ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 62 ตัวตนที่คาดไม่ถึง
หูปู้เฝ่ยผลักประตูเข้ามาในห้อง ก่อนจะงับบานประตูลงกลอนตามหลังอย่างมิดชิด
ลั่วหยางหรี่ตามอง บรรยากาศเงียบเชียบกะทันหันบ่งบอกชัดเจนว่าเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังจะอ้าปากพูด ไม่ใช่เรื่องสัพเพเหระแน่นอน
“นั่งก่อนสิ เดี๋ยวผมชงชาให้” หูปู้เฝ่ยเดินตรงดิ่งไปที่ตู้กดน้ำ
“ไม่ต้องลำบากหรอก” ลั่วหยางเบรก “คุณเคยมาที่นี่หรือไง?”
“เพิ่งเคยมาครั้งแรกเหมือนกัน แต่นับประสาอะไร ผมมีศักดิ์เป็นพี่ชายของเยี่ยจือ ถือเป็นเจ้าบ้าน ส่วนคุณเป็นแขก ยังไงก็ต้องต้อนรับขับสู้ให้สมเกียรติหน่อย” หูปู้เฝ่ยหยิบใบชามาชงคล่องแคล่ว วางถ้วยชาควันกรุ่นลงบนโต๊ะแล้วทิ้งตัวนั่งฝั่งตรงข้าม
“ขอบคุณ”
“คนกันเองทั้งนั้น จะเกรงใจไปทำไม” หูปู้เฝ่ยจุดรอยยิ้มมุมปาก “ว่าแต่ คุณกับเยี่ยจือแอบคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ลั่วหยางชะงัก สีหน้าปั้นยากขึ้นมาทันที “เราเป็นแค่เพื่อนกัน พี่หูอย่าเข้าใจผิด”
“เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ หรือเพื่อนธรรมดาล่ะ?”
“เพื่อนธรรมดา” ลั่วหยางตัดบทเสียงเรียบ “คุณมาหาผม คงไม่ได้ตั้งใจมาซักไซ้เรื่องส่วนตัวหรอกใช่ไหม?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ แต่บ้านผมกับบ้านคุณลุงเยี่ยสนิทกันเหมือนครอบครัวเดียวกัน เรื่องคู่ครองของเยี่ยจือ คนเป็นพี่ชายอย่างผมย่อมต้องใส่ใจเป็นพิเศษ สำหรับผมเรื่องนี้สำคัญไม่แพ้เรื่องงานเลยล่ะ”
ลั่วหยางยักไหล่ นัยน์ตาทอแววเฉยชา ถ้าไม่เห็นแก่หน้าเยี่ยอี้หมิงกับเยี่ยจือ เขาคงลุกหนีไปนานแล้ว
หูปู้เฝ่ยหุบรอยยิ้มทีเล่นทีจริง เปลี่ยนเป็นโหมดจริงจัง “เอาล่ะ เข้าเรื่องกันดีกว่า ผมอยากคุยกับคุณเรื่องหลิวโย่วสุ่ย”
ลั่วหยางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จัดระเบียบความคิดก่อนเอ่ยปาก “หลิวโย่วสุ่ยเคยเป็นคนไข้ของผม ผมรักษาขาให้เขาหาย เขาเลยตอบแทนด้วยคฤหาสน์หนึ่งหลัง ความจริงผมไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรเขามากนัก แต่ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าครั้งนี้เขาฮั้วกับสองพ่อลูกตระกูลซ่งเพื่อเล่นงานพี่เยี่ย ตอนอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ ผมก็บอกคุณไปแล้วว่าพวกมันทำข้อตกลงลับกัน ถ้างานสำเร็จ ตระกูลซ่งจะเฉือนหุ้นดั้งเดิมของบริษัทชิงซานเอเนอร์จีสิบห้าเปอร์เซ็นต์ประเคนให้หลิวโย่วสุ่ย”
“แต่คุณไม่มีหลักฐาน”
ลั่วหยางพยักหน้ารับตามตรง
