ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 64 ลูกไม้สกปรก
เสียงฝีเท้าของผู้บุกรุกแผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับความเงียบ เดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายคงสวมถุงเท้าเพื่อพรางการเคลื่อนไหว ทว่าในโสตประสาทที่ถูกยกระดับของลั่วหยาง เสียงฝีเท้าเบาหวิวประดุจขนนกนั้นกลับดังก้องชัดเจนราวกับจังหวะกลองรบ ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมช่วยให้เขาประเมินน้ำหนักตัวของแขกไม่ได้รับเชิญได้อย่างแม่นยำ ราวๆ ห้าสิบกิโลกรัม บวกลบคลาดเคลื่อนไม่เกินหนึ่งกิโลกรัมอย่างแน่นอน
ฝีเท้าปริศนาหยุดชะงักลงที่หน้าบานประตูห้องนอน
ลั่วหยางตวัดเชือกแดงที่ผูก ‘อูซวี’ คล้องคออย่างรวดเร็ว ยัด ‘หน้ากากทองสำริด’ ซุกซ่อนไว้ใต้ผ้าห่ม ก่อนจะคว้ามือถือมากำกระชับไว้ในมือ แม้ ‘ดวงตาอวี่เหริน’ จะอยู่ในสภาวะหลับใหลเพราะขาดแคลนพลังวิญญาณ ทำได้เพียงปล่อยคลื่นรบกวนสมองเป้าหมายชั่วเสี้ยววินาที แต่นั่นก็มากพอให้เขาพลิกแพลงรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้เหลือเฟือ
อนุภาคกลิ่นหอมจางๆ ลอยลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้ามาเตะจมูก ลั่วหยางชะงักไปชั่วครู่ กลิ่นหอมละมุนตามธรรมชาติของเรือนร่างสตรี ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องสำอางและกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจางๆ ก่อตัวเป็นกลิ่นกายเฉพาะตัวที่มอบความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ผู้บุกรุกหลังบานประตูคือผู้หญิง และเธอคนนั้นคือเจียงเยว่
หญิงสาวไม่ได้มามือเปล่า ประสาทรับกลิ่นของชายหนุ่มแยกแยะกลิ่นคาวสนิมเหล็กจางๆ จากอาวุธที่เธอพกติดตัวมาได้อย่างชัดเจน ประเมินจากลักษณะการกระจายตัวของกลิ่น มันน่าจะเป็นมีดพกขนาดกะทัดรัด ความยาวใบมีดไม่เกินหกเจ็ดเซนติเมตรเท่านั้น
บรรยากาศภายในห้องเริ่มตึงเครียด ลั่วหยางขมวดคิ้ว ลอบวิเคราะห์สถานการณ์ในหัว หรือว่าเรื่องที่เขาถ่อไปช่วยเยี่ยจือถึงชิงตี้จะหลุดรอดไปเข้าหูหลิวโย่วสุ่ย? ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นเลยของขึ้นส่งลูกสาวบุญธรรมมาเก็บเขา? ไม่น่าจะใช่ หูปู้เฝ่ยสั่งปิดข่าวเงียบกริบไปแล้ว แถมเขายังไม่ได้เฉียดกรายไปเจอหน้าจงหลินกับเติ้งชงเลยด้วยซ้ำ พวกมันจะตรัสรู้ได้ยังไงว่าเขาเคยไปเหยียบเขตหมางหยา?
