ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 131 ดีกว่าหยกตั้งเยอะ! / ตอนที่ 132 เจ้าโชคไม่ดี
ตอนที่ 131 ดีกว่าหยกตั้งเยอะ! / ตอนที่ 132 เจ้าโชคไม่ดี
ตอนที่ 131 ดีกว่าหยกตั้งเยอะ!
เซี่ยผิงไหวนับว่าหน้าตาไม่เลว แต่เขาตัวไม่สูงเท่าเซี่ยผิงกั่ง
ตอนนี้เขาถูกแขวนห้อยต่องแต่งอยู่ ดูแล้วน่าสงสารมาก
เซี่ยเฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ข้าจะไปขอร้องให้พี่ชายใหญ่ปล่อยเจ้าลงมา แต่เจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”
“พี่สาวของข้า หากท่านช่วยข้าได้จริงๆ อย่าว่าแต่เรื่องเดียวเลย ต่อให้เป็นสิบเรื่องข้าก็รับปากท่านทั้งนั้น!”
“ในเมื่อเจ้าใจกว้างอย่างนี้ สิบเรื่องก็สิบเรื่อง ขอบใจมาก” เซี่ยเฉียวยินดีอย่างยิ่ง “ข้าจะเขียนเอกสารขึ้นมาหนึ่งฉบับ เจ้าลงชื่อประทับลายนิ้วมือ ข้าก็จะช่วยเจ้าทันที แต่หากเจ้ากลับคำ…ข้าก็จะบอกกับพี่ชายใหญ่ว่าเจ้ากลับกลอก ข่มขู่และเอาผลประโยชน์มาล่อลวงข้า ไม่ยอมเปลี่ยนนิสัย…”
ทีแรกเซี่ยผิงไหวก็ยังคงมึนงงเล็กน้อย แต่เมื่อฟังมาจนถึงตอนท้ายเขาก็มีสติขึ้นมาทันที และรีบเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็วว่า “ตกลงๆๆ ไม่ต้องพูดแล้ว…ข้าไม่กลับคำแน่!”
ข้อหามากมายขนาดนั้น เขาจะมีชีวิตสงบสุขได้อย่างไร!
เซี่ยเฉียวแย้มยิ้มก่อนจะหยับกระดาษพู่กันออกมา
หลังจากเขียนเสร็จนางก็เหยียบบนม้านั่งก้าวขึ้นไปให้เซี่ยผิงไหวประทับลายนิ้วมือ
หลังจากเขาประทับมือแล้วก็นำตัวเขาลงมาทันที
“พี่หญิงใหญ่ ข้าลงมาอย่างนี้ได้หรือ หากกลับไปแล้วพี่ชายใหญ่โกรธขึ้นมาจะทำอย่างไร” เซี่ยผิงไหวค้อมตัวไปข้างหน้าพลางเอามือลูบลำคอ
“ก็บอกว่าเจ้าเอาชีวิตมาขู่ ข้าเลยต้องทำอย่างนี้ จะห้ามก็ห้ามไม่ได้” เซี่ยเฉียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ครู่ถัดมาสีหน้าของเซี่ยผิงไหวก็เปลี่ยนไปในทันที เขาหันหลังกลับเตรียมจะปีนขึ้นต้นไม้
“ข้าแกล้งเจ้าเล่นน่ะ” เซี่ยเฉียวอดยิ้มไม่ได้
เด็กคนนี้ทำไมซื่อบื้ออย่างนี้นะ
เซี่ยผิงไหวมองนางด้วยแววตาซับซ้อน
ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเขาเคยบอกว่าเขายังมีพี่สาวอยู่อีกหนึ่งคน และสุขภาพของนางไม่ค่อยดี อ่อนโยนและอ่อนแอ แต่ฉลาดมาก นางยังรักใคร่เอ็นดูพวกเขามาก ดังนั้นทุกๆ ปีก็จะคอยส่งของขวัญของฝากมาให้พวกเขา
แต่ในความเป็นจริง…
ร่างกายอ่อนแอนั้นเป็นเรื่องจริง แต่เรื่องอ่อนโยนนี่เขากลับมองไม่เห็น
นอกจากนี้ทุกครั้งที่พี่หญิงใหญ่ยิ้ม เขาจะรู้สึกขนลุกน่ากลัวแปลกๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไม
อีกอย่าง ที่บอกว่าเอ็นดูเขา…การเอ็นดูอย่างนี้มีด้วยหรือ…
“พวกเราไปหาอะไรกินกันก่อนระหว่างรอพี่ใหญ่กลับมา” เซี่ยเฉียวเอ่ยยิ้มๆ
เซี่ยผิงไหวพยักหน้าอย่างรุนแรง
หวังว่าวันนี้เขาจะรอดพ้นจากการเฆี่ยนตีไปได้ พี่ชายใหญ่น่าจะกลัวว่าเขาจะแย่งสมบัติจนอยากให้เขาตาย!
