ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 129 ใจกล้าไหม / ตอนที่ 130 เด็กพูดความจริง
ตอนที่ 129 ใจกล้าไหม / ตอนที่ 130 เด็กพูดความจริง
ตอนที่ 129 ใจกล้าไหม
ด้วยเหตุนี้เซี่ยเฉียวจึงถูกบังคับให้มีศิษย์น้องห้าคนไปโดยปริยาย…
แต่เพื่อไม่ให้พวกศิษย์น้องขาดความเลื่อมใสและสร้างปัญหาให้นาง นางจึงเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตนอย่างเด็ดขาด
ในความคิดของพวกศิษย์น้องศิษย์พี่ของพวกเขา แซ่โม่เป็นคนลึกลับคาดเดาไม่ได้คนหนึ่ง ชอบท่องเที่ยวเดินทางผ่านแม่น้ำภูเขา เป็นผู้วิเศษที่ลึกลับพบเจอได้ยาก ชื่อว่าโม่ชูเซิง!
ก็ในเมื่อได้ชื่อว่าโม่ชูเซิง[1] มิใช่หรือ นางจึงไม่กล้าพูดออกไปว่าปีนี้ตนเองอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น
เกรงว่าสัตว์ร้ายพวกนั้นจะบีบให้นางทรยศอาจารย์ตนเอง
และคราวนี้เซี่ยเฉียวเพียงแต่บอกว่า นางไม่สนใจของนอกกายเหล่านี้ และไม่อยากมีทรัพย์สินใดๆ เก็บไว้กับตัว เลยต้องซื้อร้านนี้ในนามของแม่นางเซี่ย…
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมจึงต้องเป็นแม่นางตระกูลเซี่ย…
ก็เพราะแม่นางเซี่ยเป็นศิษย์หลานของนางโม่ชูเซิง
ช่างซับซ้อนยิ่งนัก นางเป็นศิษย์หลานของนางเอง…
ทว่าเซี่ยเฉียวเองก็จนใจ ใครใช้ให้นางเด็กเกินกว่าที่จะทำให้คนอื่นนับถือได้กันเล่า
เซี่ยเฉียวรับของมาก่อนจะเอ่ย “เจ้าทำงานให้ข้าที่นี่แล้ว ต่อไปจะต้องเก็บปากเก็บคำไว้ให้ดี ไม่เช่นนั้นกลัวว่าสิ่งเลวร้ายจะเข้ามา ซึ่งมันจะไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้าเอง เข้าใจหรือไม่”
ฉังถงคนนี้ปีนี้ก็มีอายุสี่ห้าสิบปีแล้ว และดูสงบนิ่งมาก แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่เซี่ยเฉียวพูด เขาก็งุนงงเล็กน้อย
แต่หลังจากที่เขาคิดอย่างรอบคอบ ท่านอาจารย์เซียวก็ได้บอกกับเขาแล้วว่า ท่านเจ้าของร้านเป็นผู้วิเศษ และการกระทำของนางจะแตกต่างจากคนทั่วไป ห้ามพูดห้ามถามอะไรให้มาก เขาจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
“ของพวกนี้เป็นของที่จะขายในร้านของข้า” เซี่ยเฉียวเอ่ยขณะที่วางยันต์ลงบนโต๊ะ
ฉังถงเหลือบมอง แล้วเขาก็อึ้งไปทันที “กระดาษยันต์?”
“ใช่ กระดาษยันต์” เซี่ยเฉียวหยักหน้า “เจ้าจะต้องจดจำไว้หน่อย แต่ละแบบไม่เหมือนกันเท่าไรนัก อันนี้คือยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัยแผ่นละยี่สิบอีแปะ ส่วนแบบนี้คือยันต์เกี่ยวกับเรื่องโชคลาภเงินทองแผ่นละห้าสิบอีแปะ ยันต์เกี่ยวกับเนื้อคู่แผ่นละหนึ่งร้อยอีแปะ ยันต์ขับไล่วิญญาณร้ายก็หนึ่งร้อย…”
เซี่ยเฉียวแนะนำเขาไปหนึ่งรอบ
ฉังถงกลืนน้ำลายลงคอ แม้ว่าเขาจะเตรียมไว้แล้ว แต่เมื่อมาเห็นกระดาษยันต์ที่ซับซ้อนมากมายตรงหน้า เขาก็ยังคงตกใจมากอยู่ดี
แต่ก็ดีกว่าขายโลงศพอยู่หน่อย
ก็จริง เขายังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้วิเศษคนไหนขายโลงศพ
“มีอะไรอีกไหมขอรับ” แม้ฉังถงจะรู้ว่าของต่างๆ อาจจะไม่ได้ขายง่ายๆ แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะยากขนาดนี้
เซี่ยเฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบกว่ามีอีก “ยังมีอาวุธวิเศษที่ปลุกเสกเบิกเนตรแล้วอีกจำนวนหนึ่ง ไม่มากหรอก แต่ต่อไปเมื่อมีเวลาข้าจะทำส่งมาเพิ่ม อีกอย่างหากมีคนทำสิ่งของมาให้ปลุกเสกก็ให้รับไว้ ปลุกเสกคิดครั้งละสิบตำลึงเงิน”
“…” ฉังถงหนังตากระตุกแล้ว
เขาได้ยินมาว่าเจ้าของร้านชื่อโม่ชูเซิง และไม่มีชื่อในทางธรรม
ท่านอาจารย์เซียวกล่าวว่า เจ้าของร้านเป็นผู้มีความสามารถมาก จิตใจของนางสงบและสะอาด แต่…เขาไม่เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับอาจารย์ผู้นี้ในเมืองหลวงนี้เลย?!