“เมื่อกี้ผมลองเช็กดูแล้ว ผู้ช่วยที่ชื่อจงหลินกับคนขับรถเติ้งชงยังไม่โผล่หัวมา เดาว่าเดี๋ยวพอพวกมันกลับมาถึง ก็คงแต่งเรื่องอ้างว่ารถเสียแล้วพลัดหลงกันตามสเตป แต่คดีนี้จะปล่อยให้จบลงดื้อๆ แบบนี้ไม่ได้ ใครทำผิดกฎหมายก็ต้องชดใช้กรรม ดังนั้น ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณ” หูปู้เฝ่ยจ้องหน้าลั่วหยางเขม็ง แววตาคมกริบดุจเหยี่ยว
“ก่อนจะตกลง คุณช่วยบอกผมมาก่อน ว่าคุณมีฐานะอะไรกันแน่” ลั่วหยางสวนกลับ
“ผมเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยสืบสวนคดีพิเศษที่ตั้งขึ้นมาจัดการหลิวโย่วสุ่ยโดยเฉพาะ ผมเป็นคนของรัฐ บอกคุณได้แค่นี้” หูปู้เฝ่ยตอบน้ำเสียงหนักแน่น
ลั่วหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย แอบประหลาดใจอยู่ลึกๆ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายขีดเส้นไว้แค่นี้ เขาก็คร้านจะซักไซ้ต่อ พอมาลองนึกย้อนดูให้ดี การพบกันที่ภัตตาคารเซียงหลานเซ่อคืนนั้น เกรงว่าคงเป็นฉากที่หูปู้เฝ่ยจงใจจัดฉากขึ้นมาตั้งแต่แรก แต่เรื่องพรรค์นี้รื้อฟื้นไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร
“เอกสารร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมระยำของหลิวโย่วสุ่ยกับพวกพ้อง กองสุมกันสูงเป็นเมตรได้แล้วมั้ง ตอนนี้มันกลายเป็นเนื้อร้ายก้อนมหึมาของเมืองลั่วเฉิง ถึงเวลาที่เราต้องลงมีดผ่าตัดเอาเนื้อร้ายก้อนนี้ทิ้งเสียที น่าเสียดายที่ในมือเรายังขาดหลักฐานชิ้นสำคัญ คุณพอจะยื่นมือเข้ามาสอดแทรกเรื่องนี้หน่อยได้ไหม” แววตาของหูปู้เฝ่ยแฝงไปด้วยความคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
“คุณอยากให้ผมแฝงตัวไปงัดหลักฐานมาให้งั้นสิ?”
“หลิวโย่วสุ่ยเป็นพวกระแวดระวังตัวขั้นสุด วิธีการทำงานของมันก็สะอาดหมดจดเกินไป พวกเราเคยส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปใกล้ชิดมันแล้ว แต่ก็คว้าน้ำเหลวไม่เป็นท่า แต่คุณต่างออกไป คุณมีความสามารถรอบด้าน ถ้าคุณยอมกระโดดลงมาร่วมวง งานนี้ต้องปิดจ๊อบได้แน่” หูปู้เฝ่ยแจกแจง
“ตกลง ผมรับปาก” ลั่วหยางพยักหน้าตอบรับโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
“น้องลั่วช่างเป็นคนคุยง่ายจริงๆ” หูปู้เฝ่ยยิ้มกว้าง
ลั่วหยางแค่นเสียงเย็นชา รังสีอำมหิตบางเบาแผ่ซ่านออกจากร่าง “ไอ้แก่หลิวโย่วสุ่ยมันเหิมเกริมเกินไป ถึงขั้นกล้ายื่นมือสกปรกๆ มาแตะต้องพี่เยี่ย ต่อให้คุณไม่แบกหน้ามาขอร้อง วันนี้ผมก็ไม่มีทางปล่อยมันไว้แน่”
หูปู้เฝ่ยระเบิดเสียงหัวเราะร่วน “เห็นไหมล่ะ ผมเดาผิดที่ไหนว่าคุณกับเยี่ยจือแอบคบกันอยู่ ปากแข็งไปงั้นแหละ พอแตะเรื่องของเธอเข้าหน่อยก็ของขึ้นเป็นฟืนเป็นไฟเชียว ว่าแต่ ผมจะได้ดื่มเหล้ามงคลงานแต่งของพวกคุณเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย?”