ลูกบิดประตูถูกบิดออกอย่างแผ่วเบา
ลั่วหยางยกแขนขึ้น หันหน้าจอสมาร์ตโฟนเล็งตรงไปที่บานประตู เตรียมพร้อมรอจังหวะ ขอเพียงเจียงเยว่ก้าวล่วงล้ำเข้ามา เขาจะงัดพลังดวงตาอวี่เหรินสตันการเคลื่อนไหวของเธอทันที จากนั้นค่อยพุ่งทะยานเข้าไปใช้ดัชนีจิ้มตา ปลดอาวุธในมือเธอให้สิ้นฤทธิ์
ทว่าผิดคาด ลูกบิดประตูกลับเด้งคืนตำแหน่งเดิม เสียงฝีเท้าแผ่วเบาคู่นั้นเปลี่ยนทิศทาง ผละห่างออกไปทางห้องหนังสือแทน
ย่องเบามาขโมยของงั้นสิ? สมองของลั่วหยางประมวลผลด้วยความเร็วแสง ในห้องหนังสือนั่นไม่มีของมีค่าอะไรให้ฉกฉวยหรอก เดี๋ยวพอคุ้ยหาจนพอใจแล้วคว้าน้ำเหลว ยังไงยัยนั่นก็ต้องย้อนกลับมาที่ห้องนี้อยู่ดี คำถามคือ เขาควรจะรวบตัวเธอไว้เลยดีไหม?
การคาดเดาของเขาแม่นยำราวกับตาเห็น สิบนาทีให้หลัง เจียงเยว่ก็เดินย้อนกลับมาจริงๆ ทันทีที่เสียงฝีเท้าหยุดลงหน้าประตูห้องนอน ชายหนุ่มก็ตัดสินใจเด็ดขาด เขาเตะรองเท้าสลิปเปอร์ทิ้ง ทิ้งตัวลงนอนราบบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมทับช่วงอก ซ่อนมือขวาที่กำโทรศัพท์มือถือเอาไว้ใต้อาภรณ์อย่างมิดชิด แกล้งทำเป็นหลับสนิท
เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้น ลูกบิดประตูถูกหมุนเปิดออก ตามมาด้วยบานประตูที่ค่อยๆ แง้มกว้างทีละองศา ลั่วหยางปิดเปลือกตาลง แสร้งทำเป็นหลับลึก แต่ยังแอบหรี่ตาเว้นช่องว่างขนาดมิลลิเมตรไว้ลอบสังเกตการณ์
เงาร่างเพรียวบางย่องฝีเท้ากริบก้าวเข้ามาในห้อง หญิงสาวอยู่ในชุดเสื้อกันลมสีดำสนิท จับคู่กับกางเกงหนังรัดรูปที่ขับเน้นช่วงขาเรียวยาวให้ดูโดดเด่น ใบหน้าถูกพรางด้วยผ้าปิดหน้าสีดำ ศีรษะพันทับด้วยผ้าโพกหัวสีเดียวกัน มิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า เหลือเพียงดวงตากลมโตคู่เดียวที่โผล่พ้นออกมาให้เห็น แต่ในมุมมองระดับสภาวะเหนือสัมผัสของลั่วหยาง การพรางตัวกิ๊กก๊อกแค่นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเดินแก้ผ้าให้เขาดู เปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิง ทั้งกลิ่นกายเฉพาะตัว ทั้งสัดส่วนทรวดทรงองค์เอว ทุกอย่างล้วนตอกย้ำตัวตนของเธอชัดเจน เจียงเยว่ บอดี้การ์ดสาวสายบวกลูกเลี้ยงของหลิวโย่วสุ่ย
ชายหนุ่มเดาไม่ผิด ปลายเท้าของหญิงสาวสวมทับด้วยถุงเท้าหนาเพื่อลดแรงเสียดทาน ส่วนผ้าโพกหัวก็มีไว้ป้องกันไม่ให้เส้นผมร่วงหล่นทิ้งร่องรอยเอาไว้ ทักษะการเก็บกวาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบมืออาชีพเหล่านี้ เป็นเครื่องการันตีชั้นดีว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่สาวซึนเดเระคนนี้รับจ็อบเป็นแมวขโมย ประสบการณ์โชกโชนใช้ได้
เจียงเยว่เคลื่อนไหวเชื่องช้า ระแวดระวังขั้นสุด เธอใช้เวลาเดินจากบานประตูมาหยุดอยู่ข้างเตียงนานถึงสองนาทีเต็ม เส้นประสาทของลั่วหยางตึงเขม็ง กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนเตรียมพร้อมปะทะทุกเมื่อ ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่พวกปลายแถว ฝีมือการต่อสู้ของเธอจัดจ้านดุดัน เขาไม่กล้าประมาทแม้แต่เสี้ยววินาที
แต่เจียงเยว่กลับทำเพียงยืนกอดอกกวาดสายตาสำรวจร่างที่นอนหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เบี่ยงตัวเดินเลี่ยงไปทางกำแพงฝั่งตรงข้ามเตียงนอน
ลั่วหยางลอบขมวดคิ้วด้วยความสับสนมึนงง ตกลงไม่ได้มาฉกของ แล้วก็ไม่ได้กะมาเชือดคอฉันหรอกเรอะ?