ปรมาจารย์ที่ไม่เป็นที่รู้จักเช่นนี้ หากตั้งราคาขายอย่างนี้เกรงว่าจะขายของไม่ออกน่ะสิ
แต่ว่าทำเลที่ตั้งของร้านนี้ดีมาก คาดว่าคงมีคนที่อยากรู้อยากเห็นหลายคนเข้ามาดู บางทีอาจจะโชคดีได้ลูกค้า พอจะเปิดร้านต่อไปได้บ้างกระมัง…
ผู้ดูแลร้านถอนหายใจ เขารู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบหนักเอาการ
ในเมื่อเจ้าของร้านเป็นผู้วิเศษ นางก็คงไม่ค่อยรู้เรื่องการค้าขายของนอกกายเหล่านี้มากนัก
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจทำให้อาจารย์และ ‘เจ้าของร้านผู้วิเศษ’ สูญเสียความไว้วางใจที่มีต่อเขาได้
เขาจะพยายาม!
“ท่านเจ้าของร้านวางใจเถอะ สิ่งของเหล่านี้ของท่านจะไม่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นแน่ ข้าน้อยจะทำให้ดีที่สุด!” ผู้ดูแลร้านรีบเอ่ย
เซี่ยเฉียวหยักหน้า “ยังมีอีก…ชั้นแรกเอาไว้รับแขก ส่วนชั้นสองอย่าให้ใครเข้าไป โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ยินเสียงกระดิ่งดังขึ้น”
ฉังถงไม่เข้าใจ
“จริงสิ เจ้า…” เซี่ยเฉียวอึกอักเล็กน้อย “เจ้าใจกล้าพอไหม”
“…” ฉังถงมึนงงจนชะงักไปแล้ว
ตอนที่ 130 เด็กพูดความจริง
เซี่ยเฉียวไม่ต้องการทำให้เขาหวาดกลัว แต่เนื่องจากฉังถงเป็นผู้ดูแลร้านที่นี่ เขาจึงอาจจะรู้สึกถึงอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อย
ควรให้เขาเตรียมใจไว้ก่อนล่วงหน้าเพื่อที่เขาจะได้ไม่ตกใจจนเป็นบ้าไป
“แล้วครอบครัวของเจ้ามีใครบ้าง ถ้าหาก…เกิดอะไรขึ้นมา เจ้าคิดว่าข้าควรจะชดเชยให้พวกเขาเท่าไรจึงจะเหมาะสม” เซี่ยเฉียวเอ่ยขึ้นอีก
“…” ฉังถงหนังตากระตุกทันที
เขามาที่นี่เพื่อดูแลร้านไม่ใช่หรือ
เซี่ยเฉียวอดไม่ได้ที่จะคำนวณตัวเลขในใจ ในที่สุดนางก็หยิบยันต์ที่พกติดตัวออกมาหนึ่งแผ่นแล้วส่งให้เขา “เจ้าพกยันต์นี่ติดตัวไว้ มันให้ผลที่ไม่เหมือนพวกนั้นที่เอาไว้ขาย ดีกว่าหน่อย”
“…” ฉังถงหนังตากระตุกอีกแล้ว
สมแล้วที่เป็นผู้วิเศษ ของขวัญที่ให้เมื่อพบหน้ากันครั้งแรกไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ
คนทั่วไปชอบให้เงินกันทั้งนั้น
โชคดีที่เขาไม่ใช่คนละโมบเมื่อเห็นเงิน เวลานี้จึงรับของไว้ด้วยความยินดี
“อีกสามวันให้หลังพวกเราจะเปิดร้านกัน ตอนที่เปิดร้านข้าจะกลับมาอีกที ในบัญชีมีเงินเหลืออยู่นิดหน่อย เจ้าลองดูหน่อยว่าในร้านมีตรงไหนต้องซ่อมแซมปรับปรุงบ้าง จริงสิ ร้านนี้ยังรับจับวิญญาณด้วย ถ้าหากมีคนเห็นภูติผีวิญญาณก็อย่าลืมส่งนกพิราบให้ข้าล่ะ”
เมื่อฉังถงได้ยินคำนี้เขาก็อึ้งไปทันที
ผู้วิเศษ ยังจับ…ภูติผีวิญญาณ?!
