ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 147 ของพวกนี้ก็ขายได้ด้วย / ตอนที่ 148 ศิษย์พี่ที่หน้าตาธรรมดา
- Home
- ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา
- ตอนที่ 147 ของพวกนี้ก็ขายได้ด้วย / ตอนที่ 148 ศิษย์พี่ที่หน้าตาธรรมดา
ตอนที่ 147 ของพวกนี้ก็ขายได้ด้วย / ตอนที่ 148 ศิษย์พี่ที่หน้าตาธรรมดา
ตอนที่ 147 ของพวกนี้ก็ขายได้ด้วย
ฝ่ายตระกูลซือตัดขาดความสัมพันธ์
นายท่านหยวนราวกับโดนทุบจนมึนไปในทันที ความหมายของพ่อตาก็คือหย่าหรือ
หลายปีมานี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพียงเพราะเรื่องนี้เช่นนั้นหรือ
นั่นเป็นเรื่องที่ผู้คนข้างนอกพูดจาเหลวไหลกันนี่ เหตุได้จึงได้นำมาซ้ำเติมเขากันเล่า
ตระกูลซือมีเจตนาเช่นนี้มานานแล้ว แต่ตระกูลหยวนไม่ยอม บิดาของหยวนมู่ถิงรับราชการในราชสำนักก็ยังพอมีเส้นสายอยู่บ้าง หากสองตระกูลหย่าร้างก็จะต้องมีความแค้นต่อกัน ไม่เป็นการดีต่อทั้งสองฝ่าย
นอกจากนี้ เขาก็ไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับตระกูลหยวนมากนัก
เขาเพียงแต่คิดว่าลูกสาวเขาไม่สามารถให้กำเนิดเด็กได้ แต่ลูกชายเพียงคนเดียวของหยวนมู่ถิงก็โตมากับลูกสาวของเขา ทั้งสองมีความผูกพันฉันแม่ลูก เช่นนั้นก็แล้วไป
แต่ตอนนี้ตระกูลหยวนเกิดเรื่องนี้ขึ้น จากนั้นคนของฝ่าบาทก็ส่งจดหมายแจ้งข่าวแก่เขา เขาจึงได้รู้ว่า เลี้ยงดูเติบโตมากับลูกสาวเขาอะไรนี่ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งแพ หลายปีมานี้อนุนางนั้นกดข่มลูกสาวตระกูลซือมาตลอด
ลูกสาวของเขาก็โง่งม นางได้รับความไม่เป็นธรรมเช่นนี้ยังไม่ยอมบอกครอบครัวตนเอง ไม่แปลกใจเลยที่ทุกครั้งที่เขาถามถึงหยวนปิน นางจะมีสีหน้าซับซ้อนราวกับยากที่เอ่ยออกมาได้เช่นนั้น
ไม่ว่าตระกูลหยวนจะไม่พอใจเพียงใด ครั้งนี้เขาก็จะให้ลูกสาวหย่าขาดให้ได้
แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดองค์รัชทายาทจึงต้องการจัดการเรื่องนี้ แต่ในเมื่อฝ่าบาททรงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ อาศัยแค่คำพูดของพระองค์ เขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องชื่อเสียงของตระกูลซือแล้ว
เซี่ยผิงไหวงงเป็นไก่ตาแตก
ที่แท้ก็ไม่ได้มีแต่เขาที่มาร่วมสนุกวันนี้
“ท่านลุง พาไปเลยสิ หยวนปินไม่ใช่คนดีอะไร ใครรับเขาเป็นลูกก็ซวยตายเลย เขาเดิมพันกับข้าแล้วแพ้ จนถึงตอนนี้ยังหดหัวอย่างกับเต่า ไม่กล้าออกมาอยู่เลย”
“…” นายท่านหยวนหนังตากระตุก “เจ้าเป็นใคร กล้าพูดอย่างนี้ได้อย่างไร!”
