ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 103 ไม่สะอาด / ตอนที่ 104 ยังยากจน
ตอนที่ 103 ไม่สะอาด / ตอนที่ 104 ยังยากจน
ตอนที่ 103 ไม่สะอาด
เซี่ยเฉียวหน้าตาดูจริงจัง นางก้าวเข้าไปดูสีหน้าฉินจื้อ และแสร้งทำเป็นตรวจชีพจรของเขานิดหน่อย
นางสั่นศีรษะก่อนจะเอ่ยขึ้นราวกับท่องกลอน “อันว่าความเจ็บป่วยมาเยือนราวกับภูเขาถล่ม ยามหายป่วยเหมือนกับดึงด้ายออก ข้าทำพิธีกรรมเพื่อกำจัดความโชคร้ายเท่านั้น อาการป่วยนี้ยังต้องรักษา องครักษ์โจวไปตามหมอมาดูอาการ แล้วสั่งยาให้เขา เมื่อกินยาอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องก็จะดีขึ้นเอง”
องครักษ์โจวมึนงงเล็กน้อย “มิใช่ว่าเมื่อครู่…”
“ใต้เท้า คนป่วยก็ต้องตามหมอมารักษา แต่ละคนก็มีหน้าที่ของตนเอง” เซี่ยเฉียวแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติมาก
เดิมทีนางก็พูดเรื่องจริงอยู่แล้ว
โรคนี้จะรักษาให้หายด้วยการร่ายรำครั้งสองครั้งได้อย่างไร
มันคือความงมงาย
“หากเช่นนั้นตำลึงทอง…” องครักษ์โจวเอ่ยออกมาตามสัญชาตญาณ พอพูดจบเขาก็รู้สึกผิดเล็กน้อย
ใบหน้าของเซี่ยเฉียวตึงเครียดอย่างที่คาด “เรื่องบางเรื่องก็ไม่อาจติดค้างได้ เทพเซียนอาจารย์ท่านจะไม่พอใจ เข้าใจไหม”
“เข้า เข้าใจ” องครักษ์โจวเปลือกตาเต้นกระตุก เขากลืนน้ำลายลงคอ
“ดีมาก” เซี่ยเฉียวพยักหน้า จากนั้นนางก็เดินออกไปจากห้องที่มืดสลัวแห่งนี้
ท้องฟ้าข้างนอกค่อนข้างมืดแล้ว
ยังดีที่ของว่างมาถึงในเวลาไม่นาน เซี่ยเฉียวค้นตะกร้าไม้ไผ่เพื่อหยิบกระดาษรองอาหารออกมาสองสามแผ่น เอามาห่อขนมแล้วใส่กลับลงไป ก่อนจะกลับออกไปพร้อมกับต้าสยง
ตอนที่นางมาที่นี่ไม่สะดวกที่จะนั่งรถม้าของตระกูลเซี่ยมา
นางจึงใช้เหรียญทองแดงของตัวเองจ้างเกี้ยวหามให้แบกนางกลับบ้านตระกูลเซี่ย
หลังจากที่เซี่ยเฉียวจากไปแล้ว คนทั้งกลุ่มก็รวมตัวกัน
แต่ละคนต่างก็อึ้งกันไปหมด
“พวกเจ้ารู้สึกว่า…สีหน้าของฉินจื้อเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่”
“มีบ้างกระมัง…ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้หน้าจะเขียวคล้ำ แต่ตอนนี้สีหน้าดีขึ้นมากแล้วนะ”
“ใช่หรือ ทำไมข้ารู้สึกว่าเขายังเหมือนคนใกล้ตายอยู่เหมือนเดิมล่ะ หัวหน้า ท่านคงไม่ได้ถูกหลอกหรอกนะ?”
“อย่าพูดจาเหลวไหล แม่นางเซี่ยครึ่งเซียนจะหลอกหลวงคนได้อย่างไร” โจวเว่ยจงไม่เชื่อเด็ดขาด เขาจ่ายเงินตั้งมากขนาดนี้ต้องไม่เสียเปล่าสิ!
เพื่อรักษาอาการป่วยของฉินจื้อ ได้ตามหมอคนหนึ่งให้มาดูอาการเขามาโดยตลอด เวลานี้จึงรีบตามตัวหมอคนนั้นมาทันที
ท่านหมอตรวจชีพจรดูอย่างละเอียด ประเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วประเดี๋ยวก็รู้สึกสับสน
“ชีพจรเต้นแรงกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้เขาลองดื่มดูก่อน ถ้าหากดื่มยาลงไปได้ อาการก็คงจะดีขึ้นได้ไม่ยาก” ท่านหมอก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
ตอนที่เขามาดูอาการเมื่อเช้า คนคนนี้เหลือลมหายใจอยู่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
นึกไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ ลมหายใจของเขาจะเต็มขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด
เมื่อเขาพูดออกมาเช่นนี้ พวกโจวเว่ยจงก็ประหลาดใจขึ้นมาในทันที
แม่นางเซี่ยครึ่งเซียนใช้ได้จริงๆ!
