ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 121 คิดเองเออเอง / ตอนที่ 122 น่าสงสารนะ
ตอนที่ 121 คิดเองเออเอง / ตอนที่ 122 น่าสงสารนะ
ตอนที่ 121 คิดเองเออเอง
จ้าวเสวียนจิ่งยิ่งมองม้าตัวนี้ก็ยิ่งรู้สึกแปลก
เมิ่งจี๋ฟังเหลือบมองรัชทายาท แล้วจึงก้มศีรษะประสานมือคำนับด้วยความเต็มใจ เอ่ย “สัตว์พวกนี้ล้วนแต่เชื่อฟังเซี่ยเฉียว องค์รัชทายาทคงไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เขายังเอ่ยขึ้นต่อไปด้วยความภาคภูมิใจเล็กๆ ว่า “เซี่ยเฉียวเป็นเพื่อนที่กระหม่อมเพิ่งรู้จัก เทียบไม่ได้กับพระองค์ที่เรียนหนังสือคนเดียวมาตลอด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะไม่เคยเห็นใครที่มีความสามารถมหัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน”
“ข้าไม่ได้สนิทสนมอะไรกับเจ้านะ” เซี่ยเฉียวขมวดคิ้วมองเขาด้วยท่าทางจริงจัง
“…” เมิ่งจี๋ฟังรู้สึกเสียหน้าขึ้นมาทันที
จ้าวเสวียนจิ่งยกยิ้ม “ดูเหมือนกับว่าเจ้าจะคิดเองเออเองไปคนเดียวนะ”
ย้ำเข้าไปอีก
เมิ่งจี๋ฟังคร่ำครวญพลางกุมหน้าอกของเขาไว้ “แม่นางเซี่ย พวกเราทำงานอยู่ด้วยกันที่นี่ตั้งนานแล้ว เจ้าบอกว่าไม่สนิทกับข้า? ข้ารู้ว่าข้าเป็นผู้รอบรู้มากความสามารถ องอาจเปี่ยมพลัง แม้เจ้ากลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจผิดแล้วมาหาเรื่องเจ้า แต่ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธความสัมพันธ์กันแบบนี้นี่”
เซี่ยเฉียวมองสายตาของเมิ่งจี๋ฟังที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน
เด็กคนนี้น่าจะมีบางอย่างผิดปกติ
ออกจะหุนหันพลันแล่นไปหน่อย น่าจะส่งไปอ่านคัมภีร์ที่วัดสักหลายๆ วัน
“แค่ร่วมมือกันชั่วคราว ไม่นับว่ารู้จัก อีกอย่าง รู้จักก็ส่วนรู้จัก สนิมสนมหรือไม่ เป็นเพื่อนกันหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” เซี่ยเฉียวท่าทางเหมือนว่ากำลังอ่านคัมภีร์ “พวกเราทั้งหมดถูกลงโทษด้วยกัน บังเอิญมาพบกัน จึงไม่จำเป็นต้องแนะนำตัวซึ่งกันและกันเป็นพิเศษ”
จ้าวเสวียนจิ่งดวงตาเป็นประกาย
รู้สึกไม่ถูกชะตาคนตระกูลเมิ่งมานานแล้ว คำพูดของเซี่ยเฉียวนี้ทำให้เขาสาแก่ใจยิ่งนัก
เซี่ยเฉียวไม่ต้องการรู้จักคุณชายผู้นี้จริงๆ โหงวเฮ้งของคนที่ทำให้ครอบครัวล่มจม ไม่รุ่งเรือง
อีกอย่างคนคนนี้เสียงดังหนวกหู รบกวนความสงบของนางด้วย
เมิ่งจี๋ฟังเพิ่งเคยถูกคนปฏิเสธอย่างหมดจดสิ้นเชิงเช่นนี้เป็นครั้งแรก
นอกจากนี้เขาเพียงแค่บอกว่าเป็นเพื่อนเท่านั้น มันยอมรับได้ยากขนาดนั้นเลยหรือ!
ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ดูไม่น่ามองขึ้นมาทันที มีแววดื้อรั้นเล็กน้อย
“ม้าตัวนี้ใช่หรือไม่ จูงออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยกับเมิ่งจี๋ฟังพลางชี้ไปยังม้าตัวที่ยืนอยู่ข้างเซี่ยเฉียว
หนังตาของเมิ่งจี๋ฟังกระตุกทันที
เขารู้หรอกว่าองค์ชายรัชทายาทมาที่นี่วันนี้เพราะต้องการหาเรื่องเขา!
แต่เขาไม่อาจขัดคำสั่งนี้ได้ จึงยอมกัดฟันจูงม้าออกมาด้วยความไม่เต็มใจ ม้าตัวนี้กำลังอารมณ์ดีเป็นพิเศษเพราะเซี่ยเฉียวลูบไล้มันเมื่อสักครู่ เวลานี้เมื่อเมิ่งจี๋ฟังดึงบังเหียน มันจึงไม่ได้โกรธแต่อย่างใด
“ฝ่าบาททรงแน่ใจว่าจะขี่ม้าตัวนี้แน่หรือ ม้าตัวนี้สี่ขาแข็งแรงมาก มันหยาบกระด้าง ศีรษะใหญ่หน้าผากกว้าง หน้าอกลึกและใหญ่ ทรงพลังมาก หากฝ่าบาทเลือกมัน เกรงว่าจะเสียของอยู่บ้าง?” เมิ่งจี๋ฟังใจกล้าไม่เบา
เมื่อเขาพูดอย่างนี้ คนข้างหลังพวกนั้นก็เงียบกันไปหมด
มือข้างหนึ่งของรัชทายาทพิการไปแล้ว ปกติเขานั่งเกี้ยวหามมากกว่าขี่ม้า
“เจ้ายังกล้าพูดเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ หากพ่อของเจ้าซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาได้อย่างเจ้าคงดีไม่น้อย” จ้าวเสวียนจิ่งกลับไม่ได้มีโทสะ เพียงยิ้มอย่างเย็นชา “วันนี้ตอนอยู่ในท้องพระโรง พ่อของเจ้าชมข้าเสียยกใหญ่ ชมจนข้าทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว”
“เป็นไปไม่ได้!” เมิ่งจี๋ฟังเอ่ยออกมาตามสัญชาตญาณ
“เด็กน้อย เจ้ากลับไปถามพ่อของเจ้าดูเอาเองเถิด” จ้าวเสวียนจิ่งเลิกคิ้วพลางตบไหล่เมิ่งจี๋ฟัง
เมิ่งจี๋ฟังหนังตากระตุกทันที ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยโทสะ
องค์ชายสี่เป็นญาติผู้พี่ของเขา ซึ่งแน่นอนว่าตระกูลเมิ่งย่อมสนับสนุนองค์ชายสี่อย่างเป็นทางการ แม้รัชทายาทจะเป็นทายาทที่ถูกต้องชอบธรรม แต่ในเมื่อพิการจะสืบทอดบัลลังก์ได้อย่างไร!
ท่านพ่อของเขาเป็นคนขององค์ชายสี่ เป็นไปไม่ได้ที่จะชมเชยรัชทายาท!