ราวกับอยากทุบตีคนกระนั้น
เซี่ยผิงไหวยืดอกขึ้น “เจ้าทำให้ข้าตกใจแล้วนะ เจ้าลูกเต่าหยวน ข้าจะบอกให้นะ ลูกชายของเจ้าแพ้แล้วต้องยอมรับ พรุ่งนี้ข้ากับพี่สาวของข้าจะรอเขามาโขกศีรษะให้ที่สำนักศึกษา หากเขาไม่ไป ต่อไปข้าจะมาที่นี่ทุกวัน!”
ลูกเต่า…หยวน?!
นายท่านหยวนรู้สึกอัดอัดไม่สบาย โทสะไหลพลุ่งพล่านไปทั่วทั่งร่าง
คนตระกูลซืออดไม่ได้ที่จะหันไปมองเซี่ยผิงไหวอีกที
ไม่รู้ว่าเขาเป็นลูกบ้านไหน ช่างใจกล้าดีเสียจริง
“เจ้า เจ้ากล้ามาโวยวายที่หน้าจวนเจ้าหน้าที่ทางการ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ” นายท่านหยวนเอ่ยด้วยความโมโห
“ท่านพ่อข้าคือเซี่ยหนิวซาน ใครยังไม่เป็นขุนนางอีกล่ะ” เซี่ยผิงไหวแค่นเสียงหนึ่งที
เซี่ยหนิวซาน?
นายท่านหยวนและพ่อลูกตระกูลซือต่างก็อึ้งงันไปครู่หนึ่ง
ทั้งเซี่ยหนิวซานและเซี่ยผิงกั่งต่างก็โหดด้วยกันทั้งคู่ เมื่อก่อนเคยแต่ได้ยินว่าพ่อลูกสองคนนั้นดุร้ายโหดเหี้ยม นึกไม่ถึงว่าเด็กน้อยคนนี้ก็ไม่ยอมแพ้ใครเหมือนกัน!
ดูสิ เขาอายุแค่สิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้นกระมัง ถึงกลับกล้าวิพากษ์วิจารณ์ คำก็ปู่สองคำก็ปู่แล้ว
หยวนมู่ถิงมึนงงเล็กน้อยและจากนั้นก็โกรธจนตัวสั่นเมื่อได้ยินชื่อของเซี่ยหนิวซาน
ฝ่ายตระกูลซือนำคนของทางการมาพร้อมกับหนังสือหย่าที่เขียนมาเรียบร้อยแล้ว แค่รอให้ทั้งสองฝ่ายลงนามและประทับรอยนิ้วมือเท่านั้น
ทุกอย่างบีบคั้นเข้ามา
การหย่าเป็นเรื่องสำคัญ เซี่ยผิงไหวเองก็ไม่ใช่เด็กไม่รู้ความแล้ว หลังจากที่สร้างความวุ่นวายเล็กน้อย เขาก็จากไปเพื่อหลีกทางให้แก่คนตระกูลซือ
ระหว่างทางกลับบ้านเขาก็ผ่านถนนสายหลักทางทิศตะวันออก
เมื่อก่อนเขามีเงินติดตัวอยู่ตลอด ดังนั้นร้านค้าบนถนนสายนี้เขาจึงเคยเข้ามาหมดแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับเห็นป้ายร้านใหม่เอี่ยม
บนป้ายเขียนเอาไว้ว่า ‘หอส่องชะตา’
พวกเขาทั้งหมดต่างก็ชะงักงัน
ไม่รู้ว่าร้านนี้ขายอะไร แม้พวกเขาจะไม่มีเงิน แต่ก็ไม่อาจห้ามไม่ได้พวกเขาเข้าไปดูข้างในได้
อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ต้องตกใจทันที
“ยันต์!?” เซี่ยผิงไหวตกตะลึง “ของเล่นพวกนี้ก็ขายได้ด้วยหรือ ร้านนี้ก็ไม่ได้ถูกๆ ใช่หรือไม่ เจ้าของร้านของพวกเจ้ามีเงินเยอะเกินไปหรือ ถึงได้จงใจเอาเงินมาโยนเล่นแบบนี้”
ทำเลดีขนาดนี้จะเปิดร้านอะไรก็ได้
แต่กลับขายยันต์?!
