ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 56 สุภาพบุรุษ
ดวงตากลมโตสีนิลของเยี่ยจือทอประกายหยาดเยิ้ม แววตาที่จดจ้องมานั้นเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ลึกซึ้งแทบจะเอ่อล้นทะลักออกมา
ลั่วหยางเผลอมองความงามเย้ายวนตรงหน้าจนตาค้าง ภายในใจตีรวนประท้วงกันอย่างหนัก
เอาอีกแล้วนะ เอาอีกแล้ว…
ถ้าเธอพุ่งเข้ามาขย้ำอีกรอบ ผมจะไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้วนะเว้ย ขอสอบใบขับขี่เข้าเกียร์เดินหน้าให้ผ่านก่อนค่อยว่ากัน!
“พรืด…” เยี่ยจือหลุดหัวเราะออกมาอีกรอบ
“คุณ… หัวเราะอะไรครับ” ลั่วหยางขมวดคิ้ว สถานการณ์ล่อแหลมกึ่งเป็นกึ่งตายแบบนี้เขาหาจุดตลกไม่เจอเลยสักนิด
เยี่ยจือพยายามกลั้นขำ “เบ้าหน้าคุณก็หล่อเหลาดึงดูดสาวซะขนาดนี้ แต่นิสัยข้างในกลับหัวโบราณคร่ำครึ ฉันดูไม่ออกเลยจริงๆ นะเนี่ย”
ลั่วหยางใบ้กิน ไม่รู้จะต่อกรกับผู้หญิงคนนี้ยังไง
“เดี๋ยวก่อน ไม่ถูกสิ” จู่ๆ เธอก็โพล่งขึ้นมา
“มีอะไรไม่ถูกเหรอครับ”
“คุณไม่ใช่คนหัวโบราณสักหน่อย ฉันจำได้แม่นเลยนะว่าคุณเคยอยู่กินกับเหลียงหง วันที่เลิกกัน ฉันยังขับรถไปรับคุณเก็บของอยู่เลย… ยังไม่ทันแต่งงานก็ย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้ว แบบนี้เรียกหัวโบราณตรงไหน แล้วทำไมพออยู่กับฉัน ถึงได้กลายเป็นพ่อหนุ่มอนุรักษ์นิยมขึ้นมาล่ะ” เธอจ้องตาเขาไม่กะพริบ คาดคั้นเอาคำตอบ
ชายหนุ่มไม่อยากนึกถึงผู้หญิงเห็นแก่เงินอย่างเหลียงหงเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าแววตาจับผิดของเยี่ยจือก็ทำให้เขาเลี่ยงไม่ได้ เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะตอบความจริง “ผมกับเธอแค่แชร์ห้องกัน ผมไม่เคยแตะต้องตัวเธอเลยสักครั้ง”
“หา” เยี่ยจือเลิกคิ้วสูง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เรื่องจริงครับ” เขายืนยันหนักแน่น
“พวกคุณอยู่ด้วยกันนานแค่ไหน”
“น่าจะเกือบปี หรือไม่ก็ปีกว่า ผมจำเวลาเป๊ะๆ ไม่ได้แล้ว”
“อยู่ด้วยกันเป็นปี… แต่คุณไม่เคยกินเธอเลยเนี่ยนะ” เธอหรี่ตาลง กวาดสายตาสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าของชายหนุ่ม สีหน้าดูเคลือบแคลง ราวกับกำลังประเมินสมรรถภาพทางเพศของเขา
ลั่วหยางขนลุกซู่ รีบแก้ต่างอย่างกระอักกระอ่วน “ร่างกายผมปกติดีทุกอย่างนะ! ที่ผมแตะต้องใครไม่ได้ เป็นเพราะผมติดเงื่อนไขการฝึกวิชาต่างหาก”
