ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 141 ยอมแพ้หมดใจ / ตอนที่ 142 น่าแปลกใจจริงๆ
ตอนที่ 141 ยอมแพ้หมดใจ / ตอนที่ 142 น่าแปลกใจจริงๆ
ตอนที่ 141 ยอมแพ้หมดใจ
เซียวอวี้หรงหนังตากระตุกทันที
เขาเห็นจ้าวเสวียนจิ่งลุกขึ้นจากไป ก่อนจะหยุดอยู่ที่ประตูราวกับหินสีฟ้าขวางอยู่ตรงนั้นก็ไม่ปาน จ้าวเสวียนจิ่งหันกลับมามองเขาด้วยสายตาดูแคลน “ดั่งคำโบราณว่าไว้ กระต่ายไม่กินหญ้าข้างรัง สมภารไม่กินไก่วัด พวกเราต่างก็เป็นพี่น้องร่วมสำนัก ศิษย์พี่มีความคิดที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ได้อย่างไร ไม่ต่างอะไรกับปศุสัตว์เลย อันที่จริงแล้ว ข้าได้ยินมาว่าสำนักศึกษาเพิ่งจะได้ภาพความสุขอันยั่งยืนของมนุษย์ของปรมาจารย์อวิ๋นเวยมาเพิ่มเมื่อไม่นานมานี้ ท่านวาดปศุสัตว์ทั้งหลายออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก ข้าเพิ่งยืมมาชมเมื่อสองวันก่อนนี่เอง รู้สึกว่าแต่ละตัวต่างก็คล้ายกับท่าน ศิษย์พี่น่าจะลองลอกเลียนดูนะ”
พอพูดจบเขาก็จากไปอย่างมีความสุข
“…” หนังตาของเซียวอวี้หรงกระตุก สายตาเขามองดูโต๊ะทำงานที่อยู่ไกลๆ
‘ความสุขอันยั่งยืนของมนุษย์’…
เขาเพิ่งให้คนนำภาพวาดมาส่งให้วันนี้นี่เอง และกำลังคิดที่จะคัดลอกทำสำเนาสักหน่อย…
แต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าทำไม่ลง
จ้าวเสวียนจิ่งเดินผ่านเซี่ยผิงไหวตอนที่เขาออกไป
เซี่ยผิงไหวคุกเข่าอยู่ที่ไหนกัน เขาแทบจะโน้มตัวแนบศีรษะลงกับพื้น คุกเข่าพลางหลับไปพลาง น้ำลายไหลนองพื้น
“เด็กดีเสียจริง มากราบท่อนไม้อย่างเซียวอวี้หรงเป็นอาจารย์ก็เหมาะแล้ว” จ้าวเสวียนจิ่งเลิกคิ้วและหัวเราะออกมา
ลูกชายสองคนของตระกูลเซี่ย คนหนึ่งคือเซี่ยผิงกั่ง ส่วนอีกคนก็เซี่ยผิงไหว ทั้งคู่ต่างก็เหมือนกับไฟ ใจร้อน ตรงไปตรงมา เด็ดขาด และไม่ได้มีความคิดซับซ้อนอะไรมากมาย
เซียวอวี้หรงภูมิใจในตัวเองที่จิตใจของเขาใสราวกับน้ำ ก็น่าจะปล่อยให้ไฟร้อนแรงเช่นนี้เผาจนเดือดปุดๆ ดูเสียหน่อย คงจะครึกครื้นดี
ทว่ากลับมีคนได้ยินคำพูดที่จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยออกมาอย่างมีท่าทีสบาย
ชั่วขณะหนึ่งคนมากมายต่างก็ไม่เข้าใจความหมายของรัชทายาท
หรือว่า…
ท่านอาจารย์เซียวยอมรับแล้ว รัชทายาทจึงได้พูดเช่นนี้?
