ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 8 ตัวแปรสำคัญ
ความโกลาหลกะทันหันทำเอาลั่วหยางประหลาดใจ ชายวัยกลางคนบนรถเข็นย่อมต้องเป็น ‘หลิวโย่วสุ่ย’ วีไอพีที่เยี่ยจือเอ่ยถึง ผู้ทรงอิทธิพลระดับคุมทั้งวงการมืดและสว่างแห่งปาเฉิง ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ… หญิงสาวหุ่นนางแบบคนนั้นจะดุดันถึงขีดสุด
เยี่ยจือลอบระบายลมหายใจโล่งอก เอ่ยทักทายสุภาพ “คุณหลิว… มาแล้วเหรอคะ”
หลิวโย่วสุ่ยพยักหน้ารับบางๆ ก่อนเข้าประเด็นทันที “น้องสาว หมอเทวะที่คุณบอกในสาย… อยู่ไหนล่ะ”
ยังไม่ทันที่เยี่ยจือจะได้แนะนำตัว ลิ่วล้อตระกูลซ่งที่เพิ่งตั้งสติได้ก็แห่กรูกันเข้าไปล้อมรถเข็น มุมปากหลิวโย่วสุ่ยกระตุกยิ้มเย็นชา ขณะที่ใบหน้าสวยเฉี่ยวของบอดี้การ์ดสาวกลับไร้ความรู้สึก เยียบเย็นดุจน้ำแข็ง
เพี๊ยะ!
ซ่งตงหมิงตบหน้าลูกน้องคนนำขบวนฉาดใหญ่ ตวาดกร้าว “พวกแกตาบอดหรือไงวะ นั่นประธานหลิว ถอยไปให้หมด”
พวกหมาหมู่เพิ่งตระหนักว่าเตะโดนตอเหล็กเข้าให้แล้ว จึงรีบล่าถอยอย่างลนลาน
“ประธานหลิว ที่คุณมานี่… คือ?” ซ่งไห่ชางเอ่ยหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง
หลิวโย่วสุ่ยตอบเสียงเรียบ “ผมมารักษาตัว แต่เกิดอะไรขึ้นที่นี่… ขนคนมามืดฟ้ามัวดิน กะจะถ่ายหนังมาเฟียหรือไง”
มุมปากตาเฒ่าซ่งไห่ชางกระตุกยิก… แกนั่นแหละมาเฟียตัวพ่อ จะมาแกล้งทำไก๋หาพระแสงอะไร ทว่าความในใจเหล่านี้เขาทำได้แค่กลืนลงคอ ไม่กล้าปริปาก
ลั่วหยางผลักลิ่วล้อที่ขวางทางออก ก้าวมาหยุดยืนเคียงข้างเยี่ยจือ “คุณหลิว ผมคือหมอที่คุณตามหา แต่สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างวุ่นวาย เอาไว้เดี๋ยวเราค่อยคุยกัน”
หลิวโย่วสุ่ยปรายตามองลั่วหยาง แววตาฉายความกังขา “หนุ่มขนาดนี้เลยเหรอ”
หวังซุ่นลี่แค่นหัวเราะ รีบเสนอหน้าชิงจังหวะ “ประธานหลิว ไอ้เด็กนี่มันลูกศิษย์ผมเอง เพิ่งผ่านโปร เป็นแค่แพทย์ระดับล่างสุด เดิมทีผมกะจะปั้นให้ดี แต่สันดานมันคดโกง อาศัยแอบอ้างเป็นหมอเทวะหลอกต้มตุ๋นเศรษฐี คุณผู้หญิงเยี่ยเองก็เป็นเหยื่อมัน… อ้อ เสียมารยาทแล้ว ผมหวังซุ่นลี่ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจื้อเทียนและศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยการแพทย์ปาเฉิง บทความวิชาการของผมตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกทั้งนั้นครับ”
สายตาของหลิวโย่วสุ่ยตวัดกลับมาที่เยี่ยจือและลั่วหยาง แววตาแฝงประกายเย็นเยียบ “ที่เขาพูดมา… จริงหรือเปล่า”