นั่นไม่ใช่เรื่องโกหกหลอกหลวงหรอกหรือ…
ทว่าฉังถงไม่กล้าพูดออกไป เขาได้แต่พยักหน้ารับคำ
เซี่ยเฉียวพึงพอใจคนดูแลร้านคนนี้มาก ทั้งที่นางขายของแปลกๆ แบบนี้ แต่ผู้ดูแลร้านคนนี้ยังนิ่งอยู่ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขามีสภาพจิตใจที่ดี แม้เขาจะมีอายุสี่สิบห้าสิบปีแล้ว แต่ยังดูแข็งแรง พลังหยางในตัวเขายังถือว่ามีมากพอ โหวงเฮ้งก็ดี แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเขาไม่มีโรคภัยอะไร ไม่น่าจะตกใจจนมีปัญหาขึ้นมาได้
เซี่ยเฉียวกำชับเขาอีกรอบก่อนจะทิ้งของเอาไว้ แล้วกลับบ้านตระกูลเซี่ย
บ่อน้ำในเรือนของนางก็ขุดเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อวาน
จะมีก็แต่พ่อบ้านคนนั้นที่ยังต้องนอนรักษาตัวอยู่บนเตียง
ชุนเอ๋อร์และท่านยายวั่นเริ่มคุ้นเคยกับคนในตระกูลเซี่ยบ้างแล้ว พวกนางรู้มาว่าหลูซื่อส่งของไปให้พ่อบ้านไม่น้อย แต่กลับดูเหมือนว่านางเป็นคนชั่วร้าย
“น้องชายของข้ายังถูกแขวนอยู่หรือ” เซี่ยเฉียวถามอย่างสงสัย
ชุนเอ๋อร์พยักหน้า “ได้ยินว่าถ้าวันนี้เขายังไม่ยอมรับผิดก็จะตีอีก”
“พี่ใหญ่นี่โหดร้ายจริงๆ” เซี่ยเฉียวบ่นพึมพำ “ข้าจะไปดูน้องชายข้าหน่อย”
เซี่ยผิงไหวอ่อนแรงไปหมดทั้งร่าง โชคดีที่เซี่ยผิงกั่งยังคงมีสติอยู่บ้าง ไม่ได้แขวนเขากลับหัว ไม่เช่นนั้นคนคนนี้ไม่ตายก็ต้องพิการแน่ๆ
แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้ดีอะไรเท่าไร
แม้ว่าเขาจะถูกแขวนอยู่ใต้ต้นไม้ แต่กลางวันอากาศค่อนข้างร้อน เขากินน้อยดื่มน้อย ทั้งยังไม่มีใครพูดคุยด้วย สองตาเขามัวหม่น น่าสงสารเป็นที่สุด
เมื่อเห็นเซี่ยเฉียวมาเซี่ยผิงไหวก็เริ่มร้องไห้อย่างน่าเวทนา “พี่หญิงใหญ่ช่วยข้าด้วย…ถึงอย่างไรข้าก็เป็นน้องชายคนเดียวของท่านนะ ท่านทนเห็นพี่ชายใหญ่ทำร้ายข้าอย่างนี้ได้อย่างไร…หากรู้แต่แรกคงไม่เอาหยกนั่นมาหรอก ข้าซวยอะไรอย่างนี้!”
เซี่ยเฉียวนั่งลงที่ใต้ต้นไม้
“ทำไมเจ้าไม่ยอมรับผิดกับพี่ชายใหญ่ล่ะ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน
“ยอมรับทำไม! ข้าไม่ได้จงใจทำหยกหาย! ข้าไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับเด็ดขาด!” เขายังมีความกล้าอยู่
เซี่ยเฉียวเลิกคิ้ว “เจ้ายังติดหนี้ข้าอยู่หนึ่งพันตำลึงเงิน จะคืนข้าใช่ไหม”
“…” เซี่ยผิงไหวรู้สึกเจ็บในอกทันที “พี่หญิงใหญ่…เวลานี้แล้วท่านยังทิ่มแทงข้าไปเพื่ออะไร…”
“ข้าแค่อยากจะดูว่าเจ้าเป็นเด็กดีที่รักษาคำพูดหรือเปล่า” เซี่ยเฉียวเอ่ยเคร่งขรึมจริงจัง
“…” เซี่ยผิงไหวไม่เคยได้ยินคำอธิบายเช่นนี้มาก่อน
เด็กดี?
เขาอายุตั้งสิบสองปีแล้ว ยังนับเป็นเด็กได้อีกหรือ!
“ตอนนี้ข้าไม่เงิน พอข้าลงไปแล้ว ข้าจะไปเอาจากท่านแม่” เซี่ยผิงไหวเอ่ย
“แบบนั้นไม่ได้ เงินของตระกูลเซี่ยก็มีส่วนหนึ่งเป็นของข้า หากเจ้าใช้จ่ายมากเท่าไร เงินสินเดิมของข้าก็ต้องลดน้อยลงเท่านั้น เจ้าว่าเป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่” เซี่ยเฉียวเงยหน้าขึ้นช้าๆ
เซี่ยผิงไหวไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้น “ให้ท่านพ่อหามาอีกก็ได้แล้วนี่…”
————————
[1] โม่ชูเซิง พ้องกับคำในภาษาจีนที่มีความหมายว่า อย่าได้พูดออกไป อย่าเอ็ดไป