แต่ถ้าหากยอมรับแล้ว เขาจะปล่อยให้เซี่ยผิงไหวคุกเข่าต่อไปทำไม
ทว่าหยวนปินกลับไม่ได้สนใจ เขาถึงกับหัวเราะเยาะเมื่อได้ยินคำพูดของรัชทายาท “ฝ่าบาทก็มีพรสวรรค์ไม่เหมือนใคร ท่านอาจารย์เซียวก็โดดเด่นมีชื่อ ไม่แน่รัชทายาทอาจจะไม่พอใจท่านอาจารย์เซียวมานานแล้วก็ได้ จึงได้จงใจพูดอย่างนั้น หากตระกูลเซี่ยทึกทักถือเอาว่าเป็นเรื่องจริงนั่นล่ะแปลว่าโง่โดยแท้”
“ไม่ต้องพูดเรื่องรัชทายาทหรอก พูดเรื่องเจ้าดีกว่า…เมื่อวานเมิ่งจี๋ฟังดูเหมือนจะปกป้องเซี่ยเฉียวเล็กน้อย ไม่เป็นไรหรือ” คนที่อยู่ข้างๆ ถาม
“เมิ่งจี๋ฟังจะยิ่งใหญ่แค่ไหนถึงจะมาวุ่นวายเรื่องข้ารับอนุได้ อีกอย่างเรื่องนี้เซี่ยเฉียวเป็นคนตกลงเองนะ เมิ่งจี๋ฟังไม่ได้เป็นอะไรกับข้าจะมายุ่งได้อย่างไร” หยวนปินใจกล้าเอาการ
คนข้างๆ พยักหน้า
“ช่วงสามวันนี้เจ้าควรระวังตัวหน่อยหรือไม่ ข้าว่าวันนี้เจ้าอย่าไปดื่มสุราจะดีกว่า” เพื่อนพ้องของเขาเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความเป็นห่วง
หยวนปินได้ยินดังนั้นก็สุขใจทันที
“เจ้าขี้ขลาดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร ข้ายังไม่กลัวแล้วเจ้าจะกลัวอะไร เอาเรื่องที่เซี่ยเฉียวพูดมาคิดเป็นจริงเป็นจังไปได้” หยวนปินส่ายหน้า “ไม่เพียงแต่ข้าจะไปเท่านั้น ข้ายังจะไปอย่างเอิกเกริกด้วย นางจะได้ยอมแพ้อย่างหมดใจ”
“ไป วันนี้พวกเราไปหอบุปผาล่องลอยกัน ข้าได้ยินมาว่าวันนี้จะมีการเปิดประมูลสาวงามอันดับหนึ่งมิใช่หรือ”
เวลานี้ก็เป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว หยวนปินชี้และนำกลุ่มคนไปที่ถนน
เขาเดินตรงไปยังหอบุปผาล่องลอยอย่างสะดวกราบรื่น
ภายในหอบุปผาล่องลอยเริ่มต้นการประมูลกันแล้ว
หยวนปินเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลหยวน มีเงินในมือจำนวนมาก เขาโบกมือครั้งเดียวก็ใช้เงินสองร้อยตำลึงซื้อนางไว้ทั้งคืน
คนกลุ่มหนึ่งโอบล้อมเขาและส่งเขาเข้าไปในห้องของสาวงามอันดับหนึ่ง
สาวงามอันดับหนึ่งคนนี้หน้าตางดงามมาก เขาไม่เคยเห็นนางมาก่อน จึงทำให้หัวใจของเขาเร่าร้อนโลดเต้นยิ่งขึ้น ทันทีที่เขาปิดประตู เขาก็ถอดเสื้อคลุมออกทันที ใบหน้าของเขาแดงก่ำ คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา ดูสำมะเลเทเมาอย่างยิ่ง
สาวงามจับมือเขา นางดึงผ้าไหมสีแดงที่อยู่ในมือนำพาเขาไปที่หน้าต่างทีละก้าวๆ
หยวนปินเดินตามไปอย่างสะเปะสะปะ และเอื้อมมือออกไป….
“อา…”
ตอนที่ 142 น่าแปลกใจจริงๆ
จู่ๆ สาวงามนางนั้นก็พลิกตัวกลับมายืนด้านหลังเขา ผ้าไหมสีแดงพันรอบลำคอของเขาทันที จากนั้นก็ไม่รู้ว่านางเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนผลักเขาไปที่หน้าต่างอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว!
ผ้าไหมสีแดงดึงร่างหยวนปินและแขวนลำคอเขา ทำให้เขาหน้าแดงขึ้นมาในทันทีทันใด
เขาร้องเสียงดังลั่น เรียกร้องความสนใจจากผู้คนด้านนอกหอบุปผาล่องลอย
พวกเขาต่างก็ต้องตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง
ทันใดนั้นความโกลาหลก็เกิดขึ้น
ทั้งร่างของหยวนปินเหลือแต่กางเกงชั้นในตัวเดียว จนสามารถมองเห็นส่วนที่นูนออกมาบนร่างผอมขาวนั้นได้ เขาตัวตรงแหน็ว เอาแต่ดึงผ้าไหมที่พันคอไว้ไม่ลดละ แล้วเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
“ช่วย ช่วยข้าดะ ด้วย…”
น้ำเสียงลนลาน เขารู้สึกราวกับว่าเขากำลังจะตาย
หากเขาตกลงไปจากชั้นสองก็คงไม่ทำให้เขาตาย แต่หากไม่มีคนรีบมาช่วยเขา ผ้าไหมสีแดงนี่คงรัดคอเขาตายเป็นแน่!