ร่างเพรียวบางเดินไปหยุดชิดกำแพง มือเรียวล้วงเอาไขควงปากแบนขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อกันลม บนกำแพงฝั่งนั้น ในระดับความสูงจากพื้นราวๆ เมตรยี่สิบเซนติเมตร มีเต้ารับปลั๊กไฟฝังอยู่ เดิมทีเจ้าของโครงการเตรียมไว้สำหรับติดตั้งโทรทัศน์จอแบน แต่ลั่วหยางไม่ใช่คนติดจอ เขาเลยปล่อยให้กำแพงโล่งเตียนมาจนถึงทุกวันนี้ ทันทีที่เห็นหญิงสาวชูไขควงขึ้นมา ลั่วหยางก็ตาสว่างวาบ เข้าใจจุดประสงค์การมาเยือนของเธอทะลุปรุโปร่ง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เจียงเยว่ใช้ปลายไขควงงัดแงะฝาครอบเต้ารับออกอย่างแผ่วเบาไร้เสียง ก่อนจะล้วงเอากล้องรูเข็มขนาดจิ๋วออกมาจากกระเป๋า จัดการยัดมันซุกซ่อนไว้ในช่องสายนิวทรัลของเต้ารับอย่างชำนาญ พอเดินสายเสร็จสรรพ เธอก็ประกอบฝาครอบกลับเข้าที่เดิมจนเนียนสนิทไร้ร่องรอยงัดแงะ
ลั่วหยางนอนหรี่ตามองพฤติกรรมอุกอาจของเธออยู่เงียบๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือคิดจะกระโจนเข้าไปขัดขวาง
หลังเสร็จภารกิจ เจียงเยว่ก็หมุนตัวเดินกลับไปที่ประตู ทว่าพอก้าวออกไปได้เพียงสี่ก้าว เธอก็ชะงักฝีเท้า หันขวับกลับมามองลั่วหยางที่แสร้งนอนหลับลึกอยู่บนเตียง ลั่วหยางลอบภาวนาในใจ ถ้าเธอฉลาดพอล่ะก็ รีบกลับใจมาเป็นพยานซัดทอดไอ้เฒ่าหลิวซะแต่เนิ่นๆ เถอะ โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา
แต่โลกสวยได้ไม่ถึงสามวินาที ภาพตรงหน้าก็ทำเอาเขาต้องพับเก็บความหวังดีลงกรุ เจียงเยว่ยกมือขวาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ชูนิ้วโป้งขึ้น เหยียดนิ้วชี้กับนิ้วกลางประกบกันเป็นรูปกระบอกปืน เล็งเป้ามาที่กลางหน้าผากของเขา ก่อนจะกระตุกนิ้วทำท่าลั่นไกสังหารพร้อมกับขยับริมฝีปากเป็นคำว่า ‘ปัง’ ไร้เสียง ท่าทางยียวนกวนประสาทแบบนี้ ลั่วหยางเห็นปุ๊บก็เข้าใจเจตนารมณ์ปั๊บ ความหวังดีอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ปลิวหายวับไปกับตา
