ยอดหมอเทวะบรรพกาล - บทที่ 70 ยอดฝีมือผู้มีเมตตา
‘โปรแกรมสแกนไวรัส’ ที่ว่านั่น ก็คือ ‘ดวงตาอวี่เหริน’
ลั่วหยางล้วงสมาร์ตโฟนเครื่องนั้นออกมาจากกระเป๋า
ดวงตาอวี่เหรินด้านหลังตัวเครื่องยังคงปิดสนิท ไร้วี่แววว่าจะลืมตาตื่น และไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะยอมเบิกตาขึ้นมาเมื่อไหร่ สิ่งเดียวที่พอจะทำให้เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง คือสัมผัสของขุมพลังวิญญาณสายบางเบาที่เริ่มสะสมตัวอยู่ภายในตัวเครื่อง
แต่ถึงจะถือของวิเศษระดับนี้ไว้ในมือ ลั่วหยางก็ยังมืดแปดด้านเรื่องวิธีใช้งานอยู่ดี ไอเดียที่จุดประกายขึ้นเมื่อครู่ก็แค่การตั้งสมมติฐานคร่าวๆ ส่วนวิธีลงมือปฏิบัติจริง เขาคงต้องงมหาทางเอาเอง
ชายหนุ่มลองทาบสมาร์ตโฟนลงบนหน้าผากของอวี๋หง โดยหันฝั่งหน้าจอแนบชิดกับผิวหนังของเด็กสาว
อวี๋หงถลึงตาขวาง แผดเสียงขู่ฟ่อ “แกกล้าแต๊ะอั๋งฉันเหรอ คอยดูนะ ถ้าซานกุ้ยของฉันกลับมา เขาจะฟาดแกให้ตายคาที่แน่!”
ไม่ได้ผล ดวงตาอวี่เหรินด้านหลังตัวเครื่องสงบนิ่ง ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น
ลั่วหยางไม่ยอมแพ้ พลิกสมาร์ตโฟนกลับด้าน เอาฝั่งเลนส์กล้องที่มีดวงตาอวี่เหรินประทับอยู่แนบลงบนหน้าผากของเธอแทน
ครืด… ตัวเครื่องสั่นสะเทือนเบาๆ
อาการคลุ้มคลั่งของอวี๋หงหยุดชะงักราวกับถูกสับสวิตช์ ร่างของเธอสงบนิ่งสนิท นัยน์ตาเบิกโพลงจ้องหน้าชายหนุ่มเขม็ง
“รู้สึกยังไงบ้าง” ลั่วหยางถามหยั่งเชิง ก้อนเนื้อในอกเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
เด็กสาวไร้ซึ่งคำตอบ เธอยังคงจ้องหน้าเขาตาไม่กะพริบ
“ผมเป็นหมอ กำลังรักษาคุณอยู่ รู้สึกอึดอัดตรงไหน หรือในหัวกำลังคิดอะไรอยู่ เล่าให้ผมฟังได้นะ”
ริมฝีปากแห้งผากขยับเปิด “ฉันจะให้ซานกุ้ยไปทุบกระจกบ้านแกให้แหลก จากนั้นเราสองคนจะไปกินหม้อไฟ แล้วก็จะไม่แบ่งให้แกกินด้วย”
ลั่วหยาง “…”
นี่ซานกุ้ยของเธอเป็นคนเสฉวนหรือไงวะ ถึงได้หิวหม้อไฟตอนนี้เนี่ย
แม้จะถึงกับไปไม่เป็น แต่ลั่วหยางก็พอประเมินสถานการณ์ออก สาเหตุที่เมื่อครู่อวี๋หงสงบลงกะทันหัน เป็นเพราะขุมพลังจากดวงตาอวี่เหรินเข้าไปแทรกแซงคลื่นสมองของเธอ น่าเสียดายที่มันควบคุมสภาวะนั้นได้แค่ไม่กี่วินาที ซ้ำยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองในเชิงการรักษาเลยสักนิด
ต่อให้ดวงตาอวี่เหรินจะเป็นอาวุธเวททรงพลังยุคใหม่ แต่มันไม่ใช่หมอ มันรักษาคนไข้แบบออโต้ไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องอาศัยผู้เป็นนายอย่างเขาเป็นคนชักใยบงการอยู่ดี
ทว่าการจะแทรกแซงระบบประสาทอันซับซ้อน มันก็ต้องพึ่งพาทักษะกันสักหน่อย
ลั่วหยางครุ่นคิดชั่วอึดใจ ก่อนจะดึงสมาร์ตโฟนออก ปลายนิ้วรวบรวมพลังวิญญาณ ใช้วิชาดัชนีแพทย์ไท่ชูตวัดวาดลวดลายลี้ลับลงบนหน้าผากของเด็กสาวอย่างรวดเร็ว
“แกหลอกแต๊ะอั๋งฉัน! ฉันจะฟ้องซานกุ้ยให้มาอัดแกให้ตายคาตีนเลย!” อวี๋หงกลับมาแหกปากอาละวาดอีกรอบ
บริเวณระเบียงทางเดินด้านนอก
อู่เซิ่งหลานแนบใบหน้าเข้ากับกระจกบานหนา พยายามหรี่ตาทะลุช่องว่างของผ้าม่านเพื่อดูว่าชายหนุ่มกำลังทำบ้าอะไรอยู่ข้างใน แต่น่าเสียดายที่ผ้าม่านรูดปิดสนิทมิดชิดจนมองไม่เห็นแม้แต่เงา
หูปู้เฝ่ยเดาความคิดของหญิงสาวออก จึงเอ่ยทำลายความเงียบ “คุณไม่ต้องไปเก็บคำสบถของคนป่วยจิตเวชมาใส่ใจหรอกน่า”
อู่เซิ่งหลานตวัดสายตาขวับกลับมามองนายตำรวจใหญ่ ในใจแอบชั่งน้ำหนักว่าจะแฉให้ลุงคนนี้ตาสว่างดีไหม ว่าไอ้หน้าหล่อข้างในน่ะ ธาตุแท้แล้วมันก็แค่ไอ้ผู้ชายเฮงซวยจอมกะล่อนคนหนึ่ง
ทว่าจังหวะนั้นเอง เสียงกรีดร้องลั่นของอวี๋หงก็ดังทะลุบานประตูออกมา “กรี๊ดดดด! ไม่เอานะ!”
อู่เซิ่งหลานสะดุ้งเฮือกจนตัวโยน
คราวนี้แม้แต่หูปู้เฝ่ยก็ชักจะยืนไม่ติด
หรือว่าไอ้เวรนั่นเห็นเด็กสาวหน้าตาสะสวย เลยฉวยโอกาสตอนคลุกวงในทำเรื่องบัดสีวะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง คนที่เป็นคนพามาอย่างเขาคงโดนลากคอขึ้นศาลข้อหาสมรู้ร่วมคิดแหงๆ!
“คุณลุงคะ ลุงพังประตูเข้าไปดูหน่อยดีไหม ขืนปล่อยให้เกิดเรื่องระยำขึ้นมามันจะซวยกันหมดนะคะ” สีหน้าของอู่เซิ่งหลานเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ก็แน่ล่ะภาพลักษณ์ของลั่วหยางในหัวเธอมันพังป่นปี้ กลายเป็นไอ้แมงดาจอมหลอกฟันไปเรียบร้อยแล้วนี่นา
เดิมทีหูปู้เฝ่ยก็จิตตกอยู่แล้ว พอโดนยุส่ง เขาก็ตัดสินใจเฉียบขาดทันที ชายวัยกลางคนเดินจ้ำพรวดไปที่บานประตู ออกแรงบิดลูกบิดทว่ามันถูกล็อกแน่นจากด้านใน เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมาย เอื้อมมือเกาะขอบหน้าต่างบานเกล็ดระบายอากาศเหนือประตู แล้วออกแรงโหนตัวดึงข้อขึ้นไปดูลาดเลา
ภายในห้อง ลั่วหยางกำลังนั่งสงบนิ่งอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งกดสมาร์ตโฟนทาบไว้บนหน้าผากของอวี๋หงที่กำลังแหกปากอาละวาดลั่น
