ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 7 อานุภาพของเรียวขายาว
ดึกสงัด ภายในห้องพักเงียบกริบ ทว่าประสาทการได้ยินของลั่วหยางกลับไม่สงบตาม เสียงน้ำจากฝักบัวห้องข้างๆ ดังชัดเจนในโสตประสาท เขาได้ยินกระทั่งเสียงฝ่ามือลูบไล้เรือนร่าง กลิ่นหอมของครีมอาบน้ำและฟองสบู่ลอยแตะจมูก… เยี่ยจือกำลังอาบน้ำ
ชายหนุ่มส่ายหน้า สลัดภาพเยี่ยจืออาบน้ำทิ้ง แต่เสียงสาดกระเซ็นนั่นกลับฝังรากลึกในหัว เขาตัดสินใจหลับตา รวบรวมสมาธิเพื่อศึกษาวิชา ‘ประทับวิญญาณบรรพกาล’ ทว่าพอหลับตาปุ๊บ ภาพหญิงสาวก็โผล่พรวดขึ้นมาแทน… ทรวดทรงโค้งเว้าเย้ายวน ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดราวกับบีบน้ำหยดได้…
ฝ่ามือของผม สอดสางผ่านเรือนผมสีดำขลับของคุณ… จินตนาการเริ่มเตลิดเปิดเปิง
ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาจำต้องลืมตา ก้มมองสภาพร่างกายตัวเองแล้วแค่นยิ้มขื่นอย่างจนใจ
ชายหนุ่มวัยเบญจเพสที่ประสบการณ์เรื่องพรรค์นั้นเป็นศูนย์ ซ้ำร้าย ‘กายาจิตขมังเวท’ ยังยกระดับประสาทสัมผัสให้เฉียบคมจนไวต่อสิ่งเร้าเป็นพิเศษ แค่มีเสียงกระตุ้นนิดเดียว สมองก็จินตนาการไปไกลลิบ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปฏิกิริยาทางร่างกายอันน่าอึดอัด
เกิดเป็นผู้ชาย บางทีก็ต้องการผู้หญิงซุกซนสักคนมาช่วยจัดการเรื่องพวกนี้จริงๆ
ผ่านไปพักใหญ่ เสียงน้ำถึงยอมเงียบลง ลั่วหยางลอบถอนหายใจโล่งอก ค่อยๆ ดำดิ่งสู่สภาวะสมาธิ ทบทวนมรดกวิชาของจอมขมังเวทบรรพกาล การสืบทอดแบ่งเป็นสามวิชาหลัก คือ ‘ตราประทับชะตาขมังเวท’ ‘วิชาประทับวิญญาณบรรพกาล’ และ ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’
วินาทีนี้ ‘ตราประทับชะตาขมังเวท’ ปรากฏขึ้นในห้วงจิตสำนึก ตราประทับสามเหลี่ยมสลักลวดลายลึกลับเปล่งแสงเรืองรองจางๆ ด้านล่างมีร่างจำแลงของจอมขมังเวทตัวจิ๋วนั่งขัดสมาธิอยู่… ซึ่งก็คือตัวเขาเอง
การมีตราประทับนี้ ถึงจะนับว่าเป็นจอมขมังเวทที่แท้จริง
เมื่อเพ่งจิตตามไป ตราประทับทรงกลมอีกอันก็ปรากฏขึ้นพร้อมแสงสว่างวาบ นั่นคือ ‘วิชาประทับวิญญาณบรรพกาล’ สรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ ไม่เว้นแม้แต่ภูผาใหญ่หรือยอดหญ้าจิ๋ว วิชานี้สามารถปลุกจิตวิญญาณเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นจนเชื่อมโยงกับวิญญาณมนุษย์ และยังสามารถหลอมรวมจิตวิญญาณของสรรพสิ่งเพื่อยกระดับอานุภาพของมันได้อีกด้วย…
รุ่งสาง
ลั่วหยางก้าวออกจากห้องนอน กวาดตามองเห็นเยี่ยจือกับซ่งเหม่ยฉีนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหาร บนโต๊ะมีโจ๊กสามชาม สลัดผักหนึ่งจาน และแตงกวาทุบคลุกน้ำมันงาอีกจาน