ร่างเพรียวบางหมุนตัวเดินออกจากห้องไป จัดการงับบานประตูปิดลงกลอนอย่างเบามือที่สุด เสียงฝีเท้าค่อยๆ ห่างออกไปจนกลืนหายไปกับความมืด ลั่วหยางตั้งท่าจะสปริงตัวลุกพรวดขึ้นมา แต่พอตระหนักได้ว่ามีสายตาอิเล็กทรอนิกส์จับจ้องมาจากเต้ารับปลั๊กไฟ ชายหนุ่มก็จำใจต้องล้มเลิกความคิด แกล้งนอนหลับตาพริ้มต่อไป พลางปั่นสมองขบคิดหาวิธีรับมือ
ไอ้เฒ่าหลิวส่งลูกเลี้ยงมาลอบติดกล้องถึงในห้องนอนฉัน มันกะจะแอบถ่ายอะไรวะ? สมองของชายหนุ่มแล่นฉิว จู่ๆ ก็ฉุกคิดถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมา เดาว่าหลิวโย่วสุ่ยคงหูตากว้างไกล รู้ข่าวที่เยี่ยจือรอดตายปาฏิหาริย์กลับมาแล้ว แผนลอบสังหารล้มเหลวไม่เป็นท่า มันเลยเดินหมากตาใหม่ ส่งเจียงเยว่มาฝังกล้องวงจรปิดที่บ้านเขา เพราะมั่นใจว่าเยี่ยจือจะต้องติดต่อหรือบากหน้ามาหาเขาถึงที่แน่ๆ ด้วยวิธีสกปรกนี้ มันก็ดักฟังข้อมูลความเคลื่อนไหวลับๆ ได้สบายแฮแต่เดี๋ยวนะ ถ้าเกิดพี่เยี่ยมาค้างอ้างแรม หลับนอนกับเขาทั้งที่โดนจับตามองอยู่ล่ะก็… บัดซบเอ๊ย!
ถ้าเป็นแบบนั้น หลิวโย่วสุ่ยก็เท่ากับได้ตีตั๋ววีไอพีนั่งดูหนังสดเลยสิวะ! แถมเดาได้ไม่ยากว่าคลิปแอบถ่ายพวกนี้จะต้องถูกส่งต่อกระเด็นไปอยู่ในมือสองพ่อลูกตระกูลซ่งแน่ๆ ถึงตอนนั้น ข่าวคาวโลกีย์จะต้องถูกปั่นกระแสโจมตี สร้างความเดือดร้อนครั้งใหญ่ให้ประธานสาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
ก็ได้ ในเมื่ออยากงัดลูกไม้สกปรกมาเล่นนัก ฉันก็จะกระโดดลงไปเล่นเป็นเพื่อนแกเอง! ลั่วหยางแค่นเสียงเยาะ สบถในใจอย่างมาดร้าย
เวลาที่เหลือทั้งคืน ลั่วหยางไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นมาทำอะไรตุกติก เขาแสร้งนอนหลับลึกอยู่บนเตียงอย่างแนบเนียน การมีตาสับปะรดฝังอยู่ในห้องนอนสร้างความอึดอัดรำคาญใจให้เขาอย่างมหาศาล แต่ถ้ามองกลับด้าน นี่มันโคตรจะเป็นเรื่องดีเลยไม่ใช่หรือไง! ในเมื่อหลิวโย่วสุ่ยลงทุนส่งมือขวามาฝังสายลับอิเล็กทรอนิกส์ถึงที่เพื่อล้วงข้อมูล ทำไมเขาไม่ซ้อนแผนสับขาหลอก ป้อนข้อมูลปลอมๆ ปั่นหัวไอ้จิ้งจอกเฒ่าให้หลงทางไปเลยล่ะ!