ตอนที่เซี่ยผิงกั่งกลับมาก็ได้เห็นว่าเซี่ยผิงไหวกำลังนั่งกินของว่างอยู่กับเซี่ยเฉียว เขากินชิ้นละคำโดยไม่กลัวว่าจะติดคอ
“อะแฮ่ม!” เขากระแอมหนึ่งที
เซี่ยผิงไหวผุดลุกขึ้นทันทีด้วยความตกใจ ของว่างที่อยู่ในมือเขาหล่นลงพื้น ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บโดยไม่รู้ตัว
“พี่ชายใหญ่ ท่านดูสิว่านี่คืออะไร” เซี่ยเฉียวเดินเข้าไปหาเขาด้วยรอยยิ้มพร้อมส่งของที่อยู่ในมือให้เซี่ยผิงกั่งดู “เขาลงนามด้วยตัวเอง เมื่อมีสิ่งนี้แล้วต่อไปพวกเราก็สามารถยึดเงินใช้จ่ายประจำเดือนทั้งหมดของเขาได้แล้วใช่หรือไม่”
“…” เซี่ยผิงกั่งหนังตากระตุกทันที “สิ่งนี้…เจ้าเด็กโง่นี้ยอมลงชื่อได้อย่างไร!”
เขาเอ่ยขึ้นพลางชี้ไปที่เซี่ยผิงไหวก่อนจะด่า “เจ้าพกสมองมาด้วยหรือไม่นี่ ขายตัวเองง่ายดายอะไรเช่นนี้ โง่ขนาดนี้ ต่อไปเจ้าออกไปข้างนอกไม่ต้องบอกใครเขานะว่าตัวเองแซ่เซี่ย! ข้าอายคน!”
หลังจากด่าจบประโยคนี้ สีหน้าเซี่ยผิงกั่งก็เปลี่ยนไปทันที เขาหันไปยิ้มกับเซี่ยเฉียว “ไม่เลวๆ หากมันไม่ยอมให้ เหอะๆๆ ข้าก็มีสิทธิ์อัดมันได้แล้ว ถึงอย่างไรมันก็ไม่ชนะข้าหรอก”
“…” เซี่ยผิงไหวรู้สึกราวกับว่าเขาทำอะไรผิดไป
ตอนนั้นเขาถูกแขวนจนรู้สึกอึดอัดไปหมดจึงเผลอพูดไปว่าสิบเรื่อง
พอนึกว่าพี่สาวของเขาเองคงไม่คิดที่จะรังแกเขามากมายหรอก สิบเรื่องก็สิบเรื่อง เขาจึงลงนามโดยไม่ลังเล
แต่พี่หญิงใหญ่จะเป็นคนไร้ยางอายอย่างนี้ได้อย่างไร!