“คุณลุงลั่ว มาทานข้าวเร็ว” เด็กน้อยโบกมือหยอยๆ
ลั่วหยางยิ้มรับ “เหม่ยฉีเด็กดี”
“คุณลุงลั่วเป็นหนอนขี้เกียจ หนูตื่นตั้งนานแล้ว ลุงยังมัวแต่นอนกินบ้านกินเมืองอยู่เลย” ซ่งเหม่ยฉีสวนขวับ รอยยิ้มของคุณลุงลั่วถึงกับค้างเติ่ง
“เหม่ยฉี พูดจาไม่มีหูรูดอีกแล้ว ขอโทษคุณลุงเดี๋ยวนี้” เยี่ยจือเอ็ดเสียงเข้ม
ซ่งเหม่ยฉีหัวเราะคิกคัก “คุณลุงลั่วไม่ถือสาหรอก ใช่ไหมคะ”
ลั่วหยางเดินเข้าไปลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ “น่ารักขนาดนี้ ใครจะโกรธลง”
เยี่ยจือลอบถอนใจ “คุณตามใจแบบนี้ เดี๋ยวเด็กคนนี้ก็เสียคนหรอก” พูดจบเธอก็เพิ่งตระหนักว่าประโยคเมื่อครู่มันชวนให้คิดลึกซะเหลือเกิน แต่ก็ไม่รู้จะแก้ตัวยังไง พวงแก้มจึงซับสีระเรื่อ
ลั่วหยางเองก็แอบทำตัวไม่ถูก รีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ “พี่เยี่ย เมื่อคืนบอกว่าตู้เย็นโล่งไม่ใช่เหรอครับ แล้วนี่เสกมื้อเช้ามาจากไหน”
“ในตู้มีข้าวสารเหลืออยู่ถุงนึง ป้าแม่บ้านก็ปลูกผักไว้สวนหลังบ้าน ฉันเลยเด็ดมาทำอะไรง่ายๆ นั่งเถอะ เดี๋ยวโจ๊กจะชืดหมด” เยี่ยจืออธิบาย
ขณะที่ทั้งสามลงมือทานมื้อเช้า
“คุณลุงลั่ว รีบรักษาหนูสิคะ หายเมื่อไหร่หนูจะขอท้าแข่งวิ่ง” เด็กน้อยเซ้าซี้
ลั่วหยางหลุดขำ “หนูเป็นเด็กที่ไม่กลัวหมอที่สุดเท่าที่ลุงเคยเจอมาเลยนะ”
ซ่งเหม่ยฉีเชิดหน้า ภูมิใจนำเสนอ “แหงสิคะ หนูเป็นเด็กดีที่หนึ่งนี่นา”
เยี่ยจือหลุดขำพรืด “หลงตัวเองเข้าตู้ไปเลยนะเรา ไม่อายบ้างหรือไง”
ซ่งเหม่ยฉีเบะปากใส่แม่ทันที
ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง!
กริ่งประตูดังขัดจังหวะ ลั่วหยางตวัดสายตามองไปที่ประตู ใบหูกระตุกเบาๆ ภายใต้ประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์ เสียงหัวใจเต้นตึกตักหลายดวงและเสียงลมหายใจของคนหมู่มากดังทะลุบานประตูเข้ามา เขาประเมินจำนวนคนและตำแหน่งการยืนของพวกมันได้เป๊ะๆ ทันที
“สงสัยคุณหลิวจะมาแล้ว” เยี่ยจือวางชาม เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนเตรียมไปเปิดประตู ‘คุณหลิว’ ที่เธอหมายถึงคือ หลิวโย่วสุ่ย วีไอพีระดับผู้มีอิทธิพลที่คุมทั้งวงการมืดและสว่างในแถบตะวันตกเฉียงใต้
ทว่าลั่วหยางกลับส่ายหน้า “พี่เยี่ย คงไม่ใช่คุณหลิวหรอกครับ ข้างนอกคนเพียบ ทรงนี้น่าจะมาหาเรื่องมากกว่า”
เยี่ยจือหัวคิ้วกระตุก คนที่กล้าบุกมาหาเรื่องถึงที่นี่… มีแค่พวกตระกูลซ่ง
“พี่พาเหม่ยฉีไปหลบในห้องก่อน เดี๋ยวผมเคลียร์เอง” ชายหนุ่มออกคำสั่ง
เยี่ยจือพยักหน้า อุ้มลูกสาวเดินตรงลิ่วเข้าห้องนอนไปทันที
ปัง ปัง ปัง!