ในขณะนั้นฉินจื้อเพียงรู้สึกว่าเขากำลังจะตาย
เหมือนกับว่าเขากำลังว่ายไปมาอยู่ใต้น้ำ สำลักและจมน้ำอยู่ตลอดเวลา มองอย่างไรก็ไม่เห็นฝั่ง
เขารู้สึกหมดแรงอยากยอมแพ้ แต่จู่ๆ ก็เห็นแสงบางอย่างส่องลอดลงมาจาก ‘ผิวน้ำ’ ร่างกายเขาไม่รู้สึกหนักเท่าก่อนหน้าแล้ว เขาดิ้นรนไปหาแสงสว่างนั้น
“ฟื้นแล้ว!” ทุกคนต่างก็ประหลาดใจ
“หัว หัวหน้า…ข้า…” ฉินจื้อเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง
“จะมาข้าอะไรล่ะ! ไอ้เด็กเวร หากคราวหน้าเจ้าทำเรื่องเหลวไหลอีก พวกเราก็คงได้แต่คอยเก็บศพของเจ้าเท่านั้นแล้ว!” โจวเว่ยจงถอนหายใจด้วยความโล่งอก “เจ้ารอดมาได้ก็ดีแล้ว บำรุงรักษาร่างกายให้ดี ท่านหมอบอกแล้วว่า รักษาตัวสักสิบวันถึงครึ่งเดือนเจ้าก็ลุกจากเตียงได้แล้ว พอหายดีแล้วก็ค่อยไปเฝ้าประตูจวนองค์รัชทายาท!”
“…” ฉินจื้อเหมือนยังตอบสนองไม่ทันเล็กน้อย
ทำไมให้เขาไปเฝ้าประตูล่ะ อีกอย่าง เขาก็ใกล้ตายแล้วไม่ใช่หรือ
คนอื่นๆ อธิบายอย่างเห็นใจ “ฉินจื้อ ครั้งนี้นับว่าเป็นเพราะโชคชะตาของเจ้าจริงๆ โชคดีที่ฝ่าบาทช่วยเจ้าตามหาแม่นางเซี่ยครึ่งเซียน ไม่เช่นนั้นเจ้าก็คงไม่รอดแล้ว!”
“เจ้ารู้ไหมว่าคราวนี้ทำไมเจ้าถึงป่วย สาเหตุทั้งหมดมาจากกระดูกที่เจ้าหยิบขึ้นมาจากแม่น้ำน่ะสิ! ของนั่นไม่สะอาด!”
ตอนที่ 104 ยังยากจน
ฉินจื้ออยากจะพูดว่ากระดูกที่เขาหยิบขึ้นมานั้นทั้งกลมลื่นและสวยงาม และไม่สกปรกเลยสักนิด!
ยิ่งไปกว่านั้นเขาขัดมันอยู่ตั้งนานนะ!
แต่เมื่อเห็นสายตาตำหนิของทุกคน เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรแล้ว
เฝ้าประตูก็เฝ้าประตู โดนดุก็โดนดุ ในเมื่อแม่นางเซี่ยครึ่งเซียนมาที่นี่แล้ว ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าตอนนี้เขาเป็นหนี้อยู่ เขาจะขึ้นเสียงกับเจ้าหนี้ได้อย่างไร…
โจวเว่ยจงเฝ้าฉินจื้ออยู่อีกวันเพื่อให้แน่ใจว่าเขาดีขึ้นแล้วจริงๆ ก่อนจะกลับไปที่สำนักศึกษา
“อาการป่วยของฉินจื้อเป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นบ้างไหม” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยถาม
“แม่นางเซี่ยครึ่งเซียนเก่งจริงๆ พอตกกลางคืนเขาก็ดื่มยาได้แล้ว วันถัดมาลมหายใจก็สม่ำเสมอขึ้นมาก ตอนที่ข้าน้อยจากมา เขาก็ลุกขึ้นมานั่งบนเตียงคุยเล่นกับพวกเราได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ” โจวเว่ยจงเอ่ยอย่างยินดี
จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกว่าควรต้องเป็นเช่นนั้น
“อย่าลืมเรื่องทองของคนอื่น” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยเสริม
ร่างกายของโจวเว่ยจงแข็งทื่อขึ้นมาทันที “ข้าน้อยกำลังจะพูดอยู่พอดี…เป็นไปได้ไหมที่จะขอยืมจากฝ่าบาทก่อนสักหน่อย…ตอนนี้ข้ามีไม่พอ รอให้ข้ากลับไปบ้านเอาของสะสมไปจำนำสักสองสามชิ้น แล้วข้าค่อยเอามาคืนท่าน”
“ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ลองเบี้ยวหนี้สิ” จ้าวเสวียนจิ่งเลิกคิ้ว
เขาอยากจะรู้นักว่าถ้าหากโจวเว่ยจงเบี้ยวหนี้แล้ว แม่นางเซี่ยครึ่งเซียนจะโกรธขนาดไหน
“…” โจวเว่ยจงหัวเราะแหะๆ
ถึงอย่างไรฝ่าบาทกับเขาก็เติบโตขึ้นมาด้วยกันนะ จะต้องใจร้ายกับเขาขนาดนี้เลยหรือ!