“คุณหลิว หมอลั่วเคยเป็นลูกศิษย์ของผอ.หวังจริงๆ ค่ะ แต่ว่า…” หญิงสาวยังอธิบายไม่จบ หลิวโย่วสุ่ยก็ขัดขึ้นเสียงแข็ง
“น้องสาว ในโทรศัพท์คุณบอกว่าเป็นหมอเทวะที่รักษาขาผมได้ แต่พอมาถึง กลับกลายเป็นแค่แพทย์ฝึกหัดงั้นเหรอ”
เยี่ยจืออ้าปากเตรียมแก้ต่าง แต่ลั่วหยางกลับส่งซิกส่ายหน้าเบาๆ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงห้าม แต่เพราะความเชื่อใจที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ เธอจึงยอมกลืนคำพูดลงคอแต่โดยดี
หวังซุ่นลี่หัวเราะหึ “ประธานหลิว ผมไม่ปิดบังเลยนะ ไอ้เด็กนี่มันปีนเกลียวผู้ใหญ่ ไม่เห็นหัวใคร โดนโรงพยาบาลผมตะเพิดไล่ออกมาแล้ว ดูทรงคุณเองก็คงโดนมันต้มเข้าให้แล้วล่ะ”
สีหน้าของหลิวโย่วสุ่ยเริ่มดำทะมึน หลายปีมานี้ไม่มีใครหน้าไหนกล้าหลอกลูบคมเขามานานแล้ว แต่ดูจากสถานการณ์ตรงหน้า เยี่ยจือไม่เพียงโกหก แต่ยังเห็นได้ชัดว่ากำลังยืมมือเขาเป็นเครื่องมือเคลียร์ปัญหาตระกูลซ่ง
ซ่งตงหมิงฉวยโอกาสประจบ “ประธานหลิว พอดีเลยที่ผอ.หวังอยู่ที่นี่ ให้ผอ.ช่วยตรวจอาการให้ไม่ดีกว่าเหรอครับ ระดับผู้เชี่ยวชาญแนวหน้าของประเทศ เก่งกว่าไอ้หมอเถื่อนจอมปลอมนี่เป็นร้อยเท่า”
หลิวโย่วสุ่ยปรายตา “ถ้าอย่างนั้น… รบกวนผอ.หวังช่วยดูให้ผมหน่อยแล้วกัน”
ประโยคนี้ เขาจงใจพูดตอกหน้าเยี่ยจือโดยเฉพาะ
เยี่ยจือเริ่มร้อนรน หันขวับไปมองลั่วหยาง แต่ชายหนุ่มกลับยืนนิ่งสงบ ไม่สะทกสะท้าน
“ปกติผมไม่รับเคสนอกสถานที่หรอกนะ แต่เห็นแก่หน้าคุณซ่ง ผมจะช่วยตรวจให้ประธานหลิวเป็นกรณีพิเศษก็แล้วกัน” หวังซุ่นลี่วางมาดศาสตราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเต็มพิกัด ก่อนจะเดินนวยนาดไปที่รถเข็น
หลิวโย่วสุ่ยเอื้อมมือถกขากางเกง ท่าทางทุลักทุเล บอดี้การ์ดสาวขายาวจึงย่อตัวลงช่วยถกขากางเกงทั้งสองข้างขึ้นเหนือเข่าอย่างรู้งาน
ลั่วหยางกวาดตามองท่อนขาของมาเฟียใหญ่ ภายใต้สภาวะ ‘กายาจิตขมังเวท’ แค่มองปราดเดียว เขาก็วินิจฉัยต้นตอของโรคได้ทะลุปรุโปร่ง มุมปากชายหนุ่มผุดรอยยิ้มหยัน… สำหรับเขา อาการของหลิวโย่วสุ่ยหมูทวีคูณ รักษาง่ายกว่าเคสของซ่งเหม่ยฉีเสียอีก
หวังซุ่นลี่งอนิ้วเคาะลงบนหัวเข่าทั้งสองข้าง ทว่าไร้ซึ่งการตอบสนอง ขาของหลิวโย่วสุ่ยไม่กระตุกเลยสักนิด พอบีบนวดกล้ามเนื้อน่อง สภาพกล้ามเนื้อที่ลีบแบนหย่อนยานก็ทำเอาตาเฒ่าต้องขมวดคิ้วมุ่น
