ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 119 ไม่ขออยู่ร่วมโลก / ตอนที่ 120 ไม้ผุมิอาจแกะสลักได้
ตอนที่ 119 ไม่ขออยู่ร่วมโลก / ตอนที่ 120 ไม้ผุมิอาจแกะสลักได้
ตอนที่ 119 ไม่ขออยู่ร่วมโลก
เมิ่งจี๋ฟังสงสัยเล็กน้อย “จะร่วมมือกันอย่างไร”
“ข้ารับผิดชอบออกคำสั่ง พวกเจ้าเป็นคนทำความสะอาดและยกน้ำ” เซี่ยเฉียวมีท่าทีนิ่งๆ เอ่ยอย่างไม่รีบร้อน ไม่ได้ดูเหมือนว่าจะตั้งตารอคอยเท่าไรนัก
“ออกคำสั่ง!? เฮอะ เจ้าช่างเลือกงานนะ หากเป็นอย่างนั้นเจ้าก็แค่ยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรสิ!” เมิ่งจี๋ฟังแค่นเสียงออกมาหนึ่งที
“ไม่ตกลงก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรข้าทำงานพวกนี้เสร็จก็ไม่ได้เปลืองแรงนัก” เซี่ยเฉียวถอนสายตากลับมา
ไม่เปลืองแรงเลยคงเป็นไปไม่ได้หรอก
ทำความสะอาดม้ายังสามารถนั่งทำได้ ขยับไม้ขยับมือนิดหน่อยก็ได้แล้ว แต่ยกน้ำแบกน้ำเป็นงานที่ต้องใช้แรง ถึงแม้นางจะพยายามประหยัดแรง แต่ไปกลับหลายรอบอย่างไรก็ต้องเหนื่อย
นางยังต้องก้มตัวทำความสะอาดอีก…ซึ่งทำให้เป็นลมได้ง่าย
เซี่ยเฉียวเองก็ไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นใดๆ ออกมา เดินไปตักน้ำที่บ่อช้าๆ ม้าตัวนั้นก็ยืนอาบแดดนิ่งๆ อยู่ในที่โล่งโดยไม่ขยับไปไหน เชื่อฟังนางอย่างมาก
อันที่จริงแล้วม้าป่าพวกนี้ไม่ใช่จะแตะกันได้ง่ายๆ
งานครั้งนี้มีมากเกินไป และต้องทำไปทีละขั้นทีละตอน มืดค่ำแล้วก็ไม่แน่ว่าจะทำให้เสร็จได้
ถ้าหากทำตามเซี่ยเฉียวบอก…
ตราบใดที่ม้าพวกนี้ให้ความร่วมมือก็ไม่ยากแล้ว
“ตกลง! แต่เจ้าต้องรับรองนะว่าม้าทั้งหมดนี้จะเชื่อฟังข้าเหมือนอย่างที่เชื่อฟังเจ้าเมื่อครู่ หากพวกมันเกิดพยศขึ้นมา ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่” เมิ่งจี๋ฟังเอ่ยอย่างดุดัน
เซี่ยเฉียวหัวเราะเฮอะๆ
เด็กเมื่อวานซืนเอาความกล้าจากไหนมาพูดกับนางอย่างนี้
ไม่ปล่อยนางไป? หากคิดว่าทำได้ก็ลองดู
“มานี่ให้หมด!” เมิ่งจี๋ฟังโบกมือเรียกคนที่อยู่รอบๆ
ซย่าหย่าอวิ๋นมองเซี่ยเฉียว นางขบฟันแล้วเดินเข้ามาเช่นกัน
เมิ่งจี๋ฟังเริ่มแจกงานโดยไม่คิดอะไรมากมาย “ข้าจัดการเรื่องจูงม้า เหล่าติงเจ้าเป็นคนแปรง ซานเอ๋อร์เจ้ายกน้ำ อาหงกับ…”
เขาชี้ไปที่ซย่าหย่าอวิ๋น และนึกไม่ออกอยู่ชั่วครู่ว่านางชื่ออะไร
“ไม่ได้ ข้าจะไม่ช่วยนางออกคำสั่ง” เซี่ยเฉียวเอ่ยขึ้น
ซย่าหย่าอวิ๋นหน้าซีดทันที “เซี่ยเฉียวอย่าให้มากเกินไปนัก กีดกันข้าแค่คนเดียวหมายความว่าอย่างไร! เรื่องนี้คุณชายเมิ่งเป็นคนจัดการ เจ้ามีสิทธิอะไรมาร้องขอ!”
“นางเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ กีดกันนางออกไปคนเดียวไม่ดีหรอกกระมัง” เมิ่งจี๋ฟังยังค่อนข้างรักหยกถนอมบุปผา
แต่เซี่ยเฉียวกลับเหมือนหินที่เย็นชาไร้ความรู้สึก นางไม่ยอมเปลี่ยนใจ “พวกเจ้าคิดจะเชิญนางให้เข้าร่วมด้วยก็ไม่เป็นไร แต่ม้าของนางข้าจะไม่ยุ่ง พวกเจ้าคิดหาวิธีกันเอาเองก็แล้วกัน”
“แค้นอะไรกันนักหนา” เมิ่งจี๋ฟังสงสัยมาก
“ดูถูกคนในครอบครัว ไม่ขออยู่ร่วมโลก” ใบหน้าเล็กๆ ของเซี่ยเฉียวเชิดขึ้นจริงจัง
เมิ่งจี๋ฟังหนังตากระตุกทันที เขาแทบจะพ่นออกมา ในสำนักศึกษาแห่งนี้มีความผิดใหญ่หลวงขนาดนี้ด้วย!
แม่นางสองคนนี้ช่างไร้สาระจริงๆ คนอื่นที่เขาไม่รู้อาจจะนึกไปว่าเป็นการสังหารบิดาแย่งภรรยาอะไรทำนองนั้น!
“ช่างมันเถอะๆ เจ้าไปคิดหาวิธีเอาเองก็แล้วกัน” เมิ่งจี๋ฟังปฏิเสธซย่าหย่าอวิ๋น
ซย่าหย่าอวิ๋นหน้าขาวซีดทันที นางรู้สึกราวกับถูกดูถูก “เซี่ยเฉียว เจ้านี่มันช่างเสแสร้งแกล้งทำเก่งเป็นที่สุด ออกคำสั่งม้า? เจ้าคิดว่าม้าพวกนี้เป็นสุนัขที่เจ้าเลี้ยงมาหรือ ถ้าถูกพวกมันเตะตายก็อย่าได้โทษคนอื่นก็แล้วกัน!”
ซย่าหย่าอวิ๋นพูดจบก็แค่นเสียงหนึ่งที ก่อนจะวิ่งไปที่คอกม้าของนาง
“ยังรั้นอยู่อีก” เมิ่งจี๋ฟังหัวเราะออกมา
จากนั้นทุกคนก็เริ่มทำงาน
เซี่ยเฉียวผ่อนคลายในทันที เมื่อเมิ่งจี๋ฟังนำม้าออกมาจากคอก นางก็ลูบขนมัน แล้วกระซิบข้างหูมันสองสามคำ นางกระซิบอะไรเมิ่งจี๋ฟังก็ไม่เข้าใจหรอก แต่รู้สึกว่ามันออกจะลึกลับ
อันที่จริงเซี่ยเฉียวก็แค่ท่องพระสูตรคัมภีร์สองสามประโยค ท่องอะไรไปเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับลัทธิเต๋าบ้าง ศาสนาพุทธบ้าง นอกจากนั้นยังท่องบทความที่อาจารย์ผู้เฒ่าหลี่ว์สอนให้ครั้งสองครั้งด้วย
สัตว์ชนิดนี้สามารถรับรู้ถึงความดีและความชั่วของมนุษย์ได้ พูดอะไรให้มากหน่อยด้วยน้ำเสียงอันสงบ ม้าพวกนี้ย่อมรับรู้ได้ว่านางไม่ได้มีเจตนาร้าย
ตอนที่ 120 ไม้ผุมิอาจแกะสลักได้
แน่นอนเซี่ยเฉียวรู้สึกว่านี่เป็นพรสวรรค์พิเศษที่เกิดมาพร้อมกับนาง
นางชงตัวเองมาตั้งแต่ยังเล็ก ดวงชะตาพิฆาต น่าอนาถเกินไปจริงๆ ดังนั้นสวรรค์จึงมอบความสามารถในการใกล้ชิดและสื่อสารกับสัตว์ต่างๆ ให้นางเป็นการปลอบใจ
พวกเมิ่งจี๋ฟังต่างก็ตกตะลึงกันไปหมด
เดิมทีเขาคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่อาจเกิดขึ้นได้กับม้าแค่ตัวเดียว อย่างไรก็ตาม ภายหลังแม้ม้าทุกตัวที่เขาจูงออกมาจะออกอาการลังเลไม่ยินยอมในตอนแรก แต่เมื่อมาถึงมือเซี่ยเฉียวพวกมันกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่ตื่นเต้นดีใจขอให้นางสัมผัสลูบไล้ไปเสียอย่างนั้น!