พอสิ้นเสียงของเขาก็มีคนเดินเข้ามา
“ขายยันต์มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือ” น้ำเสียงแผ่วเบาเย็นชา ฟังดูไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก
เซียวอวี้หรงมองลูกศิษย์ในอนาคตด้วยด้วยสายตารังเกียจ เขาถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ภายในใจ
จากนั้นเขาก็กวาดตามองภายในร้านด้วยสายตาเป็นประกาย
นี่เป็นทำเลที่เขาเลือกให้ศิษย์พี่ แต่ของที่ศิษย์พี่ขายช่างไม่เหมือนคนอื่นเอาเสียเลย ไม่มีกลิ่นของเหรียญทองแดง[1] เลยแม้แต่น้อย…
ตอนที่ 148 ศิษย์พี่ที่หน้าตาธรรมดา
ใบหน้าสว่างไสวราวกับสายน้ำอยู่เสมอของเซียวอวี้หรงเผยรอยยิ้มลึกลับ เขามองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง
เซี่ยผิงไหวขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
“ขายยันต์อย่างนี้ผิดปกติแน่ๆ บนถนนเส้นยาวขนาดนี้ถ้าไม่ใช่ขายของกินก็ขายของเล่น แม้แต่หอโคมเขียวก็ยังมีสองห้องเลย ไม่เห็นจะมีร้านไหนที่ขายของแปลกประหลาดอย่างนี้ อย่าว่าแต่บนถนนเส้นนี้เลย ข้ามองไปทั่วเมืองหลวงก็เคยเห็นแต่แผงลอยที่หลอกขายของพวกนี้ ไม่เคยเห็นใครกล้าเปิดร้านมาก่อนเลยนะ” เซี่ยผิงไหวไม่รู้ว่าการเคารพครูและคำสอนนั้นเป็นอย่างไร
เวลานี้เขาไม่ได้ให้เกียรติเซียวอวี้หรงเลยแม้แต่น้อย
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจเล็กน้อยว่าสมองของท่านอาจารย์เซียวผู้นี้จะมีปัญหาแล้ว
แม้เขาจะอยากจะกราบเป็นอาจารย์ แต่อันที่จริงแล้วเขาแค่เคยเห็นอาจารย์เซียวจากที่ไกลๆ และได้ฟังจากคนอื่นพูดเท่านั้นว่าท่านอาจารย์เซียวเข้มงวดมากเวลาสอนหนังสือ ส่วนเรื่องอื่น…
เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
ดังนั้นเมื่อเขาเห็นท่านอาจารย์เซียวกับยิ้มโง่ๆ ใส่กระดาษยันต์เหล่านั้น เขาจึงรู้สึกว่าคนคนนี้ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
เซียวอวี้หรงหน้าตาเคร่งขรึม
“เด็กโง่ เจ้าไม่รู้หรือว่ายันต์พวกนี้หายากแค่ไหน เจ้าลองดูภาพที่ขีดเขียนไว้บนนั้นสิ เมฆเคลื่อนน้ำไหลเกิดจากการตวัดวาดในครั้งเดียว หากเสียสมาธิเพียงเล็กน้อยก็ใช้การไม่ได้แล้ว เจ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยแล้วยังกล้าวิพากษ์วิจารณ์หยาบคาย กลับไปแล้วคัดลอก ‘หมิงซุ่น’ มาสิบรอบ พรุ่งนี้ตอนเย็นก่อนเลิกเรียนเอามาให้ข้าตรวจดู” เซียวอวี้หรงโมโหอย่างยิ่ง
“…” เซี่ยผิงไหวหนังตากระตุก
เขาจะต้องกราบคนอย่างนี้เป็นอาจารย์จริงๆ หรือ
เขาไม่มีเหตุผลเลย
“ท่านอาจารย์เซียว…ร้านนี้คงไม่ใช่ร้านของญาติท่านหรอกนะ” จู่ๆ เซี่ยผิงไหวก็คิดถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา “ข้าอยากจะเตือนท่านสักหน่อยว่าไปบอกให้ญาติท่านเปลี่ยนกิจการเถอะ ยันต์พวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย การค้าต้องไปไม่รอดแน่ๆ”
อาจารย์เซียวถูกพูดแทงใจดำอีกครั้ง
เจ้าเด็กโง่นี่ทำไมถึงได้เป็นคนตาไม่มีแววเลยสักนิด
ศิษย์พี่คงไม่ได้ยินใช่หรือไม่ ถ้าหากศิษย์พี่มีความคิดเช่นเดียวกับเจ้าเด็กโง่นี่ ไม่ใช่ว่า..