ลั่วหยาง “…”
“เอาเถอะๆ เรากลับมาคุยเรื่องงานกันต่อดีกว่า คุณพอจะมีแผนจับผิดหมาจิ้งจอกในหัวบ้างไหม?” หูปู้เฝ่ยเห็นสายตาเอือมระอาของชายหนุ่ม จึงรีบเปลี่ยนเรื่องกลับมาอย่างรู้ความ
ลั่วหยางส่ายหน้า “ผมจะมีแผนขั้นเทพอะไรได้ล่ะ ผมเป็นหมอ ไม่ใช่สายลับมืออาชีพ แต่ก่อนหน้านี้หลิวโย่วสุ่ยเคยพยายามจะหว่านล้อมซื้อตัวผม อยากดึงผมไปทำงานรับใช้มัน แต่ผมปัดตกไป ไม่รู้ว่าเราจะใช้จุดนี้เป็นสะพานทอดข้ามไปหามันได้หรือเปล่า”
“นั่นถือเป็นช่องโหว่ที่เข้าท่าเลยทีเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็…” หูปู้เฝ่ยลูบคาง ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน “พวกเราจะผลีผลามแตะต้องตัวผู้ช่วยจงหลินกับคนขับรถเติ้งชงไม่ได้เด็ดขาด ห้ามไล่ออกด้วยซ้ำ ต้องปล่อยพวกมันไว้แบบนั้น เพื่อไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น”
“ถูกต้อง” ลั่วหยางรับคำ “ทางที่ดีคุณช่วยสั่งการลงไปหน่อย ปิดปากทุกคนที่รู้ว่าผมโผล่มาที่นี่ให้สนิท ทำซะว่าผมไม่เคยก้าวเท้าเข้ามาในเขตหมางหยา ให้ข่าวไปแค่ว่าพี่เยี่ยได้รับการช่วยเหลือจากทีมสำรวจทางธรณีวิทยาก็พอ”
หูปู้เฝ่ยฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี “น้องลั่วร้ายกาจไม่เบา ผมยังปวดหัวอยู่เลยว่าจะปิดรอยรั่วยังไงดี แต่คุณกลับกางแผนรับมือไว้เสร็จสรรพ ทั้งฉลาดเป็นกรด แถมหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ มิน่าล่ะ เยี่ยจือถึงได้หลงคุณหัวปักหัวปำ”
ลั่วหยาง “…”
“เอ้อ ถือซะว่าเมื่อกี้ผมไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน ลุยเรื่องงานกันต่อเถอะ” หูปู้เฝ่ยกระแอมไอ ดึงหัวข้อสนทนากลับมาอีกรอบ
ลั่วหยางแทบจะกุมขมับกับไอ้หมอนี่ที่บทจะจริงจังก็ดูขึงขัง แต่บทจะเล่นก็ไหลลื่นเป็นปลาไหล เขาพรูลมหายใจแล้วอธิบายความคิดในหัวต่อ “คุณอย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไป ผมแค่โยนหินถามทางดูเท่านั้น ถ้าจะลงมือทำจริงๆ มันยากมหาหินเลยล่ะ หลิวโย่วสุ่ยเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่เขี้ยวลากดินสุดๆ ในเมื่อมันกล้าลงมือกับพี่เยี่ย แถมยังรู้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเธอเป็นอย่างดี มันจะต้องตั้งข้อสงสัยแรงจูงใจในการเข้าหาของผมแน่นอน”