“พี่ชายใหญ่ หยกร้ายๆ นั่นจริงๆ ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากหรอก ก็แค่กราบอาจารย์ไม่ใช่หรือ ไม่จำเป็นต้องมีหยกก็ได้” เซี่ยเฉียวยกยิ้ม
“หายแล้วก็ช่างมันเถอะ พวกเรามีสิ่งนี้แล้วดีกว่าหยกตั้งเยอะ”
ตอนที่ 132 เจ้าโชคไม่ดี
อันที่จริงแล้วเซี่ยผิงกั่งก็ไม่ได้คิดว่าเอกสารของเซี่ยผิงไหวนี่จะดีอะไรขนาดนั้น
หยกยังดีเสียกว่า มันสามารถนำไปขายได้หรือจะนำไปกราบอาจารย์ก็ได้ แต่ตอนนี้กลับหายไปแล้ว
คิดไปคิดมาก็เริ่มมีโมโห
“เขามันก็แค่ขยะ ใช้การอะไรไม่ได้เลย แม้จะเขียนสัญญานี่ออกมาก็ทำอะไรไม่ได้หรอก คงจะกราบท่านอาจารย์เซียวนั่นสำเร็จอยู่หรอก?” เซี่ยผิงกั่งน้ำเสียงรังเกียจเดียดฉันท์
สัญญานี้ก็แค่สามารถกดขี่เจ้าเด็กโง่นี่ได้นิดหน่อยเท่านั้น
“พี่ชายใหญ่ ในเมื่อหยกก็หายไปแล้ว พวกเรามามัวซักถามอยู่ก็ไม่มีประโยชน์หรอก หากท่านคิดจะให้น้องชายไปหากราบอาจารย์ก็พอจะมีวิธีอื่น” เซี่ยเฉียวเอ่ย
“วิธีไหน หรือจะใช้หนังสือสัญญานี่?” เซี่ยผิงกั่งขมวดคิ้ว
เซี่ยเฉียวเอ่ย “การนำหยกไปกราบอาจารย์เป็นวิธีปกติธรรมดา ตอนนี้ไม่มีหยกแล้ว หากคิดจะกราบอาจารย์ก็ต้องใช้ความจริงใจ หากน้องชายคิดจะไปกราบใครเป็นอาจารย์ก็แค่ขอร้องเขาก็เท่านั้น บางที…เขาอาจจะซาบซึ้งขึ้นมา ยินดีรับเขาเป็นศิษย์ก็ได้”
“ยินดีรับเขา?” เซี่ยผิงกั่งส่ายหน้า
อาจารย์คนไหนที่รักความสงบคงไม่ชอบคนแบบเซี่ยผิงไหวหรอก
ไม่ใช่ว่าเขาจะดูถูกน้องชายของตัวเอง แต่ว่าพูดยาก…จริงๆ
ตอนเด็กนี่ยังเล็กแม้เขาจะดื้อด้านไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่ารู้ความ อีกอย่างตอนที่อยู่บนภูเขา แม้ว่าเขาจะสร้างปัญหามากแค่ไหน ก็ยังสามารถควบคุมได้ ทว่าหลังจากที่มาถึงเมืองหลวงแล้ว เขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
เขาใช้เงินในมืออย่างกับก้อนหิน คิดจะโยนทิ้งก็โยน พออายุสิบกว่าปีก็ไปกล้าไปเที่ยวหอโคมเขียวแล้ว
เขาเองยังไม่เคยไปหอโคมเขียวเลย แค่เจ้าเด็กนั่นกลับไปที่นั่นหน้าตาเฉย
หากเขาแค่อยากรู้อยากเห็นก็ไม่เป็นไรหรอก แต่เจ้าเด็กนั่นกลับสนใจผู้หญิงจริงๆ ถึงกับเริ่มไปแล้ว โชคดีที่แม่เล้าที่นั่นจำได้ว่าเขาเป็นคุณชายตระกูลเซี่ย และกลัวว่าพอเขาได้ลองแล้วจะใช้เงินมากมายจนเกิดปัญหา จึงได้จับเขาโยนออกมา!
