ยอดเซียนหญิงทำนายชะตา - ตอนที่ 177 ขาดไปสักคนก็ไม่ได้ / ตอนที่ 178 ทนเหน็ดเหนื่อยไม่ไห
ตอนที่ 177 ขาดไปสักคนก็ไม่ได้ / ตอนที่ 178 ทนเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว
ตอนที่ 177 ขาดไปสักคนก็ไม่ได้
เผยหว่านเย่ว์ไม่ค่อยพอใจนัก แต่คนที่อยู่เหนือกว่าคือรัชทายาท ซึ่งสามารถตัดสินความเป็นความตายของนางได้ หากนางโกรธเขา นางก็คงไม่มีความหวังอีกแล้ว
ตอนนี้นางได้แต่ต้องก้มหน้ายอมรับเท่านั้น
เผยหว่านเย่ว์ยินยอมรับการลงโทษ คนอื่นก็ต้องยอมเช่นกัน เริ่มที่ชีไหวก่อน เขามองเซี่ยเฉียวพลางเอ่ย “แม่นางเซี่ย เรื่องนี้เป็นเพราะข้าบุ่มบ่ามไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ ต้องขอโทษด้วย”
“พวกเจ้ามีความรู้น้อย ต่างก็เป็นเด็กกันทั้งนั้น อันที่จริงข้าก็ไม่ควรจะถือสาหาความพวกเจ้าเช่นนี้” ใบหน้าเซี่ยเฉียวลึกซึ้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “รู้ผิดแล้วแก้ไข นับว่าเยี่ยมนัก กลับไปก็อย่าลืมคัด ‘คัมภีร์ภาพวาด’ มาส่งให้ข้าด้วยล่ะ”
“…” ชีไหวหนังตากระตุก “ให้เจ้า!?”
“หรือว่าไม่ใช่” เซี่ยเฉียวหน้านิ่ว “ฝ่าบาท คนที่ต้องทนรับความอัปยศอดสูนี้คือข้า หากพวกเขาไม่มอบสิ่งที่เขียนให้แก่ข้า ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาสำนึกผิดด้วยความจริงใจ”
ถึงอย่างไรนางก็นับได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตรัชทายาทแล้ว
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้รัชทายาทคงจะให้เกียรตินางบ้างกระมัง
“แม่นางเซี่ยกล่าวถูกต้อง” จ้าวเสวียนจิ่งตื่นเต้น “พวกเจ้าต้องแสดงความจริงใจในการสำนึกผิด หากแม่นางเซี่ยรู้สึกว่าพวกเจ้าคัดลอกได้ไม่ดีก็ให้คัดใหม่ ภายในเวลาสองเดือนจะต้องคัดลอก ‘คัมภีร์ภาพวาด’ นี้ให้เสร็จ คนที่ทำไม่เสร็จก็เท่ากับไม่พอใจในการตัดสินของข้า ให้ออกไปจากสำนักศึกษาหลวงเช่นกัน”
เวลาสองเดือนดูเหมือนจะผ่อนปรนให้อยู่บ้าง
คัมภีร์ภาพวาดที่รัชทายาทกล่าวถึงมีประมาณห้าสิบหน้า
วันละเล่ม…อีกอย่างหากโดนปัดตกให้กลับมาคัดใหม่ ระยะเวลาสองเดือนนี้ก็ต้องขยันขันแข็งหามรุ่งหามค่ำแล้ว…
ความจริงแล้วเซี่ยเฉียวอยากได้ถั่วเงินมากกว่า
แต่นางอยู่ที่สำนักศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว ก็ยังเคยได้ยินว่ามีการชดเชยผู้เสียหายด้วยถั่วเงินมาก่อน แต่สำนักศึกษากลับอาศัยช่องว่างของการลงโทษริบถั่วเงินจากศิษย์กลับไปไม่น้อย
ดังนั้นนางจึงไม่ได้เอ่ยปาก
เซี่ยเฉียวเป็นคนของเรือนคงกู่ เวลานี้พวกนางตื่นเต้นดีใจกันเป็นอย่างมาก
เดิมทีเรือนคงกู่ของพวกนางจะต้องอับอายขายหน้าผู้คนแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเฉียวจะพลิกสถานการณ์กลับได้อย่างนี้
เรื่องนี้ยังไม่นับ แต่นางกลับทำให้พวกเรือนหมู่ตันถูกลงโทษแต่ก็พูดอะไรไม่ได้เช่นนี้อีกด้วย
เมื่อมองเห็นท่าทางที่พวกเขาถูกบีบให้ยอมรับความพ่ายแพ้ คนเรือนคงกู่ส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่าช่วงเวลาที่ดีของพวกนางมาถึงแล้ว ทั้งร่างเต็มไปด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งและสบาย!