อาจารย์เซียวหันหลังกลับทันที และเลิกสนใจเซี่ยผิงไหวโดยสิ้นเชิง
“ท่านอาจารย์เซียว เมื่อไรท่านจะรับข้าเป็นศิษย์ล่ะ แม้ว่าชื่อเสียงของข้าจะไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ข้าก็ยังค่อนข้างฉลาดนะ หากต่อไปท่านต้องการจะไปทำธุระที่ใด ท่านเรียกหาข้าได้เลยรับรองได้เลยว่าในเมืองนี้ไม่มีร้านไหนที่ข้าไม่รู้จัก” กว่าจะมีโอกาสดีๆ เช่นนี้ได้ เซี่ยผิงไหวจะปล่อยไปได้อย่างไร
อาจารย์เซียวขมวดคิ้ว
ไปให้พ้น เด็กโง่นี่
….
เซี่ยเฉียวสวมเสื้อคลุมแบบลัทธิเต๋า ใบหน้านาง…เปลี่ยนไปแล้ว
วันนี้เป็นวันมงคลเปิดกิจการ นางจึงต้องเปิดเผยหน้าตา หากเจ้าของร้านลึกลับเกินไปกลับจะยิ่งทำให้เป็นที่สนใจ ไม่สู้นางแต่งหน้าออกมาอย่างเปิดเผยดีกว่า
หลังจากนี้นางก็จะสามารถอาศัยฐานะของคุณหนูตระกูลเซี่ยมาที่นี่ได้บ่อยๆ คนอื่นๆ คงจะมองว่าแม่นางเซี่ยเติบโตมาในวัดเต๋า ดังนั้นนางจึงมีใจศรัทธา
การแต่งหน้านี้ก็ดี อย่าได้ดูถูกตลาดมืดเดี๋ยวนี้เชียวนะ อย่าว่าแต่เรื่องแต่งหน้าเลย แม้แต่หน้ากากใบหน้ามนุษย์ก็มีอยู่จริง
เซี่ยเฉียวซื้อของที่ใช้ในการปลอมตัวมา วาดๆ แต้มๆ ลงบนใบหน้าแค่ไม่กี่ที ใบหน้านางก็เปลี่ยนไปจากปกติแล้ว
เซี่ยเฉียวกำหนดให้ใบหน้านี้ของนางมีอายุราวๆ สามสิบปี สีผิวธรรมดา…
กระทั่งดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก มีจุดด่างดำบนใบหน้า โดยรวมแล้วไม่ได้ดูดีและธรรมดามาก
เดิมทีเซี่ยเฉียวอยู่ชั้นบน
เสียงดังมาก
พวกวิญญาณส่งเสียงพูดคุยกันจ๊อกแจ๊กจอแจ อีกทั้งยังไม่ต่อแถว น่ารำคาญยิ่ง
นางก็เลยลงไปชั้นล่างเพื่อสงบจิตสงบใจ จึงได้เห็นเซี่ยผิงไหวกำลังต่อปากต่อคำกับอาจารย์เซียว
เซียวอวี้หรงไม่อยากเห็นหน้าเซี่ยผิงไหวจึงได้กวดตามองไปรอบๆ เป็นครั้งคราวด้วยหวังว่าจะได้พบศิษย์พี่โม่ที่เขาคิดถึงมาตลอด
ขณะที่กำลังมองซ้ายมองขวา เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งลงมาจากชั้นบน
นางสวมเสื้อคลุมเต๋าสีฟ้า ก้าวลงมาทีละก้าว เขาค่อยๆ เห็นใบหน้านั้นอย่างช้าๆ…
เซียวอวี้หรงตกใจทันที
——————-
[1] ไม่มีกลิ่นของเหรียญทองแดง ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์หรือเงินทอง