“จูงม้าให้ข้าหน่อย นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้ขี่ม้า รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา ก็เลยว่าจะขี่ม้าตัวนี้ไปรอบๆ สนามฝึกยุทธ์สักร้อยรอบ” จ้าวเสวียนจิ่งยิ้มเย็น “หากข้าตกลงมาจากม้า ตระกูลเมิ่งคงหมดอนาคตเป็นแน่”
ตอนที่ 122 น่าสงสารนะ
ต่อให้เมิ่งจี๋ฟังจะไม่เต็มใจแค่ไหน แต่เมื่อเป็นรับสั่งของรัชทายาท เขาจึงต้องทำตามแต่โดยดี
เซี่ยเฉียวมองดูเรื่องสนุกเงียบๆ รู้สึกสนใจอยู่ไม่น้อย
ในความเห็นของนาง เมิ่งจี๋ฟังสมควรโดนแล้ว
ถึงแม้รัชทายาทจะพิการ แต่ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งก็คือเจ้านาย จึงต้องปรามเขาไว้บ้าง เมิ่งจี๋ฟังทำอย่างไรก็ไม่อาจเป็นเรื่องดีไปได้
นอกจากนี้เมิ่งจี๋ฟังก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง โตมาก็ยังมิอาจมีความเป็นผู้ชายได้อย่างรัชทายาท
คนคนนี้ร้องตะโกนโวยวายต่อหน้ารัชทายาทราวกับ…ทารกที่ยังไม่หย่านมร้องขอเงินค่าขนมจากผู้ใหญ่ ทำให้นางรู้สึกว่าเขาเป็นเพียงเด็กไร้เดียงสา
เมิ่งจี๋ฟังไม่สามารถอาบน้ำให้ม้าได้อีกต่อไป
โชคดีที่หลังจากใช้เวลาไปพักใหญ่แล้วงานเสร็จไปพอสมควร ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังมีคนอื่นอยู่อีก และทุกคนก็เต็มใจร่วมมือกับนาง ดังนั้นเซี่ยเฉียวจึงทำงานทั้งหมดให้เสร็จได้ในเวลาไม่นาน
ผู้ดูแลคอกม้ามาแอบดูพวกนางครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้แล้ว
ผู้ดูแลมองเซี่ยเฉียวด้วยสายตาซับซ้อนตอนที่นางส่งมอบงาน
เขาคิดว่าครั้งนี้เด็กสาวสองคนจะต้องถูกเมิ่งจี๋ฟังกลั่นแกล้งรังแกเสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่า…
ตั้งแต่ต้นจนจบดันเป็นเมิ่งจี๋ฟังเสียเองที่กลับกลายเป็นม้าใช้ของเซี่ยเฉียว! เป็นฉากที่ไม่เคยมีมาก่อน!
พอหันไปมองหญิงสาวอีกคนก็รู้สึกอนาถใจจนทนดูไม่ได้
ไม่รู้ว่านางล้มลงไปกี่ครั้งแล้ว จนตอนนี้นางไม่กล้าเข้าใกล้ม้าอีกเลย
“เจ้าอยากจะมาทำงานที่คอกม้าหรือไม่ ทุกวันตอนเที่ยงให้เจ้ามานี่และจูงม้าเดินไปรอบๆ สักหนึ่งรอบก็พอแล้ว ค่าตอบแทนเป็นถั่วเงินสิบเมล็ดต่อวัน” ผู้ดูแลอดไม่ได้ จึงเอ่ยปากถามรั้งเซี่ยเฉียวไว้ก่อนที่นางจะหันหลังจากไป
เซี่ยเฉียวชะงักไป “จูงม้าเดินเล่น?”
“ถูกต้อง ม้าพวกนี้มีนิสัยดื้อรั้น ทุกวันจะต้องเดินเล่นสักหน่อย หากเจ้าทำได้ เรื่องนี้ก็มอบให้เป็นหน้าที่ของเจ้าไปเลย” ผู้ดูแลรีบเอ่ย
วันละสิบเมล็ดถั่วเงิน เดือนหนึ่งก็สามร้อย
เงินบริจาคคือห้าร้อย หากนางคัดลอกหนังสืออีกหน่อยก็แก้ปัญหาเงินบริจาคได้แล้วสิ!?
ส้มหล่น!