หญิงสาวทำหน้าร้องอ๋อ “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ฉันน่าจะเอะใจตั้งนานแล้ว คุณเก่งกาจขนาดนั้นก็ต้องผ่านการฝึกวิชาลับอะไรสักอย่าง ว่าแต่วิชาอะไรล่ะ ทำไมถึงมีข้อห้ามประหลาดแบบนี้ด้วย”
“เคล็ดหลอมปราณขมังเวทครับ ตาเป็นคนถ่ายทอดให้ ผมฝึกมาตั้งแต่เด็ก สิบกว่าปีได้แล้ว”
เยี่ยจือกวาดสายตาพิจารณาเขาอย่างละเอียด ก่อนจะหลุดคำถามที่จี้จุดสุดๆ ออกมา “ฝึกมาสิบกว่าปี… งั้นก็แปลว่าคุณยังเป็น… หนุ่มจิ้นอยู่เหรอ”
ลั่วหยางหน้าแดงแปร๊ด กระอักกระอ่วนจนอยากจะมุดแผ่นดินหนี เขากระแอมไอแก้เก้อแล้วหันขวับไปมองคูน้ำใต้ดินริมหน้าผาทันที
กระโดดลงไปตอนนี้จะตายไหมวะเนี่ย
“ถ้าอย่างนั้น… ชาตินี้ทั้งชาติ คุณก็ทำเรื่องแบบนั้นไม่ได้เลยงั้นสิ” แม้จะรู้สึกกระดากปาก แต่เธอก็กลั้นความสงสัยไว้ไม่อยู่ “แล้วคุณ… ไม่มีความรู้สึกอยากบ้างเลยหรือไง”
ลั่วหยางนวดขมับ ปวดหัวตึบๆ
นี่มันฉากกู้ภัยกลางเหวนรกที่โคตรจะระทึกขวัญเลยนะเว้ย ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็ควรจะเป็นฟีลลิ่งเอาชีวิตรอดเท่ๆ สิ แล้วทำไมหัวข้อสนทนามันถึงเบี่ยงเบนออกทะเลไปเรื่องสัปดนได้ล่ะเนี่ย
สามวินาทีต่อมา เขาถึงกลั้นใจตอบออกไปเสียงแข็ง “ผมฝึกวิชาทะลวงด่านสำเร็จแล้วครับ ตอนนี้ผมทำได้แล้ว ปกติร้อยเปอร์เซ็นต์”
ไม่รู้เพราะอะไร เยี่ยจือถึงได้ปรายตามองช่วงล่างของชายหนุ่มอีกรอบ ราวกับจะประเมินว่าคำว่า ‘ปกติ’ ของเขามันจริงแค่ไหน
ทั้งสองคนตกอยู่ในความเงียบกริบอีกครั้ง
บรรยากาศก้นหลุมกระอักกระอ่วนจนแทบจะกลั่นเป็นน้ำ
“เอ่อ คุณหิวไหมครับ” ลั่วหยางรีบงัดไม้ตายเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจอย่างเร่งด่วน
“หิวสิ”
“เดี๋ยวผมแกะไส้กรอกให้กินนะ” เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย
แต่หญิงสาวกลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือเขาไว้แน่น “แต่ฉันไม่อยากกินไอ้นี่”
ชายหนุ่มชะงักกึก เอ่ยถามอย่างงุนงง “ก็คุณบ่นว่าหิวไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่กินล่ะ”
มุมปากเยี่ยจือยกยิ้มพราวเสน่ห์ แฝงความนัยลึกซึ้ง “ฉันกลัวว่าถ้ากินเข้าไปแล้ว… ฉันจะอดใจไม่ไหวอยากจูบคุณขึ้นมาน่ะสิ ขืนจูบกันตอนปากเหม็นกลิ่นไส้กรอกหึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็นความทรงจำที่แย่เอาเปล่าๆ”
“พี่เยี่ย คุณ…” ลั่วหยางพูดไม่ออก อารมณ์หนุ่มที่อุตส่าห์สะกดกลั้นเอาไว้แทบตาย จู่ๆ ก็โดนคำพูดยั่วเย้ากระตุกให้ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว
“ท่าทางลนลานทำตัวไม่ถูกของคุณเนี่ย น่าแกล้งชะมัด” เธอหัวเราะร่วน
นี่แหละคือช่องว่างระหว่างแม่ม่ายสาวทรงเสน่ห์ที่ผ่านโลกมาโชกโชน กับหนุ่มกลัดมันที่กอดพรหมจรรย์แน่นมาตลอดยี่สิบห้าปี! เธอเข้าใจสัญชาตญาณดิบทุกอย่าง กล้าหยอกกล้ายั่ว ในขณะที่ลั่วหยางเป็นแค่นักเรียนหน้าห้องที่เคยเรียนรู้มาแค่ภาคทฤษฎีเท่านั้น
ชายหนุ่มรับมือความแพรวพราวนี้ไม่ไหวแล้ว แต่สมองก็ดันปิ๊งไอเดียแก้ปัญหาแบบสิ้นคิดขึ้นมาได้ เขาฉีกซองไส้กรอกออกแล้วกัดกร้วมเข้าไปคำโต
เอาสิ ปากผมเหม็นกลิ่นไส้กรอกหึ่งขนาดนี้ ผมจะคอยดูว่าคุณยังจะกล้าจูบผมอยู่อีกไหม
“เสี่ยงตายขนาดนี้ยังอุตส่าห์โดดลงมาช่วยฉัน นี่ก็พิสูจน์ชัดแล้วว่าคุณเองก็มีใจให้ฉันเหมือนกัน” ผู้หญิงที่โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเริ่มรุกฆาต “แต่ในเมื่อคุณไม่กล้าแตะต้องตัวฉัน… งั้นฉันขอถามตรงๆ เลยนะ คุณตั้งใจจะเอายังไงกับความสัมพันธ์ของเราต่อไป”
“เอา… เอายังไงอะไรเหรอครับ”
“ฉันรักคุณ เหม่ยฉีเองก็ติดคุณแจ พวกเราสองแม่ลูกอยากอยู่กับคุณ แต่คุณจะเอาแต่หลบเลี่ยง ทะนุถนอมฉันราวกับของล้ำค่าที่แตะต้องไม่ได้ไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ เรื่องนี้คุณวางแผนไว้ยังไง” เธอเค้นถามอย่างตรงไปตรงมา
“ผมไม่อยากทำลายชีวิตคุณ ผม… ผมยังไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น” ภายในใจลั่วหยางตีกันยุ่งเหยิง เครียดจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
“หรือว่าคุณตั้งใจจะแอบไปนอนกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อระบายความอยาก”
เขารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน “ไม่ๆๆ ผมไม่เคยมีความคิดบัดซบแบบนั้นอยู่ในหัวเลยครับ”
เยี่ยจือหลุดขำออกมาอีกรอบ “คุณจะล่กอะไรขนาดนั้นล่ะ คุณอยู่กินกับแฟนเก่ามาปีกว่ายังรอดมาได้ ฉันเชื่อว่าคุณไม่ใช่พวกผู้ชายมักมากหรอก... แต่ยิ่งคุณดีกับฉันมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกสงสารคุณมากเท่านั้น จะให้ฉันอยู่เฉยๆ ทนดูคุณอัดอั้นได้ยังไง”
“เอ่อ… เดี๋ยวผมลุกไปสำรวจหน้าผาฝั่งนู้นก่อนดีกว่าว่ามีจุดไหนพอจะปีนขึ้นไปได้บ้าง จะได้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ” เขาชิ่งหนี ทนอยู่ในสถานการณ์นี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว การที่เธอมาเปิดอกคุยเรื่องพรรค์นี้ มันต่างอะไรกับการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงกิเลสของเขากันล่ะ!