ยิ่งกว่านั้น ด้านหลังเขา…
ยังมีผู้หญิงบ้านางหนึ่งด้วย
สาวงามคนนั้นดูเหมือนจะประหลาดใจที่นางทำสำเร็จได้อย่างง่ายดาย นางนำปลายทั้งสองข้างของผ้าไหมสีแดงพันไว้กับเสาในห้อง จากนั้นก็ปีนขึ้นขอบหน้าต่าง ในมือยังถือมีดสั้นไว้เล่มหนึ่งอีกด้วย
“คุณชายหยวน ข้าเพิ่งมาอยู่ที่หอบุปผาล่องลอยได้แค่ไม่กี่วัน เจ้าก็มาจริงๆ ไม่เสียชื่อคนเสเพลอย่างเจ้า!” สาวงามคนนั้นดูเหมือนคลุ้มคลั่งเล็กน้อย
หยวนปินขาลุกซู่ “เจ้า เจ้าเป็นใคร! ข้าไม่รู้จักเจ้า…”
“เจ้าไม่รู้จักข้าหรอก แต่เจ้ารู้จักพี่สาวข้า พี่สาวข้าเป็นอนุของพ่อเจ้า!” สาวงามตะโกนขึ้นมาทันใด
ด้านนอกมีใครบางคนไปแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการแล้ว
แต่ก็ไม่อาจยับยั้งความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนไว้ได้
ทุกคนพากันประหลาดใจเมื่อได้ยินที่สาวงามพูด นึกไม่ถึงเลยว่าสาวงามอันดับหนึ่งของหอบุปผาล่องลอยนางนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณชายบ้านเศรษฐีคนนี้!
หยวนปินรู้สึกขมขื่นยิ่งขึ้น
อนุคนไหนล่ะนี่…
แม้ท่านพ่อของเขาจะไม่ได้ชื่นชอบความงามเท่าเขา แต่ในบ้านก็มีอนุถึงห้าหกคน!
“พี่สาวของข้าคือเย่ซิ่งฮวา เมื่อปีกลายนางถูกหามเข้าจวนตระกูลหยวนไปเป็นอนุของพ่อเจ้า แต่นางตายไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว!” สาวงามตะโกนลั่นให้คนภายนอกได้ยินอีกครั้ง “ตระกูลหยวนส่งคนมาบอกว่าพี่สาวของข้าติดโรคร้ายจนตาย!”
“แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ข้ารู้ว่ามันไม่ใช่ พี่สาวข้ากลับมาบ้านครั้งหนึ่งก่อนนางจะตาย นางบอกข้าว่า สัตว์ร้ายตัวนี้ขืนใจนาง! เจ้ารังแกพี่สาวของข้า แต่ต่อให้ตายนางก็ไม่ยอม เจ้ายังตบตีนาง บังคับข่มขู่นาง ข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกบ้านเจ้าเป็นเวลาสองเดือน ได้พูดคุยกับคนรับใช้ของตระกูลหยวน ถึงได้รู้ว่าพี่สาวของข้าแขวนคอตาย ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า!”
สาวงามตะโกนเสียงแหบแห้งจนหมดแรง ดูน่าสงสารยิ่งนัก
หยวนปินรู้สึกว่าเขาน่าสงสารกว่า มือเขาคอยรั้งผ้าไหมสีแดงไว้ใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที
แต่หากเขาปล่อยมือ ผ้าไหมก็จะรัดคอเขาทันที เขาคงจะต้องตายในไม่ช้าเป็นแน่
คนที่มาพร้อมกับหยวนปินตกใจจนขวัญบินไปแล้วในเวลานี้ ต่างก็พากันพยายามจะช่วยเขา
แต่สาวงามคนนี้ดูท่าจะยั่วยุไม่ได้ อีกทั้งนางยังอยู่ใกล้หยวนปินมาก พวกเขาจึงกลัวว่าน่าจะคลุ้มคลั่งขึ้นมา แล้วแทงมีดไปยังศีรษะของหยวนปินทันที
“พวกเจ้าคนตระกูลหยวนไร้เหตุผล พี่สาวของข้าเป็นอนุที่ดี แต่พวกเจ้ากลับไม่เห็นนางเป็นคน ข้าไปหานายท่านหยวน เขากลับบอกว่าข้าเหลวไหล หาว่าข้าทำเพราะต้องการเงิน!” สาวงามคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็โศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก
จากนั้นก็มองไปยังหยวนปินอย่างอาฆาตมาดร้าย
ทันใดนั้นนางก็หัวเราะอย่างเย็นชา “พี่สาวของข้า เข้าจวนของพวกเจ้าไปเมื่อปีกลาย นางงดงามราวกับหยกราวกับบุปผา ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ แต่กลับไม่เคยตั้งครรภ์ ตระกูลหยวนมีเจ้าเป็นลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น…น่าแปลกใจ…น่าแปลกใจเสียจริง”
“พี่สาวข้าอยากมีลูกจึงไปหาหมอ หมอก็บอกว่านางไม่ได้มีปัญหาอะไร พวกเจ้าว่าเป็นไปได้ไหมว่านายท่านหยวนจะมีปัญหาสุขภาพ จะต้องเป็นเช่นนั้นแน่ๆ พวกเจ้าดูสิ เขาเกิดจากอนุ แต่กลับบอกว่าเป็นลูกภรรยาเอก”
“จริงสิ อนุ…พี่สาวของข้าบอกว่า แม่แท้ๆ ของเจ้าเป็นเมียที่ไม่ได้อยู่ในบ้าน พอคลอดลูกแล้วจึงพากลับเข้าจวน เจ้าเกิดข้างนอก แท้จริงแล้วเป็นลูกของใครกันแน่”