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็ตวัดสายตาขวับกลับมามองที่บานเกล็ดเหนือประตูราวกับมีตาด้านหลัง
หูปู้เฝ่ยสะดุ้งเฮือก รีบปล่อยมือทิ้งตัวตุบลงมายืนหอบหายใจด้วยความลุกลี้ลุกลน
“ข้างในเป็นไงบ้างคะ หมอนั่นกำลังทำบ้าอะไรอยู่” อู่เซิ่งหลานรีบซักไซ้
หูปู้เฝ่ยเรียบเรียงภาพในหัวอยู่ครู่หนึ่ง “หมอนั่น เหมือนจะกำลังเอามือถือทาบหน้าผากตรวจคนไข้อยู่น่ะ”
“ใช้มือถือตรวจโรคเนี่ยนะ” อู่เซิ่งหลานทำหน้าเหมือนได้ยินเรื่องตลกร้าย “ลุงคะ ฉันก็จบคณะแพทยศาสตร์มานะ ลุงอย่ามาแต่งนิทานหลอกเด็กเลยดีกว่า”
“ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองโหนขึ้นไปดูเองสิ”
หญิงสาวเงยหน้าประเมินความสูงของช่องบานเกล็ด ด้วยสรีระส่วนสูงร้อยเจ็ดสิบกว่าเซนติเมตร แค่เขย่งสุดปลายเท้าก็เอื้อมแตะถึงแล้ว แต่เธอไม่มีแรงแขนมากพอจะโหนดึงข้อตัวเองขึ้นไปแบบตาลุงบึกบึนนี่หรอก
ริมฝีปากของหูปู้เฝ่ยขยับยุกยิก ใจจริงอยากจะเสนอตัวช่วยประคองเอวคอดๆ นั่นแล้วดันตัวเธอขึ้นไป แต่สุดท้ายก็ปอดแหกไม่กล้าเอ่ยปาก
ทว่าวินาทีนั้นเอง ประตูห้องพักก็ถูกกระชากเปิดออก ลั่วหยางยืนจังก้าอยู่ตรงกรอบประตู นัยน์ตาคมกริบกวาดมองทั้งคู่ด้วยรังสีอำมหิต “เมื่อกี้ผมสั่งไม่ชัดเจนเหรอ พวกคุณสองคนคิดจะทำบ้าอะไรกัน”
หูปู้เฝ่ยสะดุ้ง หลบสายตาอย่างคนกินปูนร้อนท้อง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
อู่เซิ่งหลานเองก็แสร้งหันหน้าหนี ทำทีเป็นยืนชมวิวด้านนอกระเบียง
“ถ้าขืนแส่เข้ามากวนผมอีกรอบ ผมจะเชิญพวกคุณเข้าไปรักษาแทนเอง” ขาดคำ ลั่วหยางก็กระแทกประตูปิดใส่หน้าดังปัง!
หูปู้เฝ่ยกับอู่เซิ่งหลานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
หญิงสาวถลึงตาใส่คนข้างๆ บ่นอุบอิบอย่างอารมณ์เสีย “ความผิดลุงคนเดียวเลย จะปีนขึ้นไปแอบดูให้โดนด่าทำไมเนี่ย”
หูปู้เฝ่ย “…”
กลับมาภายในห้อง ลั่วหยางจัดการกระตุ้นตราประทับวิญญาณบนหน้าผากของอวี๋หงให้ทำงานเต็มสูบ จากนั้นก็ทาบสมาร์ตโฟนที่มีดวงตาอวี่เหรินประทับลงไปอีกครั้ง
เด็กสาวที่กำลังดิ้นรนคลุ้มคลั่ง พลันสงบนิ่งไปในชั่วพริบตา
ชายหนุ่มโคจรขุมพลังวิญญาณในร่าง ถ่ายเทอัดฉีดเข้าสู่ตัวเครื่องอย่างต่อเนื่อง ในเมื่อพลังวิญญาณสะสมของดวงตาอวี่เหรินยังมีไม่พอ เขาจึงต้องดึงพลังวิญญาณของตัวเองเข้าไปเป็นแบตเตอรี่เสริม!