แม่นางเซี่ยใช่คนธรรมดาที่ไหน ยันต์เป็นปึกๆ ในตะกร้านั่นก็ไม่รู้ว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง หากเขาทำให้นางขุ่นเคือง แล้วนางเอายันต์มาใช้กับเขาขึ้นมา เขาจะทำอย่างไรล่ะ!
“ข้าน้อยไปยืมท่านพ่อก็ได้…” โจวเว่ยจงสีหน้าไม่พอใจ
พอจ้าวเสวียนจิ่งได้ยินดังนั้นก็เอ่ย “อืม งั้นก็ไปเอาที่ห้องบัญชีเถอะ”
โจวเว่ยจงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะได้ยินสิ่งที่ฝ่าบาทพูด ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกดีใจอย่างยิ่ง แต่หลังจากช่วงเวลาแห่งความดีใจนี้ผ่านพ้นไป เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ…
เมื่อสักครู่ฝ่าบาทยังบอกเขาว่าไม่ให้ยืม แต่ทำไมตอนที่เขาบอกว่าจะไปยืมท่านพ่อถึง…
โจวเว่ยจงมีสีหน้าซับซ้อน
เขาสงสัยว่าตนเองกำลังโดนเอาเปรียบ
หรือฝ่าบาทอยากจะเป็นพ่อของเขา?
เขาเองก็ไม่กล้าถาม แต่จ้าวเสวียนจิ่งกลับถามขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ ไม่ใส่ใจ “เจ้าส่งคนไปถามดูหน่อยว่า นางทำอย่างไรกับหยกรางวัลชิ้นนั้นแล้ว หลังจากนั้นก็ปล่อยข่าวลือออกไปด้วยว่า…ข้ารับนางเป็นศิษย์”
“ท่านรับ? จะสอนอะไรน่ะ” โจวเว่ยจงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
“ยิงธนู พิณ หมาก อักษร ภาพวาด ได้หมด” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยอีก
“…” หนังตาของโจวเว่ยจงเต้นกระตุก สายตาวาดผ่านแขนขวาของเขา
หลังจากองค์ชายมือพิการก็ไม่เคยแสดงความสามารถเหล่านี้ต่อหน้าคนอื่นอีกเลย โดยเฉพาะการยิงธนู ซึ่งทำด้วยมือเดียวไม่ได้ พระองค์จะสอนอย่างไร
แต่มีบางอย่างที่เขาไม่กล้าถาม เพราะฝ่าบาทอ่อนไหวเป็นพิเศษในเรื่องนี้ ถึงแม้จะเป็นเขา แต่หากพูดอะไรผิดไป ก็จะกริ้วขึ้นมา
“ข้าน้อยทราบแล้ว จะบอกแม่นางเซี่ยแน่นอน” โจวเว่ยจงเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดของจ้าวเสวียนจิ่ง
จ้าวเสวียนจิ่งเหลือบมองเขา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
แปลว่ายอมรับแล้ว
วันนี้เซี่ยเฉียวได้ตระหนักรู้แล้วว่าอะไรที่เรียกว่าความสงบ
ในที่สุดก็ไม่มีใครกระซิบกระซาบข้างหูนางอีก
แม้ว่าซย่าหย่าอวิ๋นต้องการจะยั่วยุนาง แต่ก็ถูกลากออกไปทันทีก่อนที่จะได้พูด
ความอ่อนแอก็มีข้อดีเช่นกัน
นางเองก็คร้านจะอธิบาย ปล่อยให้เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว
ตอนเที่ยงเซี่ยเฉียวไม่ลืมคืนถั่วเงินให้เซี่ยซี นอกจากนี้เมื่อมองดูท่าทางมีความสุขของเซี่ยซี เซี่ยเฉียวก็ได้เชิญให้ไปกินข้าวเย็นด้วยกันอย่างใจดี
เด็กหญิงตัวน้อยยิ่งมีความสุขขึ้นไปอีก และใช้ถั่วเงินสิบเมล็ดหมดไปในพริบตา…
ถั่วเงินสิบเมล็ดเท่ากับเงินหนึ่งตำลึงเชียวนะ!
เงินหนึ่งตำลึงสามารถซื้ออาหารได้มากมาย เซี่ยเฉียวอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าความเจริญอาหารของเซี่ยซีได้รับสืบทอดมาจากท่านพ่อของนางเซี่ยหนิวซานหรือไม่!
นางยากลำบากเพียงใดกว่าจะได้ถั่วเงินมาหกสิบเมล็ด…
ใช้หนี้และเลี้ยงข้าว เพียงไม่นานก็หมดไปแล้วยี่สิบ นางเพียงใช้กินข้าว ซื้อกระดาษ ข้และาวของเครื่องใช้ประจำวัน…
นี่เพิ่งเป็นวันแรกที่มีเงินอยู่ในมือ ก็ใช้ไปตั้งครึ่งหนึ่งเสียแล้ว!