เวลานี้เซี่ยเฉียวรอบคอบจริงจังมาก นางขอให้ผู้ถูกลงโทษแต่ละคนออกมาลงชื่อและที่อยู่ของพวกเขา
หลังจากลงชื่อเสร็จแล้วเซี่ยเฉียวก็ขมวดคิ้ว
“คนที่รังแกข้า ขาดไปสามคน” จู่ๆ นางก็เอ่ยขึ้น
พวกชีไหวรู้สึกว่าปวดหัวจนจะระเบิดอยู่แล้ว
นี่ก็นานมากแล้ว แต่นางก็ยังไม่ปล่อยพวกเขาไป ตอนนี้ถึงกับหาโอกาสดูหมิ่นพวกเขาอีก ไม่จบไม่สิ้นจริงๆ!
“แม่นางเซี่ย คนตั้งเยอะขนาดนี้ ขาดไปสักคนสองคนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก” ชีไหวเริ่มรู้สึกหงุดหงิดแล้ว
แม่นางต่งคนนั้นก็มองเซี่ยเฉียวอย่างอ่อนแรง “แม่นางเซี่ยอาจจะนับขาดไปบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ไม่น่าจะขาดคนไปได้นะ”
เซี่ยเฉียวไม่สนใจพวกเขาแล้ว
นางนั่งลงด้วยใบหน้าจริงจัง ก่อนจะคลี่กระดาษออกแล้วเริ่มร่างโครงคร่าวๆ
ยังไม่ทันถึงหนึ่งเค่อ นางก็วาดใบหน้าสามคนออกมา และลักษณะเด่นของแต่ละคนก็ชัดเจนมาก!
“นี่มัน…ฟานอวิ๋นผิงไม่ใช่หรือ…” ใครบางคนยื่นหน้าเข้ามามอง แล้วพึมพำขึ้นมา
ทันทีที่สิ้นเสียงนี้ ทั้งหมดก็พากันนิ่งเงียบ
“สามคนนี้ ต้องไปหาตัวมา” เซี่ยเฉียวพูดสั้นๆ ว่า “เป็นหนี้ข้า จะขาดไปสักคนก็ไม่ได้”
จ้าวเสวียนจิ่งดวงตาลุกวาว
นี่สิของจริง นางน่ารักกว่าตอนที่อยู่เมืองสือฝั่งเสียอีก
“ไปตามตัวมา” จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกจะมีความอดทนมากเป็นพิเศษ เขาบีบจนทุกคนแทบจะเป็นบ้าแล้ว
ภาพวาดของเซี่ยเฉียวนี้มีความใส่ใจในรายละเอียดมาก ในบรรดาพวกเขามีคนที่รู้จักสามคนนี้ ดังนั้นจึงใช้เวลาไม่นานในการลากพวกเขากลับมา
รัชทายาทเองก็ไม่ได้ทรงกริ้ว กระทั่งยังยกยิ้มอย่างงดงาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะเล็กน้อย “วิ่งเก่งอย่างนี้ ไปวิ่งแข่งกับม้าที่สนามหน่อยดีไหม”
ตอนที่ 178 ทนเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว
รัชทายาทยิ้มเช่นนี้ก็ต้องมีคนเคราะห์ร้าย
สามคนนั้นถูกลงโทษให้ไปวิ่งกับม้า
หลังจากที่เซี่ยเฉียวบันทึกชื่อพวกเขาทั้งหมดแล้วก็ปล่อยพวกเขาไป ชีไหวและคนอื่นๆ แทบอดทนรอไม่ไหวตั้งนานแล้ว