“ประธานหลิว ขาทั้งสองข้างของคุณตายสนิท นี่คือโรคเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม อาการเข้าขั้นวิกฤติ ผมแนะนำให้คุณแอดมิทที่โรงพยาบาลจื้อเทียนโดยด่วน ผมจะจัดทีมวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดให้คุณเอง” หวังซุ่นลี่วินิจฉัยส่งๆ พร้อมเสนอขายคอร์ส
หลิวโย่วสุ่ยแค่นเสียง “ศาสตราจารย์หวังวินิจฉัยได้เป๊ะ เดือนก่อนผมไปยุโรป หมอที่นั่นก็พูดแบบนี้เด๊ะๆ แต่ท้ายที่สุด พวกเขากลับแนะนำให้ผมเปลี่ยนไปใช้รถเข็นไฟฟ้าแทน… ตกลงคุณรักษาขาผมให้หายขาดได้จริงๆ งั้นเหรอ”
“เอ่อ เรื่องนี้…” หวังซุ่นลี่หลบตาล่อกแล่ก “ผมรับประกันได้แค่ว่าเทคโนโลยีของเราคือที่สุด หมอฝรั่งอาจจะล้ำหน้า แต่ขาดการบูรณาการ โรงพยาบาลเรามีเครื่องมือและบุคลากรระดับท็อป ไม่แพ้ยุโรปแน่นอน ถึงตอนนั้นผมจะตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญรุมวิเคราะห์เคสของคุณ ผมเชื่อว่ายังไงก็ต้องหาทางออกเจอครับ”
ซ่งไห่ชางรีบผสมโรง “ประธานหลิววางใจเถอะครับ ระดับผอ.หวังลงดาบเอง ยังไงก็ต้องหายขาดแน่นอน”
ใบหน้าของมาเฟียใหญ่เรียบตึง คำสัญญาชุ่ยๆ พรรค์นี้เขาฟังจนเอียน สุดท้ายก็ไม่พ้นต้องมานั่งเป็นไอ้ง่อยบนรถเข็นเหมือนเดิม
“อาการของคุณใช้ยาไปก็ไร้ประโยชน์ ตอนนี้บนโลกยังไม่มียารักษาเฉพาะทาง เรียกได้ว่าหมดสิทธิ์หายด้วยยาแผนปัจจุบัน” จู่ๆ ลั่วหยางก็แทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย
มุมปากหลิวโย่วสุ่ยกระตุกยิ้มอันตราย “ถ้างั้น… แกยังกล้าเรียกฉันมาเสียเวลาอีกเหรอ”
“พล่อย! แกจะไปรู้อะไรวะ ขาของประธานหลิวยังมีความหวัง แกมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่าหมดทางรักษา” หวังซุ่นลี่ตวาดแหว
ลั่วหยางสวนกลับเสียงเย็น “แกคิดว่าหมอบนโลกนี้จะห่วยแตกเหมือนแกทุกคนหรือไง ที่ฉันบอกว่ารักษาด้วยยาไม่ได้… ก็เพราะวิธีของฉัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเลยสักหยดต่างหาก”
หวังซุ่นลี่โกรธจนหัวเราะลั่น “ตอแหล! แกคิดว่าระดับประธานหลิวจะโง่เหมือนคุณผู้หญิงเยี่ยหรือไง ที่แกพ่นน้ำลายอะไรออกมาแล้วเขาจะหลงเชื่อ”
เยี่ยจือขมวดคิ้วแน่น... ไอ้แก่บัดซบนี่ด่ากระทบฉันเต็มๆ
“งั้นลองว่ามา… ถ้าไม่พึ่งยา แกจะรักษาขาฉันยังไง” หลิวโย่วสุ่ยเริ่มตาวาว สนใจในความโอหังของเด็กหนุ่ม
ลั่วหยางอธิบายฉะฉาน “คุณหลิว คุณเป็นโรคเส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมก็จริง แต่วิธีของผมไม่ได้โฟกัสที่ขา… ทว่าต้องลงมือเจาะจงที่ ‘เอว’ ถ้าไม่อยากมาเสียเที่ยว ก็เชิญนอนคว่ำบนโซฟานั่น ผมจะรักษาให้ดู ไม่ได้รับปากว่าจะลุกขึ้นวิ่งได้ทันทีหรอกนะ แต่ผมการันตีได้ว่าขาของคุณจะกลับมามีความรู้สึกบางส่วนแน่นอน”