มุมปากของหูปู้เฝ่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แววตาแฝงเลศนัยราวกับมีคำพูดแปะอยู่บนหน้าผากว่า
เห็นไหมล่ะ คุณยอมรับความสัมพันธ์ออกมาเองแล้วแท้ๆ
ลั่วหยางกระแอมไอแก้เก้อ เสหน้ามองไปทางอื่น “ดังนั้น ถ้าพวกเราจะเจาะทะลวงด่านของมัน พวกคุณในหน่วยต้องสร้างสถานการณ์บางอย่างขึ้นมา เพื่อบีบให้มัน… อืม ทางที่ดีที่สุดคือลากคอให้มันต้องบากหน้ามาอ้อนวอนขอร้องผมด้วยตัวเอง เมื่อผมช่วยมันแก้ปัญหาได้ มันก็จะคลายความระแวง ถึงตอนนั้นผมจะขยับตัวลากไส้มันก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ”
“เดี๋ยวผมจะเอาโจทย์นี้ไปโยนให้พวกมันสมองในหน่วยวางแผนปฏิบัติการ ส่วนตอนนี้ผมจะต่อสายหาเพื่อนร่วมงานฝั่งนี้ก่อน ให้พวกเขาสั่งปิดข่าวเรื่องคุณด่วนที่สุด” หูปู้เฝ่ยล้วงโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรออก
ระหว่างนั้น ลั่วหยางก็ขบคิดถึงความเสี่ยงในการพุ่งชนหลิวโย่วสุ่ยอีกครั้ง เมื่อครู่เขาอธิบายเป็นฉากๆ ราวกับคุมเกมได้ทั้งหมด ทว่าลึกๆ ในใจกลับไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย ถ้าหลิวโย่วสุ่ยมันโค่นง่ายดายขนาดนั้น มันจะผงาดขึ้นมาเป็นมาเฟียทรงอิทธิพลที่สูบเลือดสูบเนื้อคนในปาเฉิงได้อย่างไร หากไม่มีเล่ห์เหลี่ยมชั้นครูหรือเส้นสายโยงใยระดับประเทศ ป่านนี้มันคงโดนเป่าสมองกระจุยไปนานแล้ว ไม่ก็ถูกจับไปนั่งเหยียบจักรเย็บผ้าในซังเตยันแก่ตายไปแล้ว
จังหวะนั้นเอง บานประตูก็ถูกผลักเปิดออก เยี่ยจือก้าวเข้ามาในห้อง ปอยผมดำขลับยังคงเปียกชื้นแนบไปกับกรอบหน้า สื่อชัดเจนว่าเพิ่งอาบน้ำชำระล้างคราบฝุ่นทรายเสร็จ เสื้อผ้าขาดวิ่นหลุดลุ่ยถูกถอดทิ้งไปแล้ว แทนที่ด้วยชุดเดรสรัดรูปสีดำสนิทที่ขับเน้นทรวดทรงองค์เอวโค้งเว้าสมบูรณ์แบบให้เด่นชัด ทุกย่างก้าวที่เธอกรีดกรายเข้ามาล้วนแผ่ซ่านเสน่ห์เย้ายวนระดับนางพญา
ลั่วหยางชะงักงัน ถูกความสวยบาดตาตกเข้าให้อย่างจัง ลมหายใจสะดุดไปชั่วจังหวะ ภายในใจอดตั้งคำถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยไม่ได้ว่า เธอไปอาบน้ำที่ไหนมา แล้วไปหาชุดสวยหรูหราขนาดนี้มาเปลี่ยนกลางถิ่นทุรกันดารแบบนี้ได้ยังไง?
เยี่ยจือกวาดสายตาคู่สวยมองชายหนุ่มสองคนที่นั่งเผชิญหน้ากันบนโซฟา ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “พวกคุณกำลังคุยอะไรกันอยู่คะ?”