คนข้างนอกหมดความอดทน เปลี่ยนมารัวหมัดทุบประตูดังสนั่น ลั่วหยางสาวเท้าไปที่ประตู บานประตูนี้ยังไงก็ต้องเปิด ขืนปล่อยไว้นาน พวกตระกูลซ่งคงได้เอาไปป่าวประกาศว่าเขากับเยี่ยจือซุกกันอยู่ในบ้านแน่ สำหรับเขาไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับชื่อเสียงของเยี่ยจือมันคือหายนะ
บานประตูเปิดออก
ด้านนอกมืดฟ้ามัวดินไปด้วยชายฉกรรจ์นับยี่สิบคน ไอ้คนที่ทุบประตูโครมๆ คือซ่งตงหมิง ด้านหลังมันมีชายชราผมขาวโพลนยืนคุมเชิงอยู่ ชายคนนั้นถือไม้เท้าไม้แดง ใบหน้าซูบผอมแต่แววตาคมกริบ แผ่รังสีอำมหิตโดยไม่ต้องแหกปากโวยวาย
ไม่ต้องมีใครเสิร์ฟข้อมูล ลั่วหยางก็เดาออกทันที… ตาแก่นี่คือ ซ่งไห่ชาง พ่อตาจอมโลภของเยี่ยจือ
ซ่งตงหมิงชี้หน้าลั่วหยาง “คุณพ่อ ไอ้เด็กนี่แหละครับ”
ซ่งไห่ชางตวาดเสียงเย็น “กล้าเหยียบย่ำชื่อเสียงตระกูลซ่ง แกนี่มันรนหาที่ตายจริงๆ”
ฝูงคนแห่แหนคุ้มกันสองพ่อลูกบุกทะลวงเข้ามาในบ้าน กองกำลังที่มากกว่าบีบให้ลั่วหยางต้องก้าวถอยร่น
ใครอีกคนโผล่หน้าตามเข้ามา… หวังซุ่นลี่ แมลงวันสวะที่ตามเกาะติดไม่เลิก
ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์แสร้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ ลั่วหยางเอ๊ย ฉันผิดเองที่สั่งสอนแกมาไม่ดี แกเป็นคนฉลาด แต่ดันเอาความฉลาดไปใช้ในทางระยำ แอบอ้างเป็นหมอเทวะไปหลอกคุณผู้หญิงเยี่ยก็เรื่องนึง แต่พอปลิงเกาะคุณผู้หญิงเยี่ยสำเร็จ แกก็เตะหัวส่งแฟนสาวที่กัดก้อนเกลือกินมาด้วยกันทิ้งอย่างไม่ไยดี… ฉันล่ะปวดใจกับศิษย์อย่างแกจริงๆ”
ลั่วหยางนึกถึงรูปแบล็กเมล์ในโทรศัพท์ การที่ไอ้เฒ่าหัวงูนี่กล้าโผล่หัวมาเห่าถึงที่ แปลว่ามันเตรียมใจรับแรงกระแทกเรื่องแฉรูปแล้วชัวร์ เบื้องหลังเรื่องนี้ ตระกูลซ่งคงยัดเงินก้อนโตอุดปากมันไว้แน่น
เป็นอย่างที่คาด หวังซุ่นลี่สาวเท้าเข้ามาประชิดตัว กระซิบขู่เสียงต่ำ “เลิกคิดเอารูปพวกนั้นมาขู่ฉันได้แล้ว อยากแฉก็เชิญเลย ฉันไม่แคร์ แต่ขอเตือนไว้ก่อน เผยแพร่ภาพอนาจารมันผิดกฎหมาย ฉันกับเหลียงหงจะฟ้องแกให้ล้มละลายจนไม่มีที่ซุกหัวนอนเลยคอยดู”
ลั่วหยางสะอิดสะเอียนจนคลื่นไส้ ยกฝ่ามือกระแทกอกหวังซุ่นลี่กระเด็นออกไปเต็มแรง ไอ้แก่เซถลาหน้าหงาย ถ้าไม่มีลูกน้องพุ่งมารับไว้ คงล้มก้นจ้ำเบ้าไปกองกับพื้นแล้ว
“กะ… แก… ต่อหน้าคนตั้งมากมาย กล้าลงมือกับอาจารย์ตัวเองเชียวเรอะ แกมันเนรคุณ!” หวังซุ่นลี่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ลั่วหยางตอกกลับหน้าตาย “สวะอย่างแกยังมีหน้าเรียกตัวเองว่าอาจารย์อีกเหรอ อย่าเอาคำนี้มาแปดเปื้อนหน่อยเลย”
“ต่อหน้าฉันยังกล้าเหิมเกริม แน่มาก” ซ่งไห่ชางแค่นเสียงเย็น ก่อนจะตวาดลั่น