ดวงตาของเซี่ยเฉียวเป็นประกาย “ตกลง ข้าจะมาทำ”
ผู้ดูแลโล่งใจทันที ม้าพวกนี้ดูแลยากจริงๆ แต่สายพันธุ์ของพวกมันดี โดยมักจะเกิดอุบัติเหตุเวลาเดินเล่นอยู่บ่อยครั้ง หากเซี่ยเฉียวจัดการเรื่องนี้ได้ก็จะดีมาก
ทางฝั่งเซี่ยเฉียวกำลังมีความสุข ส่วนรอบๆ สนามฝึกยุทธ์ก็มีคนกลุ่มหนึ่งรายล้อมอยู่
ทั้งหมดต่างเฝ้าดูเมิ่งจี๋ฟังจูงม้าให้รัชทายาท
เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า เดี๋ยวเดินเดี๋ยววิ่ง ทำเอาเขาเหนื่อยจนเหงื่อไหลท่วมตัว สนามฝึกยุทธ์มีขนาดใหญ่โตมาก หนึ่งร้อยรอบ…หลังจากวิ่งเสร็จเขาต้องเหนื่อยตายเป็นแน่
องค์ชายรัชทายาทนั่งอยู่บนหลังม้า ดูสบายๆ และพึงพอใจ ความเฉยชาไม่แยแสของเขาทำให้หลายคนตื่นตระหนก
เมิ่งจี๋ฟังคือใครกันล่ะ…
เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของฝั่งมารดาองค์ชายสี่ ในสำนักศึกษานี้ไม่เคยมีใครกล้ายั่วยุเขา แต่ตอนนี้รัชทายาทกลับทรมานเขาถึงขนาดนี้…
น่าสงสาร!
เมื่อเซี่ยเฉียวทำงานเสร็จก็จากไป นางไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในสำนักศึกษานัก
นางยังต้องรีบกลับบ้านไปคัดลอกหนังสืออีก เวลากระชั้นชิดมาก
ส่วนที่คอกม้าก็เหลือเพียงแค่ซย่าหย่าอวิ๋นอยู่คนเดียว
หลังจากที่เซี่ยเฉียวกลับไปแล้ว ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลงทีละน้อย ซย่าหย่าอวิ๋นทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นและร้องไห้ เนื่องจากนางกำลังอาบน้ำให้ม้าอยู่ ดังนั้นนางจึงอยู่ด้านข้างของม้า
ทันใดนั้นม้าก็กระทืบเท้าอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย มันผายลม และขยับต้นขา จากนั้นมูลม้าสดก็หล่นลงมาเป็นก้อนๆ
หล่นลงบนของศีรษะของซย่าหย่าอวิ๋นพอดีพร้อมอุณหภูมิร้อนจัด ทันใดนั้นซย่าหย่าอวิ๋นก็คลั่งขึ้นมา!
“กรี๊ดๆ!…”
นางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งไปทั่วคอกม้า ก่อนที่ซย่าหย่าอวิ๋นจะรีบพุ่งออกไปทันที
แม้แต่ผู้ดูแลที่อยากจะห้ามนางก็ยังห้ามไม่ได้…
น่าเสียดายที่เซี่ยเฉียวไม่ได้เห็นฉากนี้ ถ้าหากได้เห็นล่ะก็…
นางต้องนั่งกุมท้องหัวเราะงอหายอยู่ตรงนั้นสักครึ่งชั่วยามเป็นแน่!
…
อย่างไรก็ตามขณะที่เซี่ยเฉียวกำลังคัดลอกหนังสืออย่างตั้งใจ บรรยากาศภายในบ้านตระกูลเซี่ยก็ตกอยู่ในความตึงเครียดไม่น้อย
นางไม่ได้ไปเรือนหลัก เพราะว่าที่เรือนหลักตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
เผยหว่านเย่ว์เลิกเรียนกลับมาบ้านแล้ว และตอนนี้นางก็ถูกเรียกตัวให้มายืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่เซี่ยผิงไหวถูกแขวนต่องแต่งอยู่
เซี่ยผิงกั่งกวาดตามองทุกคนรวมถึงพ่อของเขาด้วย ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา “เซี่ยผิงไหว ข้าให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง เจ้าเอาหยกนั่นไปไว้ที่ไหน!”