แต่หญิงสาวกลับยื่นมือมาคว้าข้อมือเขาไว้แน่น “อย่าเพิ่งหนีสิ คุยกันให้รู้เรื่องก่อน”
ลั่วหยางถึงกับใบ้รับประทาน
เยี่ยจือทอดถอนใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ความจริงฉันไม่ต้องมีทะเบียนสมรสบ้าบอนั่นก็ได้นะ ฉันยอมคบกับคุณแบบลับๆ เป็นผู้หญิงในเงามืดก็ได้… แต่ทำแบบนั้นมันไม่แฟร์กับคุณเลยสักนิด ผู้ชายอย่างคุณสมควรได้รับภรรยาที่ออกหน้าออกตาได้ คนที่ยืนเคียงข้างคุณในงานแต่ง คนที่ท้องลูกสืบสกุลให้คุณได้ แต่ฉัน… ฉันมอบสิทธิ์พวกนั้นให้คุณไม่ได้เลย”
“ผมไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นนั้นเลยครับ” ภายในใจลั่วหยางว้าวุ่นหนักกว่าเดิม
“แต่ฉันต้องคิดเผื่ออนาคตคุณนี่นา” น้ำเสียงของเธออ่อนโยนจับใจ “ยังไงซะชาตินี้ฉันก็ไม่มีทางแต่งงานกับใครอีกแล้ว ฉันจะรอคุณนะ… วันไหนที่คุณต้องการฉัน ฉันก็พร้อมจะมอบทุกอย่างให้คุณทันที”
กำแพงความอดทนของลั่วหยางพังทลายลงในพริบตา เลือดสูบฉีดพลุ่งพล่านจนกระดูกแทบละลาย น้ำเสียงที่เปล่งออกไปสั่นพร่า “พี่เยี่ย…”
“ฉันเริ่มง่วงแล้วล่ะ ขอหลับตางีบสักพักดีกว่า” จู่ๆ เธอก็ตัดบทเอาดื้อๆ
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก “ครับ คุณรีบพักผ่อนเถอะ”
“คุณต้องกอดฉันนอนนะ… ฉันอยากหลับไปในอ้อมกอดของคุณ” เสียงกระซิบนั้นออดอ้อนจนคนฟังใจสั่น
ลั่วหยาง “…”
พี่สาวครับ! ผมเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยหมาดๆ เป็นแค่หนุ่มน้อยหน้าใส พี่เล่นรุกฆาตอ่อยกันเบอร์นี้มันจะดีจริงๆ เหรอ
ยังไม่ทันที่เขาจะอนุญาต ร่างบางก็ขยับเข้ามาซุกตัวอยู่ในอ้อมอกกว้างเสียแล้ว
ชายหนุ่มลังเลอยู่อึดใจ แต่สุดท้ายก็ยอมเอนหลังพิงผนังหิน ท่อนแขนแกร่งสอดเข้าไปใต้ศีรษะให้เธอใช้หนุนต่างหมอนเพื่อความสบาย
สถานการณ์คับขันบวกกับความนุ่มนิ่มที่แนบชิด ผู้ชายหน้าไหนมันจะมีเรี่ยวแรงไปต่อต้านได้ล่ะ ส่วนไอ้เรื่องกฎเหล็กหลักการอะไรนั่น… โยนทิ้งลงเหวไปได้เลย
เยี่ยจือหลับตาพริ้ม แต่ก็ยังแอบหรี่ตาขึ้นเล็กน้อยเพื่อลอบสังเกตปฏิกิริยาของเขา
ลั่วหยางนั่งตัวเกร็ง เอาแต่จ้องเขม็งไปที่ผนังหินเหนือศีรษะ สายตาไม่กล้าวอกแวกหลุบต่ำลงมาเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
“ถ้าคุณเกิดในยุคโบราณนะ คงได้เป็นบุคคลระดับตำนานไปแล้ว” เธอพึมพำเบาๆ
“ตำนานอะไรกันล่ะครับ จอมขมังเวทในยุคโบราณเก่งกาจกันจะตายไป ฝีมือระดับผมน่ะไม่ติดอันดับรั้งท้ายด้วยซ้ำ” หมอลั่วผู้เจียมเนื้อเจียมตัวรีบถ่อมตน
“ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องวิชาอาคมสักหน่อย”
“อ้าว… แล้วคุณหมายถึงเรื่องอะไรล่ะครับ” เขาขมวดคิ้วสงสัย
“ฉันหมายถึงสุดยอดสุภาพบุรุษต่างหาก คิดไปคิดมา… ประวัติศาสตร์เราคงมีแค่คนเดียวที่สูสีกับคุณ คนคนนั้นคือ หลิ่วเซี่ยฮุ่ย”
ลั่วหยาง “…”