เลื่อมใส!
ไม่เลื่อมใสไม่ได้แล้ว!
ด้วยความสามารถนี้ของเซี่ยเฉียว พวกเขาสามารถทำงานได้สองเท่าโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว!
และไม่ต้องถูกม้าเตะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความอัปยศอดสู นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด!
ทางฝั่งเซี่ยเฉียวรู้สึกสบายอกสบายใจ แต่ฝั่งซย่าหย่าอวิ๋นกลับประสบอุบัติเหตุครั้งแล้วครั้งเล่า แน่นอนว่าไม่ใช่ม้าทุกตัวในที่นี้จะเชื่อง แม้แต่ม้าสองแถวของเซี่ยเฉียวและซย่าหย่าอวิ๋นที่ส่วนใหญ่เป็นม้าเล็ก ผู้ดูแลก็ตัดสินใจถูกแล้ว ถึงเมิ่งจี๋ฟังจะหน้าไม่อายก็ตาม แต่เขาก็ไม่กล้าทะเลาะกับผู้หญิง จึงแอบลดภาระงานให้นางทั้งสองคน
แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น เจ้าม้าพวกนี้ก็ใช่ว่าจะเชื่อฟังทุกตัว
ซย่าหย่าอวิ๋นเองก็เป็นมือใหม่ไม่ชำนาญ นางไม่ระวังเลยเป็นเหตุให้แปรงติดขนม้าไปสองครั้ง ทันใดนั้นม้าก็เกิดคลั่งขึ้นมาทันที
ม้าตัวนั้นหมุนวนไปรอบเสาถึงสองรอบ พลางส่งเสียงร้องลั่นออกมา จู่ๆ ก็พยศขึ้นมา ทั้งยังกระแทกโดนซย่าหย่าอวิ๋นไปหนึ่งที แม้นางจะไม่ได้บาดเจ็บมากแต่ก็กระเด็นลงไปกองอยู่บนพื้น ทำเอานางตกใจจนหน้าซีดไปหมด และไม่กล้าเข้าใกล้ม้าอีกเลย!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นเซี่ยเฉียวยืนอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ อันงดงาม ขณะมองมายังนาง…
พริบตานั้นนางรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังราวกับบ่าวรับใช้คนหนึ่ง!
“เซี่ยเฉียว เจ้าเลิกยิ้มอ่อนโยนอย่างนี้ได้ไหม ลองดูคนที่เขากำลังโกรธอยู่ข้างๆ นั่นสิ นางก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ทำไมต้องไปกวนประสาทนางด้วยเล่า” เมิ่งจี๋ฟังหยอกล้อนาง
สายตาของซย่าหย่าอวิ๋นราวกับจะฆ่าคนได้อย่างนั้น ต่อให้เป็นคนโง่แค่ไหนก็ยังมองออก
หากเป็นเขา เขาก็โกรธเหมือนกัน!
