศอก เขาคิดเยอะเกินไปหรือเปล่าวะเนี่ย!
สี่ตาประสานกันนิ่งงัน ท่ามกลางความเงียบกริบ
จู่ๆ ก็ไม่มีใครรู้ว่าจะงัดคำพูดไหนออกมาทำลายความเงียบนี้ดี