หูปู้เฝ่ยถือโทรศัพท์มือถือลุกพรวดขึ้นยืน เดินเลี่ยงออกไปข้างนอก พลางหันมาพูดกลั้วหัวเราะทิ้งท้าย “วางใจเถอะน่า ผมไม่ใช่สาวสวยซะหน่อย ไม่แย่งน้องลั่วของคุณไปหรอกน่า”
พวงแก้มขาวเนียนของเยี่ยจือร้อนผ่าวและเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อในพริบตา เธอถลึงตาค้อนขวับใส่หูปู้เฝ่ยอย่างหมั่นไส้ไปหนึ่งวงใหญ่
ลั่วหยางมุมปากกระตุก หมดปัญญาจะหาคำด่าไหนมานิยามความกวนส้นเท้าของผู้ชายที่ชื่อหูปู้เฝ่ยได้อีกแล้ว
หูปู้เฝ่ยเปิดประตูเดินออกไป แถมยังทำตัวรู้มากด้วยการงับประตูปิดล็อกให้เสร็จสรรพอย่างรู้หน้าที่
“อย่าไปสนใจเขาเลยค่ะ อายุก็ปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วยังทำตัวทีเล่นทีจริงเป็นเด็กไปได้” เยี่ยจือเดินตรงเข้ามาหยุดยืนตรงหน้า “เสื้อผ้า พอดีตัวไหมคะ?”
ลั่วหยางพยักหน้ารับอย่างเกร็งๆ “พอดีเลยครับ”
เยี่ยจือระบายยิ้มละมุน “คุณลองลุกขึ้นยืนให้ฉันดูหน่อยสิคะ”
ลั่วหยางหน้าม้าน ตอบกลับด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน “คงไม่ต้องถึงขนาดนั้นมั้งครับ แค่เอามาใส่แก้หนาวชั่วคราวเอง”
แต่ทันทีที่สิ้นคำ เยี่ยจือก็ยื่นมือขาวผ่องมาคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของเขา ออกแรงดึงเบาๆ บังคับให้ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ก่อนจะไล่สายตาพินิจพิเคราะห์ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างละเอียดลออ
“สะ… เสร็จหรือยังครับ?” ลั่วหยางทำตัวไม่ถูก จะยืนก็เกร็ง จะนั่งก็ไม่ได้ นัยน์ตาดอกท้อของเยี่ยจือที่ทอประกายวิบวับราวกับกำลังแทะโลมเขานั้น ทำเอาชายหนุ่มผู้รักษาพรหมจรรย์มาตลอดยี่สิบห้าปีรู้สึกประหม่าจนลมหายใจปั่นป่วน
เยี่ยจือยกยิ้มขำ “คุณจะเกร็งอะไรขนาดนั้นคะ ฉันไม่จับคุณกลืนลงท้องหรอกน่า”
ลั่วหยางกระแอมไอขับไล่ความขัดเขิน “เข้าเรื่องสำคัญกันดีกว่าครับ เมื่อกี้ผมคุยกับพี่หูมาแล้ว เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนของหน่วยสืบสวนคดีพิเศษ เป้าหมายของพวกเขาคือเด็ดหัวหลิวโย่วสุ่ย เขาเลยมาขอร้องให้ผมช่วยแฝงตัวไปรวบรวมหลักฐาน”
“ฮะ!” จู่ๆ เยี่ยจือก็เบิกตากว้าง ก่อนจะกระโจนพรวดพุ่งเข้าสวมกอดรอบเอวสอบของลั่วหยางหมับอย่างลืมตัว เธอตื่นเต้นดีใจจนทิ้งคราบประธานบริษัทผู้เย็นชาไปจนหมดสิ้น “นี่มัน… นี่คือข่าวดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมาเลย!”
ลั่วหยางร่างกายแข็งทื่อกลายเป็นหินไปในเสี้ยววินาที สัมผัสนุ่มหยุ่นที่เบียดชิดติดหน้าอกทำเอาสมองขาวโพลน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่จู่ๆ เขากลับรู้สึกเหมือนโดนรถหรูขับปาดหน้าเบียดชนเข้าอย่างจังจนตั้งรับไม่ทัน