ลานของเรือนคงกู่แทบจะว่างเปล่าในทันที ราวกับพวกเขาติดปีกแล้ว ‘บิน’ หายไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้แต่คนของเรือนคงกู่ก็เข้าห้องเรียนกันหมด ไม่กล้ารั้งอยู่ข้างนอก
พวกเขาทนไม่ได้หากต้องอยู่ในสายตาของรัชทายาท
“แม่นางเซี่ยเรียนการวาดภาพนี้…มาจากใครหรือ” จ้าวเสวียนจิ่งหยิบภาพร่างหน้าตาคนสามคนออกมาพลางมองด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
การลงพู่กันทำได้ลื่นไหล นางน่าจะมีทักษะนี้มาหลายปีแล้ว
เพียงแต่ว่าภาพเขียนนั้นเรียบง่ายเกินกว่าที่จะมองเห็นลักษณะพิเศษอื่นใด แต่การมองไม่เห็นลักษณะพิเศษอันใด ก็เป็นจุดที่พิเศษที่สุด
ช่างซ่อนเร้น
“เรียนจากอาจารย์เวลาวาดยันต์ตอนที่อยู่ในวัด” เซี่ยเฉียวเอ่ยตอบ
การวาดยันต์นั้นยากมาก ยันต์จำนวนมากจะต้องลากพู่กันร่างให้เสร็จภายในครั้งเดียว ยันต์ที่วาดบิดๆ เบี้ยวๆ ย่อมใช้การไม่ได้ นางจึงต้องฝึกฝนวาดให้มาก
จ้าวเสวียนจิ่งกวาดสายตามองใบหน้าของเซี่ยเฉียว “แม่นางเซี่ยมีทักษะการวาดภาพดีเช่นนี้ ไม่เช่นนั้นลอกเลียนภาพความสุขอันยั่งยืนของมนุษย์ให้ข้าจะได้หรือไม่”
“แค่กๆ…” เซี่ยเฉียวปิดปากไอออกมาสองที “ได้ก็ได้อยู่หรอก…แต่ร่างกายข้าไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่าจะมอบให้ฝ่าบาทได้เมื่อไหร่…”
เดิมทีจ้าวเสวียนจิ่งแค่คาดเดาเท่านั้น
เขาคิดว่าในเมื่อเซี่ยเฉียวมีผลงานของปรมาจารย์อวิ๋นเวย แถมยังเป็นภาพวาดชิ้นใหญ่เสียด้วย นางจะต้องรู้จักปรมาจารย์เป็นแน่
กระทั่งเป็นไปได้มากทีเดียวที่ว่านางอาจจะเป็นศิษย์ของปรมาจารย์อวิ๋นเวย
และในเวลานี้เมื่อเห็นท่าทางเสแสร้งแกล้งทำของนางเช่นนี้ เขาแทบจะแน่ใจได้แล้ว
“ภาพวาดของปรมาจารย์ค่อนข้างซับซ้อน ร่างกายเจ้าไม่ค่อยดีเช่นนี้ ไม่สร้างความลำบากให้เจ้าแล้วดีกว่า เพียงแต่ข้ามีตำแหน่งราชการอยู่ตำแหน่งหนึ่งที่อยากจะเชิญแม่นางเซี่ยมาลองทำดู” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยอีก
“…” เซี่ยเฉียวคิดแต่จะหนี
ตกลงกันแล้วนี่ว่าเมื่อมาถึงเมืองหลวงแล้วจะทำเป็นไม่รู้จักกัน ทำไมเวลานี้จึงพูดมากเช่นนี้
“แม่นางเซี่ยวางใจได้ เจ้าไม่จำเป็นต้องออกหน้าหรือเหน็ดเหนื่อยอันใด เพียงแต่ต้องไปที่ศาลตัดสินคดีความเป็นครั้งคราวเท่านั้น แค่วาดรูปอาชญากรที่ต้องการตัวออกมาเท่านั้น ภาพละสิบตำลึง เงินเดือนเดือนละห้าสิบตำลึง” เขาเสนอ