บริเวณเลนส์กล้องด้านหลัง เส้นเลือดสีแดงฉานเริ่มสั่นไหวราวกับมีชีวิต บางเส้นถึงขั้นชอนไชทะลุผ่านผิวหนังหน้าผากของอวี๋หงเข้าไปโดยตรง พวกมันฝังรากลึกลงไปในสมองของเธอราวกับรากไม้โบราณที่หยั่งรากชอนไชผืนดิน
เปลือกตาของอวี๋หงค่อยๆ ปิดลง
วินาทีนั้นเอง หน้าจอสมาร์ตโฟนก็สว่างวาบขึ้นอัตโนมัติ บนจอภาพปรากฏจุดนอยส์ซ่าและเส้นคลื่นกราฟจำนวนมหาศาล พวกมันพันกันยุ่งเหยิง กระเพื่อมขึ้นลงอย่างบ้าคลั่งราวกับคลื่นพายุคลุ้มคลั่ง ไร้ซึ่งระเบียบและทิศทาง
นี่แหละคือ ‘ระบบปฏิบัติการ’ ในหัวสมองของอวี๋หง มันพังพินาศจนยากจะเยียวยาด้วยวิทยาการแพทย์ทั่วไป
ลั่วหยางใช้พลังวิญญาณบัญชาการดวงตาอวี่เหริน บังคับให้เส้นเลือดโลหิตที่ชอนไชอยู่ภายใน เริ่มดำเนินการ ‘จัดระเบียบ’ และ ‘ซ่อมแซม’ ระบบประสาททั้งหมดของเด็กสาวอย่างละเอียดอ่อนและแยบยลที่สุด
เวลาผ่านไปทีละนาที จุดนอยส์ซ่าบนหน้าจอเริ่มเบาบางลง เส้นกราฟคลื่นสมองที่เคยเต้นระบำอย่างบ้าคลั่งก็ค่อยๆ ปรับระดับกลับมาราบเรียบเป็นระเบียบ
ภายนอกห้อง
อู่เซิ่งหลานปรายตามองหูปู้เฝ่ยที่เอาแต่เดินวนไปวนมาราวกับหนูติดจั่น น้ำเสียงเจือความรำคาญชัดเจน “คุณลุงคะ เลิกเดินวนไปวนมาเป็นเจ้าเข้าสักทีได้ไหมคะ มันเกะกะลูกตา”
นายตำรวจใหญ่ยอมหยุดฝีเท้าลงแต่โดยดี
หญิงสาวกดเสียงต่ำ เอ่ยถามอย่างมีเลศนัย “คุณลุง ลุงรู้ไหมคะว่าธาตุแท้ของลั่วหยางเป็นคนยังไง”
หูปู้เฝ่ยพยักหน้า “ก็พอเดาออก พวกคนเก่งระดับอัจฉริยะมันก็ต้องมีความหยิ่งผยองอยู่ในสายเลือดกันทั้งนั้นแหละ ทำไมจู่ๆ ถึงถามล่ะ”
“ที่จริงแล้ว หมอนั่นมันก็แค่ไอ้ผู้ชายสันดานเฮงซวยค่ะ” อู่เซิ่งหลานกระแทกเสียงเฉลย เธอคิดตกแล้วล่ะ อย่างน้อยลากตาแก่นี่ให้ตาสว่างได้อีกคนก็ถือว่าทำบุญ
หูปู้เฝ่ยขมวดคิ้วงงเป็นไก่ตาแตก อะไรของยัยนี่วะ ไม่ได้เป็นพวกเดียวกับไอ้หนุ่มนั่นหรอกเหรอ?
ทว่ายังไม่ทันได้ขุดเผือก ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก ลั่วหยางเดินก้าวเท้าออกมาเสียก่อน คำด่าทอที่อู่เซิ่งหลานเตรียมจะพ่นใส่ไฟ จึงต้องกลืนกลับลงคอดังอึก
หูปู้เฝ่ยปราดเข้าไปถามหน้าตื่น “เป็นไงบ้าง หายไหม”
ลั่วหยางตอบเสียงเรียบ สีหน้าไร้ความเหน็ดเหนื่อย “ถึงจะกินแรงไปนิด แต่ก็รักษาหายขาดแล้วล่ะ”
“ตอแหล!” อู่เซิ่งหลานสวนกลับทันควัน “คุณเข้าไปในนั้นแค่ครึ่งชั่วโมง ยาสักเม็ดก็ไม่ได้ป้อน เครื่องมือแพทย์ก็ไม่ได้ใช้ แล้วมาบอกว่ารักษาผู้ป่วยจิตเวชขั้นวิกฤตหายขาดเนี่ยนะ? คุณคิดว่าความรู้คณะแพทย์ที่ฉันร่ำเรียนมาหลายปี ฉันเอาเวลาไปเดินเล่นจับปลาหรือไงฮะ”
“ไปจับปลาบ้าอะไรของคุณ” ลั่วหยางขมวดคิ้ว ฟังสำนวนยัยนี่ไม่เก็ต
อู่เซิ่งหลาน “???”
ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงใสกระจ่างก็ดังแว่วมาจากด้านหลัง “คุณหมอลั่วคะ รบกวนช่วยหลีกทางหน่อยได้ไหมคะ”
ลั่วหยางเบี่ยงตัวเปิดทางให้คนข้างในเดินออกมา
อวี๋หงก้าวเท้าพ้นกรอบประตูออกมา แม้สองแขนจะยังถูกมัดพันธนาการอยู่กับชุดผู้ป่วย แต่นัยน์ตาที่เคยมืดบอดคลุ้มคลั่งกลับส่องประกายสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งแรกที่เด็กสาวทำคือการเงยหน้าขึ้นมองแสงแดดรำไรผ่านกระจกระเบียง หยาดน้ำตาใสกลิ้งหล่นอาบพวงแก้มซีดเซียว
“อวี๋หง โรคของเธอรักษาหายขาดแล้ว ฉันไม่มียาอะไรให้เธอกลับไปกินบำรุงหรอกนะ แต่ฉันจะขอฝากข้อคิดไว้สักประโยคก็แล้วกัน” ลั่วหยางเอ่ยเสียงนุ่ม
เด็กสาวหันกลับมามองชายหนุ่มผู้มีพระคุณ พยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น
“ถึงพ่อแม่จะไม่ได้อยู่เคียงข้างเธอ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ ตอนฉันเป็นเด็ก พ่อแม่ของฉันตายจากไปหมดแล้ว แต่ฉันก็ยังดิ้นรนมีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ คนเราเกิดมาชาตินึง นอกจากความตายแล้ว มันไม่มีอุปสรรคบ้าบออะไรที่ก้าวข้ามไม่ได้หรอก เธอก็แค่สอบได้คะแนนห่วยไม่ใช่หรือไง? ก็แค่กัดฟันอ่านหนังสือแล้วสอบใหม่ปีหน้ามันจะไปยากอะไร ความสุขน่ะ โลกไม่ได้ประเคนมาให้หรอกนะ เราต้องเป็นคนไขว่คว้ามันมาด้วยสองมือตัวเองทั้งนั้นแหละ”
“ขอบคุณมากนะคะ คุณหมอลั่ว” อวี๋หงค้อมศีรษะคำนับชายหนุ่มอย่างสุดซึ้ง น้ำเสียงเจือไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ
ลั่วหยางพยักหน้ารับคำขอบคุณนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ
อู่เซิ่งหลานยืนอ้าปากค้าง มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึง ริมฝีปากสั่นระริกแต่กลับหาเสียงตัวเองไม่เจอแม้แต่แอะเดียว
“รักษาหายแล้วจริงๆ เหรอวะเนี่ย” หูปู้เฝ่ยครางเสียงหลง แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ลั่วหยางปรายตามองอย่างเนือยๆ “ทำไม หรือว่าพี่อยากจะลองเข้าไปบำบัดเธอด้วยมุกจีบสาวเชยๆ ดูอีกสักรอบล่ะ”
หูปู้เฝ่ย “…”
ไอ้สันดานฝีปากกวนส้นตีนหน้านิ่งแบบนี้เนี่ย ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเยี่ยจือไปถูกอกถูกใจมันตรงไหนวะ ถ้าจะบอกว่าหลงเบ้าหน้าหล่อๆ ของมัน ผู้หญิงระดับผู้บริหารแบบนั้นคงไม่ตื้นเขินขนาดนั้นมั้ง