“กระทืบมัน”
สิ้นคำสั่ง นักเลงเจ็ดแปดคนก็พุ่งรี่เข้าใส่ลั่วหยางทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เยี่ยจือพุ่งพรวดออกมาจากห้อง ตวาดกร้าว
ทว่าไม่มีหมาตัวไหนสนใจ ชั่วพริบตาลั่วหยางก็ถูกล้อมกรอบมิดชิด
“พวกนายบุกรุกบ้านคนอื่นหน้าด้านๆ ฉันจะแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้” เยี่ยจือชูโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์
ซ่งไห่ชางกระแทกไม้เท้าลงพื้นเสียงดังปัง ตวาดกลับเกรี้ยวกราด “บุกรุกบ้าอะไร นี่มันบ้านลูกชายฉัน เหม่ยฉีโชคร้ายจริงๆ ที่มีแม่แบบเธอ ฉันอุตส่าห์แบกหน้าไปเชิญผู้อำนวยการหวังมารักษาให้ แต่เธอดันดันทุรังออกจากโรงพยาบาล แถมยังให้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่มารักษาหลานฉันอีก ยังไงวันนี้เหม่ยฉีก็ต้องกลับไปกับฉัน ฉันทำเพื่อหลาน ถ้าเธอคิดจะขวางล่ะก็…”
ลั่วหยางแทรกขึ้นมาหน้าตาย “ที่แท้ก็แค่อยากได้สิทธิ์ดูแลเหม่ยฉี เพื่อจะฮุบชิงซานเอเนอร์จี แก่จนจะลงโลงอยู่แล้ว สันดานโจรแต่ดันอยากสร้างภาพผู้ดี ไม่มียางอายเลยหรือไง สวะอย่างแกเอาความมั่นใจจากไหนมาเรียกตัวเองว่าปู่ของเหม่ยฉีกัน”
ซ่งไห่ชางโกรธจนเลือดขึ้นหน้า จุกจนด่าไม่ออก
ซ่งตงหมิงฟิวส์ขาด แผดเสียงลั่น “มัวยืนบื้ออะไรอยู่ กระทืบมัน เอาให้ปางตาย”
ฝูงนักเลงพุ่งรุมสกรัมลั่วหยางทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงตวาดเฉียบขาดดังลั่นมาจากทางประตู
สายตาทุกคู่หันขวับไปมองเป็นตาเดียว
หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง โดดเด่นด้วยเรียวขายาวสลวย กำลังเข็นวีลแชร์เข้ามาในบ้าน บนวีลแชร์คือชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้ากลมแป้น มือขยับลูกประคำ ดูผิวเผินเหมือนผู้ใหญ่ใจดี ทว่านัยน์ตาที่หรี่ลงกลับซุกซ่อนความดุร้ายของสิงโตเฒ่าเอาไว้
“ซ่งไห่ชาง แก่ป่านนี้แล้วยังอารมณ์ร้อนอยู่อีก ไม่กลัวโรคหัวใจกำเริบตายหรือไง” ชายบนวีลแชร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเนิบนาบ
คำพูดเสียดสีเจ็บแสบ แต่ซ่งไห่ชางกลับใบ้กิน ไม่กล้าเถียงกลับสักครึ่งคำ ซ่งตงหมิงเองก็หน้าซีดเผือด ความกร่างคับฟ้าเมื่อครู่หดหายไปหมดสิ้น
“แกเป็นใครวะ ปากดีนักนะ” นักเลงปลายแถวคนหนึ่งแส่ไม่เข้าเรื่อง พุ่งไปหวังปัดลูกประคำในมือชายวัยกลางคน
หญิงสาวที่ยืนอยู่หลังวีลแชร์เบี่ยงตัวหลบในพริบตา ก่อนจะตวัดเรียวขายาวๆ ฟาดเปรี้ยงเข้ายอดอกนักเลงคนนั้นเต็มรัก เสียงกระแทกดังพลั่ก ร่างชายฉกรรจ์หนักเกือบแปดสิบกิโลลอยละลิ่วตีนชี้ฟ้า กระเด็นข้ามไปไกลหลายเมตรก่อนร่วงกระแทกพื้นดังอั้ก
ลูกเตะเดียว… สะกดทั้งงานให้ใบ้แดก!