รุ่งอรุณมาเยือน ลั่วหยางยืดเส้นยืดสายลุกจากเตียง สวมรองเท้าสลิปเปอร์เดินเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวอย่างเป็นธรรมชาติ โชคยังดีที่แม่สาวซึนเดเระไม่ได้โรคจิตถึงขั้นฝังกล้องแอบถ่ายไว้ในห้องน้ำด้วย ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องระเห็จไปปลดทุกข์ที่ห้องน้ำสาธารณะปากซอยแทนแน่ๆ
ชายหนุ่มก้าวเท้าออกจากห้องน้ำ พร้อมกับดึงสติสัมปชัญญะเข้าสู่ ‘สภาวะเหนือสัมผัส’ ทันที เขาเดินทอดน่องสำรวจตรวจตราไปรอบๆ คฤหาสน์ พลางแผ่รังสีพลังวิญญาณตรวจสอบความผิดปกติของสภาพแวดล้อมอย่างละเอียดลออ สิบห้านาทีให้หลัง เขาก็เดินมาหยุดนิ่งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ผลลัพธ์จากการกวาดเรดาร์ปรากฏชัดเจนในหัว
คฤหาสน์ของเขาถูกฝังสายลับอิเล็กทรอนิกส์เอาไว้ทั้งหมดสามจุดถ้วน! นอกจากในห้องนอนแล้ว อีกสองตัวถูกซ่อนไว้ในห้องนั่งเล่นและห้องหนังสือ วิธีการทำงานของเจียงเยว่ใช้แพตเทิร์นเดียวกันเป๊ะ กล้องทุกตัวถูกยัดไส้เอาไว้ในรูปลั๊กไฟอย่างแนบเนียน ประสบการณ์ของผู้หญิงคนนี้เฉียบขาดสมคำร่ำลือจริงๆ ลองคิดดูสิ คนปกติที่ไหนมันจะประสาทแดกถึงขั้นบ้าจี้ไปนั่งงัดแงะเต้ารับปลั๊กไฟเพื่อดูว่ามีของเล่นซ่อนอยู่ข้างในบ้าง?
ครืด… ครืด…
จู่ๆ สมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกงก็สั่นครืน ลั่วหยางล้วงมันขึ้นมาดู หน้าจอสว่างวาบโชว์หราว่าหูปู้เฝ่ยเป็นคนโทรเข้า ชายหนุ่มกดยกเลิกตัดสายทิ้งโดยไม่เสียเวลาคิด ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู แสร้งตีหน้าขรึมเล่นละครฉากใหญ่พลางเดินทอดน่องออกไปนอกบ้าน
“ฮัลโหล พี่เยี่ย โทรหาผมแต่เช้าตรู่ขนาดนี้ มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับ? ห๊ะ อะไรนะ! พี่เกือบเอาชีวิตไม่รอดที่ทะเลทรายงั้นเหรอ! เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น ใจเย็นๆ พี่อย่าเพิ่งร้องไห้สิ… ได้ๆๆ เข้าใจแล้ว เอาไว้พี่รอดกลับมาถึงปาเฉิงเมื่อไหร่เราค่อยคุยรายละเอียดกันนะ แค่นี้ก่อน เดี๋ยวผมต้องรีบออกไปรับเหม่ยฉีแล้ว”
พองัดสกิลนักแสดงรางวัลออสการ์คุยโทรศัพท์ทิพย์จบประโยค ร่างของลั่วหยางก็ก้าวพ้นประตูบ้านมาหยุดยืนอยู่กลางสวนพอดีเป๊ะ ที่บริเวณริมรั้วเหล็กดัดด้านนอก ปรากฏร่างของแขกผู้มาเยือนยืนรออยู่ก่อนแล้ว
หูปู้เฝ่ยนั่นเอง พ่อหนุ่มโสดสายฮาวัยสามสิบกว่ากำลังจ้องมองลั่วหยางผ่านลูกกรงเหล็กด้วยสีหน้างุนงงเป็นไก่ตาแตก คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม