ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 63 ดินแดนลี้ลับอูซวี
สิบแปดวินาที
ลั่วหยางนับจังหวะในใจ จนล่วงเข้าสู่วินาทีที่สิบแปด ท่อนแขนเรียวเสลาของเยี่ยจือก็ยังคงรัดแน่นอยู่รอบเอวเขา ไม่มีทีท่าว่าจะคลายออก อาการแบบนี้ ไม่น่าจะใช่อารมณ์ชั่ววูบเพราะดีใจเกินเหตุแล้วมั้ง?
นี่มันจงใจลวนลามกันชัดๆ
ลั่วหยางรู้ทันเจตนาอีกฝ่ายเต็มอก แต่ร่างกายกลับทรยศ ยืนแข็งทื่อยอมเป็นเด็กดีให้เธอสวมกอดอยู่อย่างนั้น
จนกระทั่งเข็มวินาทีลากยาวไปถึงยี่สิบสาม ชายหนุ่มถึงได้กระแอมไอทำลายความเงียบ “พี่เยี่ยครับ พี่หูยังดักรออยู่ข้างนอกนะ เกิดเขาพรวดพราดเปิดประตูเข้ามาเห็นสภาพนี้เข้า มันจะดูไม่งามนะครับ”
เยี่ยจือตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ “เห็นแล้วจะทำไม ใครใช้ให้คุณน่าหลงใหลขนาดนี้ล่ะ ปล่อยให้หมอนั่นตาร้อนผ่าวเล่นๆ ก็ดีเหมือนกัน ไอ้หมาโสดเอ๊ย ไม่รู้จักขวนขวายหาพี่สะใภ้มาให้ฉันบ้าง ลุงหูก็บ่นหูชาแล้วมั้งว่าอยากอุ้มหลานจนจะบ้าตาย”
ลั่วหยางปวดขมับตึบ “พี่เยี่ยครับ…”
คำพูดยังไม่ทันหลุดพ้นลำคอ บานประตูออฟฟิศก็ถูกกระชากเปิดผาง หูปู้เฝ่ยสาวเท้าเข้ามาเต็มก้าว ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นภาพคนสองคนกำลังยืนกอดกันกลมดิก รอยยิ้มกวนส้นเท้าระบายกว้างบนใบหน้าเขาทันที
“โอ๊ะโอ… โทษทีๆ ผมตาบอดกะทันหัน ไม่เห็นอะไรเล๊ย”
ลั่วหยางหน้าม้านจนไม่รู้จะเอาสายตาไปวางไว้ตรงไหน หมอนี่ก็ช่างเล่นใหญ่แกล้งตาบอดได้น่าถีบเหลือเกิน
เยี่ยจือถึงยอมคลายอ้อมแขนผละออก สีหน้าของเธอยังคงราบเรียบเป็นธรรมชาติ แตกต่างจากลั่วหยางที่ทำตัวไม่ถูกอย่างสิ้นเชิง แต่ก็เข้าใจได้ เพราะเธอโตมากับหูปู้เฝ่ย สนิทสนมกันแทบจะตบหัวเล่นกันได้ ขืนเปลี่ยนเป็นคนอื่นมาเห็นฉากนี้เข้า ประธานสาวจอมเย็นชาคงได้หน้าแดงจนเก็บทรงไม่อยู่แน่
หูปู้เฝ่ยเดินล้วงกระเป๋าตรงเข้ามา หรี่ตามองลั่วหยางพลางส่งเสียงหัวเราะในลำคอ
“น้องลั่ว ไหนก่อนหน้านี้ปากแข็งนักหนาว่าคุณกับเยี่ยจือเป็นแค่เพื่อนธรรมดาไง กอดกันกลมขนาดนี้ เพื่อนภาษาอะไรวะ?”
โดนยิงคำถามจี้จุดเข้าแบบนี้ ลั่วหยางถึงกับใบ้รับประทาน
เยี่ยจือถลึงตาดุใส่หูปู้เฝ่ยทันควัน
“เลิกแกล้งเขาได้แล้ว ไม่งั้นฉันอาละวาดใส่คุณแน่”
“ต่อหน้าน้องลั่ว ช่วยไว้หน้าพี่ชายคนนี้หน่อยเถอะน่า ให้ตายสิ” หูปู้เฝ่ยเบ้ปาก ทำทีเป็นน้อยอกน้อยใจ
ลั่วหยางสบโอกาสรีบดึงบทสนทนากลับเข้าฝั่ง “พี่หู ตกลงเรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ ทางนั้นว่ายังไงบ้าง”
หูปู้เฝ่ยปรับสีหน้าจริงจัง “กำลังจะมาบอกพอดี ทีมงานฝั่งนี้ไฟเขียวแล้ว พวกเขาจะปล่อยจงหลินกับเติ้งชงไว้ตามเดิม ไม่แตะต้องให้พวกมันรู้ตัว ร่องรอยการเดินทางมาที่ชิงตี้ของคุณทั้งหมดจะถูกลบเกลี้ยงแบบไร้รอยต่อ เดี๋ยวจะมีรถมารับคุณไปส่งสนามบิน ตั๋วเครื่องบินไฟลต์อีกสามชั่วโมงข้างหน้า ผมจัดการจองไว้ให้เสร็จสรรพแล้ว”
“ทำไมต้องรีบร้อนส่งตัวกลับขนาดนั้น” เยี่ยจือขมวดคิ้วฉับ “แผนเดิมของฉันคือบินกลับมะรืนนี้ เอาแบบนี้ดีไหมลั่วหยาง คุณอยู่รอเปิดตัวกลับพร้อมฉันเลยดีกว่า” น้ำเสียงของเธอแฝงความเสียดายอย่างปิดไม่มิด ไม่อยากให้เขาด่วนจากไป
ลั่วหยางหันไปส่งซิก “พี่หู คุณอธิบายเหตุผลให้เธอฟังที”
หูปู้เฝ่ยพยักหน้ารับช่วงต่อ ก่อนจะแจกแจงรายละเอียดแผนปฏิบัติการที่เพิ่งเคาะกันสดๆ ร้อนๆ ให้เยี่ยจือฟังอย่างรวบรัด
“อ้อ… เป็นแบบนี้นี่เอง” เยี่ยจือหรี่ตาลง “ตอนแรกฉันกะว่ารอให้ไอ้สวะสองตัวนั้นโผล่หัวมาเมื่อไหร่ จะเซ็นไล่ออกประจานให้เข็ด แต่ถ้าแผนมาทรงนี้ ฉันก็แค่ต้องเล่นละครแกล้งโง่ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อไปสินะ”
หูปู้เฝ่ยหันกลับมามองลั่วหยาง “น้องลั่ว คุณล่วงหน้าไปก่อน เคลียร์ธุระทางนี้จบเมื่อไหร่ ผมจะบินตามไปสมทบที่ปาเฉิง ข้อมูลพวกตัวเป้งรอบตัวหลิวโย่วสุ่ย เดี๋ยวผมโยนไฟล์เข้าวีแชตให้ เอาไปนั่งศึกษาให้ละเอียด ส่วนสเตปที่จะเข้าหาไอ้เฒ่าหลิวยังไงให้เนียนจนมันตายใจ ตรงนี้ผมยังตื้อๆ อยู่ แต่ไม่ต้องห่วง ทางหน่วยมีมันสมองระดับพระกาฬคอยวางหมากเรื่องนี้อยู่แล้ว คุณแค่รอฟังบรีฟแผนปฏิบัติการก็พอ”
ลั่วหยางพยักหน้ารับทราบ
“รถน่าจะมาถึงในอีกยี่สิบนาที เชิญดื่มด่ำโลกส่วนตัวกันให้เต็มคราบ ผมไม่ขออยู่เป็นก้างขวางคอแล้วล่ะ เดี๋ยวไปยืนรอรถเป็นเพื่อน รปภ. ข้างนอกดีกว่า” หูปู้เฝ่ยหมุนตัวเตรียมเผ่น
ลั่วหยางอ้าปากเตรียมจะรั้งไว้ แต่เยี่ยจือกลับขยับตัวมาขวางหน้าเขาไว้เสียก่อน มือเรียวบางเอื้อมมาจัดคอเสื้อที่ยับยู่ยี่ของเขาให้เข้าที่อย่างเบามือ
“ดูสภาพคุณสิ ปกเสื้อยับไปหมดแล้ว”
ลั่วหยางยืนนิ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายดูแลอย่างว่าง่าย (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
นี่แหละหนา ข้อดีของการมีผู้หญิงอายุมากกว่ามาคอยเอาใจใส่
หูปู้เฝ่ยที่เดินไปถึงประตูหันขวับกลับมา ยกนิ้วโป้งชูให้ลั่วหยางแบบเน้นๆ พร้อมแจกรอยยิ้มที่กวนส้นเท้าทะลุปรอท
ลั่วหยางอดไม่ได้ที่จะสบถด่าในใจ
ไอ้หมาโสดขี้อิจฉาเอ๊ย
ค่อนคืนดึกสงัด
คฤหาสน์หมายเลขสิบสาม แห่งหมู่บ้านจินต๋าโส่วฝู่จมดิ่งอยู่ในความมืดมิด ไร้แสงไฟเล็ดลอดจากบานหน้าต่าง มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟถนนที่สาดส่องเข้ามาบริเวณสนามหญ้าเท่านั้น
ลั่วหยางทิ้งตัวนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้องนอน เบื้องหน้าเขามีวัตถุลี้ลับสามชิ้นวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ไล่จากซ้ายไปขวา ‘อูซวี’ ‘หน้ากากทองสำริด’ และสมาร์ตโฟนที่ถูก ‘ดวงตาอวี่เหริน’ สิงสถิต
ของทั้งสามสิ่งนี้ล้วนมีกลิ่นอายเชื่อมโยงกับศาสตร์มืด พวกมันคือ ‘อาวุธเวท’
เจ้าของดวงตาอวี่เหรินคนก่อนคือแม่มดแห่งอารยธรรมซานซิงตุย เธอจะสืบเชื้อสายจอมขมังเวทบรรพกาล หรือมีความเชื่อมโยงลึกซึ้งระดับไหน ข้อนี้ยังเป็นปริศนาดำมืด แต่สำหรับของอีกสองชิ้น อูซวีกับหน้ากากทองสำริด ลั่วหยางฟันธงได้เลยว่าพวกมันคืออาวุธเวทที่ตกทอดมาจากจอมขมังเวทบรรพกาลของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์
บางที ถ้าลองงัดวิชาสื่อวิญญาณบรรพกาลมาเชื่อมต่อกับอูซวีดู อาจจะฟลุกได้รับคำชี้แนะจากบรรพชนจนเจอเบาะแสอะไรใหม่ๆ ก็ได้ ลั่วหยางขบคิดในใจ
จนถึงป่านนี้ ฉินซื่อไห่ ผู้เป็นตาก็ยังคงสาบสูญไร้ร่องรอย สายเลือดจอมขมังเวทบรรพกาลซุกซ่อนความลับเน่าเหม็นอะไรเอาไว้กันแน่ เขากระหายอยากจะกระชากหน้ากากความจริงทั้งหมดออกมาใจแทบขาด น่าเสียดายที่ไพ่ในมือเขามันช่างน้อยนิดจนน่าสมเพช ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือต้องคลำทางหาเบาะแสด้วยตัวเอง
หลังจากสูดลมหายใจตั้งสมาธิ ลั่วหยางก็คว้า ‘หน้ากากทองสำริด’ ของปรมาจารย์อิ๋งหมาขึ้นมาสวมทับใบหน้า ก่อนจะกำ ‘อูซวี’ ไว้ในมือแน่น ชั่วพริบตาที่เขายันกายลุกขึ้นยืน พลังวิญญาณก็เดือดพล่าน แทรกซึมเข้าสู่ ‘กายาจิตขมังเวท’ ในทันที ประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกยกระดับ พุ่งทะยานเข้าสู่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ อย่างสมบูรณ์แบบ
ร่างสูงโปร่งเริ่มขยับขับเคลื่อน ท่วงท่า ‘ระบำสื่อวิญญาณ’ กรีดวาดแหวกอากาศ ตัดผ่านกระแสพลังวิญญาณ ก่อตัวเป็นสนามพลังงานอันเร้นลับและทรงอานุภาพ
ริมฝีปากขยับร่ายมนตร์ ทำนองมนตราขมังเวทอันเก่าแก่ดังก้อง ก่อเกิดคลื่นความถี่สั่นพ้องรุนแรง กระชากสติสัมปชัญญะของลั่วหยางให้หลุดลอย ดำดิ่งสู่มิติพิศวงที่ก้าวข้ามขอบเขตแห่งความจริง
ความมืดมิดกลืนกินทัศนวิสัย เบื้องหน้ามีเพียงความว่างเปล่า บรรยากาศรอบกายหนาวเหน็บเสียดกระดูก เงียบสงัดเยือกเย็นราวกับยืนอยู่กลางสุสานร้าง
ฉับพลันนั้นเอง ม่านความมืดก็ถูกแหวกออกราวกับคลื่นน้ำที่ซัดสาด ทัศนียภาพของมิติเร้นลับปรากฏแก่สายตา ภาพตรงหน้าทำเอาลั่วหยางเบิกตาโพลง ช็อกจนแทบลืมหายใจ
ผืนฟ้าเบื้องบนอาบย้อมด้วยสีเลือดแดงฉาน บนดินแดนเวิ้งว้างรกร้าง ซากก้อนหินขนาดยักษ์วางซ้อนทับระเกะระกะสุดลูกหูลูกตา บางก้อนเป็นอิฐศิลาหนักหลายตัน บางก้อนเป็นเสาหินขนาดมหึมาที่หักโค่น ต้องใช้คนนับสิบโอบถึงจะมิด ไกลออกไปมีแท่นบูชาสูงตระหง่านเสียดฟ้า แม้สภาพจะพังทลายเสียหายไปกว่าครึ่ง แต่ความอลังการของมันก็มากพอจะข่มมหาพีระมิดแห่งอียิปต์ให้กลายเป็นแค่ของเด็กเล่น กลางซากปรักหักพังนั่น มีต้นไม้โบราณยืนต้นตายซาก ลำต้นที่สูงที่สุดทะลวงขึ้นไปแตะร้อยกว่าเมตร ทว่าตามกิ่งก้านกลับโล้นเตียนไร้ใบ เปลือกไม้แห้งกรังแตกระแหง ไร้ซึ่งสัมผัสแห่งชีวิตโดยสิ้นเชิง
ลั่วหยางลองก้าวเท้าเหยียบย่างมุ่งหน้าไปที่แท่นบูชายักษ์นั่น บนยอดแท่นมีซากวิหารปรักหักพังตั้งตระหง่าน มันคือจุดที่รักษาสภาพได้สมบูรณ์ที่สุดในอาณาจักรแห่งความตายนี้ สัญชาตญาณเบื้องลึกร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง ในวิหารนั่นต้องมีเบาะแสโคตรสำคัญซุกซ่อนอยู่แน่ๆ
ทว่า ทันทีที่ปลายเท้าแตะลงพื้นเพียงก้าวเดียว มิติเบื้องหน้าก็พลันปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกบานยักษ์ที่ถูกค้อนปอนด์ทุบแหลกละเอียด ชั่วพริบตานั้น พลังงานมหาศาลก็กระแทกร่างเขาอย่างจัง สติของเขาถูกกระชากหลุดออกจากสภาวะสื่อวิญญาณอย่างรุนแรง ตัดขาดการเชื่อมต่อในเสี้ยววินาที!
และแล้วเรื่องระทึกขวัญกว่านั้นก็บังเกิด ปกติเวลาใช้วิชาสื่อวิญญาณบรรพกาลเสร็จ ร่างกายของลั่วหยางไม่เคยมีผลข้างเคียงใดๆ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ร่างของเขาแข็งทื่อราวกับถูกหล่อด้วยคอนกรีต ขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว ทว่าประสาทสัมผัสและความคิดในหัวกลับแล่นฉิว ทำงานได้ตามปกติทุกอย่าง
นี่ฉันเผลอไปเหยียบตาปลาวิญญาณบรรพชนองค์ไหนเข้า จนโดนอาคมสวนกลับหรือเปล่าวะเนี่ย? ลั่วหยางสบถในใจ
แต่ในซากนั่นก็ไม่เห็นมีผีบรรพชนโผล่หัวมาสักตัว ฉันก็แค่เดินดูเฉยๆ ไม่ได้ลบหลู่สักหน่อย ต่อให้มีบรรพชนองค์ไหนออนไลน์อยู่ ก็ไม่น่าจะหัวร้อนมาเล่นงานลูกหลานแบบนี้ไหม? แล้วอีกอย่าง ซากวิหารนั่นมันอลังการหลุดโลกเกินไปแล้ว มนุษย์ยุคโบราณไม่มีปัญญาสร้างของแบบนั้นได้แน่ๆ สรุปมันคือที่ไหนกันวะ?
คำถามนับร้อยวิ่งพล่านชนกันในหัว จนเขาลืมความตื่นตระหนกที่ร่างกายถูกสตัฟฟ์ไปชั่วขณะ
ความจริงประสาทสัมผัสของเขาแยกแยะได้ชัดเจน พลังเร้นลับที่กดทับร่างกายเขากำเนิดมาจากอูซวี แต่มันไม่มีกลิ่นอายของ ‘เจตนาร้าย’ หรือรังสีอำมหิตที่จะเอาชีวิต สัญชาตญาณจึงไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยอันตรายแต่อย่างใด
เพียงอึดใจเดียว มวลพลังงานหนักอึ้งนั่นก็สลายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ร่างกายของลั่วหยางหลุดพ้นจากพันธนาการ กลับมาขยับเขยื้อนได้เป็นอิสระอีกครั้ง
สงสัยเลเวลฉันคงยังไม่ถึงขั้น ถึงได้งัดความลับของอูซวีออกมาไม่ได้ ลั่วหยางถอนหายใจ พลางดึงหน้ากากทองสำริดออกจากใบหน้า
แต่ในจังหวะเสี้ยววินาทีนั้นเอง โสตประสาทที่ถูกยกระดับจนเฉียบคมก็จับเสียงเสียดสีแผ่วเบาจากภายนอกได้ นัยน์ตาของลั่วหยางตวัดขวับ พุ่งเป้าไปที่บานประตูห้องนอนทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่าง
คฤหาสน์ของเขา มีแขกไม่ได้รับเชิญงัดเข้ามาซะแล้ว