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก นี่เป็นลักษณะของผู้วิเศษน่ะ” เซี่ยเฉียวเอ่ยเนิบช้า
“ลักษณะของผู้วิเศษ?” เมิ่งจี๋ฟังอดพ่นลมออกจากปากไม่ได้ “พอที เจ้าโม้เก่งเสียยิ่งกว่าข้าอีก พวกเราถูกอาจารย์ไล่มาที่นี่แล้ว ยังจะเป็นผู้วิเศษมาจากไหนได้อีก”
“เจ้าไม่เข้าใจ” เซี่ยเฉียวรั้นอย่างยิ่ง
บทเรียนแรกที่นางสอนท่านอาจารย์ของนางก็คือการรักษาความสง่างามเอาไว้ทุกที่ทุกเวลา
ในฐานะที่เป็นคนครึ่งเซียน หากทำตัวน่าสังเวชอยู่เสมอ แม้จะมีความสามารถเก่งกาจเพียงใดก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากผู้อื่น
เมื่อได้ยินเซี่ยเฉียวพูดอย่างนั้นเมิ่งจี๋ฟังก็รู้สึกอารมณ์ขุ่นเคืองเล็กน้อย แม่นางผู้นี้ทำให้คนรู้สึกไม่พอใจไม่น้อย ทำตัวราวกับผู้อาวุโสที่ต้องแสดงท่าทางให้คนอื่นเข้าใจยากคาดเดาไม่ได้
อย่างไรก็ตาม นางก็ค่อนข้างลึกลับน่าอัศจรรย์จริงๆ โดยเฉพาะมือที่สามารถฝึกม้าได้นี้ จะให้นางนำม้าเดินไปเรียงแถวในเมืองหลวงก็ยังได้!
“ทำไมเจ้าไม่สอนข้าฝึกม้าล่ะ แล้วต่อไปข้าจะดูแลเจ้าเอง รับรองเลยว่าในสำนักศึกษานี้คงมีไม่กี่คนหรอกที่จะกล้าหาเรื่องเจ้า!” เมิ่งจี๋ฟังรีบเอ่ย
“ไม่สอน ไม้ผุมิอาจแกะสลักได้[1]” เซี่ยเฉียวเหลือบมองเขา เอ่ยเลี่ยงไป
หน้าตาท่าทางดุดันเช่นนี้ยังอยากที่จะฝึกม้า
สมควรโดนเตะ
“ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่รู้หรอกนะว่าข้าเป็นใคร” เมิ่งจี๋ฟังครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
หลังจากที่เขาพูดจบก็ขยิบตาให้พี่น้องของเขา จากนั้นพี่น้องที่อยู่ข้างๆ ก็เข้าใจในทันที “คุณชายของเราคือ…”
แต่ก่อนที่คำพูดเหล่านี้จะออกมา สายตาของพวกเขาเหล่านั้นก็มองไปยังที่อื่น
เงาร่างหนึ่งกำลังเดินตรงมา จากนั้นหลายคนก็น้อมตัวลงและประสานมืออย่างรวดเร็ว เอ่ย “ฝ่าบาท”
เซี่ยเฉียวหันกลับไป
องค์ชายรัชทายาทมาได้อย่างไร หรือว่าเขาก็ถูกลงโทษให้มาที่นี่ด้วย? ใครกันช่างกล้าขนาดนั้น
ไม่น่าเป็นไปได้นะ ได้ยินมาว่าเขาเล่าเรียนจบไปนานแล้วนี่ ตอนนี้นอกจากผู้ดูแลสำนักศึกษาคงไม่มีใครกล้าสั่งสอนเขาแล้วกระมัง?
“ข้าได้ยินมาว่ามีม้าป่ามาใหม่จำนวนหนึ่งก็เลยมาดูเสียหน่อย” จ้าวเสวียนจิ่งกวาดตามอง “ดูเหมือนว่าม้าป่าชุดนี้จะไม่เหมือนกับที่ข้าคิดเอาไว้?”
นี่ใช่ม้าป่าแน่หรือ!
โอ้ ตัวที่ยืนอยู่ข้างเซี่ยเฉียว ตัวนั้นแหละ!
ท่าทางสง่างาม แต่ใต้ท้องเปิดโล่งขนาดนั้นหมายความว่าอย่างไร
——————-
[1] ไม้ผุมิอาจแกะสลักได้ อธิบายถึงคนที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ไม่สามารถทำให้ดีขึ้นได้