มีเงินให้ มากด้วย
ใช้ไม่หมดทีเดียวล่ะ
เซี่ยเฉียวหวั่นไหวเล็กน้อย
แต่เมื่อนางได้ยินคำว่าศาลตัดสินคดีความ นางก็ยังกลัวอยู่
สถานที่แห่งนั้นพลังหยินมาก น่ากลัว
นางส่ายศีรษะ
จ้าวเสวียนจิ่งหนังตากระตุกทันที หรือว่าเงินน้อยไป
เขาต้องการให้มากกว่านี้ แต่ตำแหน่งนี้เขาตั้งขึ้นมาเอง หากให้เงินมากกว่านี้อีก มันก็จะไม่ดีต่อเซี่ยเฉียวเอง
“ช่วงนี้ข้าจะต้องไปกำกับดูแลศาลตัดสินคดีความ” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยขึ้นอีก
เซี่ยเฉียวหนังตากระตุกทันที
เดิมที…เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ที่นั่นพลังหยินมาก นางก็ยังสามารถแปะยันต์ได้ และพยายามหลบเลี่ยง ก็ยังพอได้อยู่
แต่ตอนนี้หรือ
หากรัชทายาทจะไปที่นั่น นางก็ไปไม่ได้แล้ว
เดิมทีที่นั่นก็เป็นที่ที่รุนแรงเอาการอยู่แล้ว ยิ่งมีรัชทายาทที่รายล้อมไปด้วยวิญญาณดวงน้อย มากมายเพิ่มเข้าไปอีกเช่นนี้ เขาคิดจะฆ่านางใช่หรือไม่
“ร่างกายไม่ดี ทนเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว ข้าทำไม่ได้หรอก” ใบหน้าเล็กๆ ของเซี่ยเฉียวขาวซีด
นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“พี่ชายใหญ่ของเจ้าก็อยู่ที่นั่นด้วย มีเขาคอยปกป้องเจ้า ไม่ให้เจ้าลำบากใจหรอก แม้ว่าผู้หญิงจะไม่สามารถรับราชการราชสำนักได้ แต่ก็บางตำแหน่งก็เหมาะสม” จ้าวเสวียนจิ่งเอ่ยพลางขมวดคิ้ว
“ขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าบาท แต่ร่างกายของข้านี้…” เซี่ยเฉียวเอ่ยพลางลูบหว่างคิ้วไปมา
จากนั้น สายตานางก็เลอะเลือนไปชั่วครู่ นางสูดลมหายใจเข้าทางปากหนึ่งทีพลางยิ้มอ่อนแรงให้รัชทายาท ในที่สุดศีรษะของนางก็โขกลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
นางเป็นลมไปแล้ว
“…” จ้าวเสวียนจิ่งรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที เขารีบเอ่ยเรียก “หมอหลวง!”
ขณะที่เขาพูดออกไปจ้าวเสวียนจิ่งก็ก้าวออกไปโดนสัญชาตญาณ และคว้าข้อมือของเซี่ยเฉียวเอาไว้
ข้อมือของนางผอมบางอย่างน่าสงสาร และขาวซีดจนน่าตกใจ
เขาไม่รู้เลย ว่านางอยู่มาได้อย่างไรจนถึงตอนนี้