หลังจากถูกโยนออกมาจากหอโคมเขียวแล้ว หลูซื่อก็ยังบอกว่าจะหาสาวใช้สองคนมาอยู่ข้างกายเขา
ทำเอาเขาโกรธจนแทบจะยกมืดมาฟันคน เซี่ยผิงไหวจึงตกใจกลัว ไม่กล้าอยากได้อะไรอีก
ในฐานะแม่เลี้ยงหลูซื่อสั่งสอนลูกๆ และดูแลบ้านช่องนั้นเป็นเรื่องพึงกระทำอยู่แล้ว เขาเองก็ไม่อยากจะแทรกแซงมากเกินไป
ยิ่งกว่านั้นท่านพ่อของเขาก็ไม่เคยแต่งงานกับภรรยาที่พูดจาหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมได้เก่งขนาดนี้ เพื่อภรรยาแล้วเขาจะยกลูกชายให้นางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เขาแทบจะยกเซี่ยผิงไหวไปปลอบใจ ทำให้นางมีความสุข…
พอเซี่ยผิงกั่งคิดถึงเรื่องก็นี้รู้สึกอึดอัดคับข้องใจ
“หากเป็นไปได้ก็หาอาจารย์สักคนให้เขาจะดีที่สุด ต้องเอาคนที่โหดที่สุดเก่งที่สุด เขาจะได้ไม่กล้าเป็นปีศาจ” เซี่ยผิงกั่งดูโหดร้ายเป็นพิเศษ
“ท่านอาจารย์เซียวที่พูดกันก่อนนี้ค่อนข้างดีแล้ว คนคนนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเล่าเรียน หากอย่างนั้นก็ให้น้องชายไปหาเขา กราบสามครั้งคำนับเก้าครั้งแสดงความเคารพแบบสูงสุด ติดสอยห้อยตาม ทนสักสามเดือนห้าเดือนก็ต้องรับเขาแน่” เซี่ยเฉียวเอ่ยยิ้มๆ
อย่างน้อยๆ ก็ต้องเห็นแก่หน้านางบ้าง
เซี่ยผิงไหวตกตะลึง “พี่หญิงใหญ่…หรือว่า…ขากลับไปห้อยต่องแต่งต่อดีกว่า…”
ยังต้องกราบอาจารย์อีก?!
แม้ว่าหยกจะหายไปแล้ว และเขาก็คิดว่าการที่เขาทนถูกตีคราวนี้ไม่เสียเที่ยว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเขายังต้องไปทนลำบากอีก!
“เจ้าไม่อยากไปหรือ” เซี่ยเฉียวเอ่ยถามอย่างเอาใจใส่
“ขอรับพี่หญิงใหญ่ ข้าไม่ใช่เด็กเรียน! ข้าจะตามรอยท่านพ่อ!” เซี่ยผิงไหวรีบเอ่ย
“ไม่ เจ้าไม่เหมือนท่านพ่อ” เซี่ยเฉียวส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ “แม้ท่านพ่อของพวกเราจะมีความรู้น้อย แต่ท่านโชคดี เมื่อมีลูกที่ฉลาดรู้ความอย่างข้าและพี่ชายใหญ่ รู้จักคนอย่างราชครู ถึงได้โชคดีได้เป็นขุนนางอย่างหาได้ยาก หากท่านพ่อโชคไม่ดี ตอนนี้ก็อาจจะถูกทางการฆ่าตายไปแล้วหรือไม่ก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่บนเขาก็เป็นได้”
“หากอย่างนั้นข้าก็โชคดีนี่!” เซี่ยผิงไหวเอ่ยอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้เกิดมาเป็นโจรนี่ยังไม่ดีอีกหรือ ตอนนี้ยังเป็นคุณชายเสเพลอีก!
เซี่ยเฉียวมุมปากกระตุก “ไม่หรอกน้องชาย โชคของเจ้าไม่ดีหรอก เพราะเจ้ามีข้าและพี่ชายใหญ่อยู่เหนือเจ้า”
“…” เซี่ยผิงไหวหนังตากระตุกทันที