ไม่รอให้หลิวโย่วสุ่ยตัดสินใจ หวังซุ่นลี่ก็รีบสาดน้ำเย็นสกัดดาวรุ่ง “ประธานหลิว! ระดับคุณมีหน้ามีตาทางสังคม จะไปหลงเชื่อลมปากไอ้หมอเถื่อนกระจอกนี่ได้ไง ผมจะบอกความจริงให้นะ มันก็แค่ไอ้สิบแปดมง…”
ยังไม่ทันสิ้นคำ หลิวโย่วสุ่ยก็ตวัดสายตาเหี้ยมเกรียม สวนกลับเสียงเย็น “ทำไม… ฉันต้องให้สวะอย่างแกมาสอนด้วยเหรอ ว่าควรจะเชื่อใคร”
หวังซุ่นลี่หน้าซีดเผือด ล่กจนเหงื่อแตกพลั่ก “ปะ… ประธานหลิว ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ผมแค่…”
ไม่รอให้ไอ้เฒ่าแก้ตัว บอดี้การ์ดสาวขายาวก็เข็นรถตรงดิ่งไปที่โซฟาทันที หลิวโย่วสุ่ยไม่ได้เอ่ยปากสักแอะ แต่เธอรู้ใจเจ้านายดีว่าต้องการพิสูจน์ฝีมือไอ้เด็กอวดดีคนนี้
ซ่งตงหมิงอ้าปากเตรียมเสี้ยมต่อ แต่ถูกสายตาดุดันของซ่งไห่ชางตวัดห้ามไว้ทัน
ลั่วหยางก้าวไปหยุดหน้าโซฟา บอดี้การ์ดสาวขายาวออกแรงแขนยกตัวหลิวโย่วสุ่ยไปวางราบบนเบาะอย่างง่ายดาย
“จับเขานอนคว่ำหน้า” ลั่วหยางออกคำสั่ง
สาวขายาวปรายตาขวางใส่ลั่วหยาง แววตาก้าวร้าวไม่ปิดบัง ทว่าท้ายที่สุดเธอก็ยอมทำตาม ‘คำสั่งแพทย์’ จับหลิวโย่วสุ่ยพลิกตัวนอนคว่ำอย่างเบามือ
“ถลกเสื้อขึ้น” ลั่วหยางสั่งต่อหน้าตาเฉย
ประกายอำมหิตพาดผ่านดวงตาดำขลับของหญิงสาว… ฉันเป็นใคร แล้วแกเป็นใคร กล้าดียังไงมาจิกหัวใช้ฉันเยี่ยงทาส! ทว่าลั่วหยางในตอนนี้ตีหน้าขรึม วางมาดหมอเทวะเต็มสูบ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“เจียงเยว่ มัวยืนอึ้งอะไรอยู่ ทำตามที่หมอสั่งสิ” หลิวโย่วสุ่ยเอ่ยเสียงเรียบ
หญิงสาวขายาวนาม ‘เจียงเยว่’ กระชากคอเสื้อหลิวโย่วสุ่ยถลกขึ้นไปกองบนหลัง เผยให้เห็นท่อนเอวหนา
ลั่วหยางทรุดตัวลงนั่งบนขอบโซฟา ยื่นมือขวาออกไป รวบนิ้วโป้งและนิ้วชี้เข้าด้วยกัน ก่อนจะจรดปลายนิ้วทาบลงบนกระดูกสันหลังช่วงเอวของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
เจียงเยว่โน้มตัวลงมากดเสียงกระซิบเหี้ยมเกรียม “ถ้าขาของพ่อบุญธรรมฉันไม่ดีขึ้น… ฉันจะเตะก้านคอนายให้หักคาตีน”
ลั่วหยางยิ้มกวนประสาท “อ้าว… ที่แท้เธอก็พูดเป็นด้วยแฮะ”
เจียงเยว่ “…”
ไอ้เวรนี่… สรุปว่าที่ผ่านมามันคิดว่าฉันเป็นใบ้งั้นเหรอ!
ลั่วหยางตัดบทสนทนา รวบรวมสมาธิใช้วิชา ‘ดัชนีแพทย์ไท่ชู’ กระแทกปลายนิ้วลงบนจุดชีพจรช่วงเอวของหลิวโย่วสุ่ยในฉับพลัน!